โหวฟางฟังแล้วรู้สึกว่าิหยวนพูดถูก เมื่อเห็นนางเห็นด้วย ิหยวนก็กำลังจะไป ทันใดนั้นก็ถูกเรียกไว้ โหวฟางผู้ห้าวหาญ กลับทำตัวเขินอาย “หยวนเก้อเอ๋อร์ ท่านแม่ทัพหยางคนนั้น เ้าสนิทกับเขามากหรือไม่?”
“ก็พอสมควร เคยพบเขาหลายครั้ง มีเื่ใดหรือ?”
“เขา เ้ารู้ไหมว่าเขาเป็คนเมืองใด?”
“เขาเป็คนเมืองชิงโจว สอบเข้าสำนักศึกษาหลวงเจ็ดปีกว่าจะสอบผ่าน แต่สุดท้ายเขากลับสละพู่กันมาจับดาบ เลือกเส้นทางทหาร” ิหยวนอธิบายคร่าวๆ ก่อนจะมองโหวฟางด้วยความประหลาดใจ “เ้าคงไม่ถามข้าหรอกนะว่าเขาอายุเท่าไหร่ แต่งงานแล้วหรือไม่?”
โหวฟางหน้าแดงก่ำ กำผ้าเช็ดหน้าแน่น ิหยวนรู้จักนางมานานหลายปี เพิ่งเคยเห็นนางแสดงท่าทีเขินอายเช่นนี้เป็ครั้งแรก “...เช่นนั้น ...เขาอายุเท่าไหร่ แต่งงานแล้วหรือไม่?”
ิหยวนยกมือขึ้นกุมขมับ อยากหัวเราะแต่ก็ไม่กล้า “เื่แต่งงาน ข้ายังไม่เคยได้ยิน เขาเป็บุตรชายคนเล็ก มีพี่ชายหนึ่งคน และน้องสาวบุญธรรมอีกหนึ่งคน เป็น้องสาวของสหายที่เสียชีวิต”
“หืม? น้องสาวอายุเท่าใด?”
เห็นท่าทีร้อนรนของโหวฟาง ิหยวนจึงอดไม่ได้ที่จะแกล้งนาง “น้องสาวน่ารักมาก ทั้งสวยทั้งเรียบร้อย นิสัยร่าเริง สนิทกันยิ่งนัก...”
ยิ่งโหวฟางฟังก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจ ิหยวนรีบเปลี่ยนเื่พูด “แต่อายุยังน้อย ยังไว้ผมเปียอยู่”
โหวฟางถอนหายใจด้วยความโล่งอก พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าปาิหยวน ิหยวนหัวเราะเสียงดังพลางวิ่งหนี “แต่ เดี๋ยวก่อน คุณหนูขอรับ ก่อนหน้านี้เ้ายังบอกว่าอยากแต่งงานกับคนที่รักเ้าหมดหัวใจมิใช่หรือ ข้าไม่เห็นท่านแม่ทัพหยางแสดงท่าทีใดๆ เลยนะ?”
โหวฟางอึกอักอยู่นาน ก่อนจะกระทืบเท้า “พอได้พบเขา ข้าก็เปลี่ยนใจแล้ว อย่างไรกัน ข้ารักเขาหมดหัวใจไม่ได้หรือ โลกนี้มีแต่ผู้ชายรักผู้หญิง ผู้หญิงห้ามมีใจให้ผู้ชายอย่างนั้นหรือ?”
“เปล่าๆ ข้ามิกล้า” ิหยวนรีบโบกมือปฏิเสธ “เอาทีละเื่ก่อน เ้าไปถามคุณหนูสวี่ก่อนเถิด”
ไม่รู้โหวฟางไปพูดอย่างไรกับสวี่หรง สุดท้ายนางก็ยินยอม ด้านิหยวนก็ไปบอกหยางจวิน หยางจวินได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจ ายืดเยื้อ บ้านเรือนเสียหาย ผู้คนไว้ทุกข์ นานๆ จะมีเื่น่ายินดี จึงรีบเรียกจี้เจ๋อ หวังเสวียหลิง เสมียนทหาร และขุนนางทหารมารวมตัวกัน หยางจวินเอ่ยสั่ง “กองทัพจะเคลื่อนพล เสบียงอาหารต้องมาก่อน คุณชายินำเสบียงมาส่ง ถือว่ามีคุณูปการอย่างมากต่อกองทัพเป่ยฝู่ [2]! เพื่อเป็การปลุกขวัญกำลังใจ ขจัดความโชคร้าย และเพิ่มความเป็สิริมงคล พวกเราไม่จำเป็ต้องทำตามขนบธรรมเนียมประเพณี จะจัดงานแต่งงานอย่างเรียบง่ายในเมืองโซ่วหยางนี้ พวกเราต้องจัดงานให้ดี อย่าให้คู่บ่าวสาวต้องน้อยใจ! มีสามเื่ที่ต้องทำ หนึ่ง ต้องมีความสุข! ซื้อกระดาษสีแดงทั้งหมดในเมืองมาทำโคมไฟ ตัดกระดาษเป็คำอวยพร ประตูทุกบานต้องประดับด้วยสีแดง! ชุดปัก ผ้าปัก ผ้าไหมปัก สิ่งใดก็ตามที่มีในเมืองต้องนำมาใช้ในงานแต่งงาน! สอง ต้องรื่นเริง! พ่อแม่ญาติพี่น้องไม่อยู่ เพื่อนฝูงก็มีไม่กี่คน จะปล่อยให้งานแต่งงานเงียบเหงาได้อย่างไร นายทหารระดับกองพันขึ้นไปที่ไม่ได้เข้าเวรต้องผลัดกันมาดื่มฉลอง! กองทัพห้ามดื่มสุรา แต่วันนี้เป็กรณีพิเศษ ได้รับคำสั่งให้ดื่มสุรา คนละหนึ่งไห! ดื่มให้สนุก! สาม ต้องจัดงานให้ยิ่งใหญ่ แต่ห้ามละเลยการป้องกัน! มู่หรงฉางจ้องจะโจมตีเรา เขาอาจจะบุกโจมตีเมืองเราอีกครั้ง เราต้องผ่อนปรนภายนอก เข้มงวดภายใน ระมัดระวังทุกฝีก้าว!”
“ขอรับ!”
แม้การจัดงานแต่งงานโดยทหารจะดูหยาบไปหน่อย แต่ประสิทธิภาพนั้นสูงมาก พวกเขารวบรวมของใช้สำหรับงานแต่งงานทุกอย่างที่มีอยู่ในเมือง ิหยวนไม่ค่อยเข้าใจขนบธรรมเนียมของตระกูลใหญ่ แต่มีคนเข้าใจ
หวังอี้จือเห็นเืแล้วเป็ลม วันนั้นเขาไม่ได้ขึ้นไปบนกำแพงเมือง จึงไม่เห็นการสู้รบ แต่เขามาถึงทันตอนที่ิเยี่ยกลับมา ตระกูลหวังเป็ตระกูลชั้นสูง เขาย่อมเข้าใจสถานการณ์ของิเยี่ยที่อยากแต่งงานโดยเร็วที่สุด พิธีแต่งงานของตระกูลใหญ่ซับซ้อนมาก เขาคลุกคลีกับสิ่งเหล่านี้มาั้แ่เด็ก พอเข้ารับราชการก็ทำหน้าที่ดูแลพิธีการ ไม่มีใครจัดการเื่นี้ได้ดีไปกว่าเขา
หวังอี้จือเขียนทั้งจดหมายสู่ขอ จดหมายแต่งงาน และจดหมายเชิญแขกด้วยตนเอง การสู่ขอ การถามชื่อ การดูฤกษ์แต่งงาน ล้วนทำไปแล้วั้แ่หมั้นหมายกันครั้งแรก เขาจึงนำสร้อยไข่มุกที่ิเยี่ยเคยสวมตอนเป็เด็ก ไปแลกกับหวีเงินที่สวี่หรงพกติดตัว ถือว่าเป็การมอบของหมั้น ของกำนัลแต่งงาน กลับไปบ้านแล้วค่อยให้ตระกูลจัดการทีหลัง ิหยวนเป็กังวลราวกับตนกำลังจะแต่งลูกชายออกเรือน จึงให้หวังอี้จือเลือกวันฤกษ์ดีให้ หวังอี้จือโบกมือ ไม่ต้องเลือก ที่แห่งความโชคร้ายคือที่แห่งความโชคดี ภายในสองวันนี้จะต้องมีวันดี สุดท้ายก็ถึงพิธีแต่งงาน
เพื่อให้พิธีการเป็ไปอย่างราบรื่น โหวฟางจึงพาสวี่หรงไปพักที่จวนเ้าเมือง ทหารเป่ยฝู่กลุ่มหนึ่งสวมชุดเกราะสีแดงสด ิเยี่ยสวมชุดแดง ประดับดอกไม้ ขี่ม้า รายล้อมไปด้วยทหาร บรรเลงเพลงอย่างสนุกสนาน ออกเดินทางจากจวนแม่ทัพไปรับตัวเ้าสาว นานๆ ทีเมืองโซ่วหยางจะมีงานเฉลิมฉลองเช่นนี้ ชาวบ้านต่างมามุงดูริมถนน โยนดอกไม้ป่าใส่ิเยี่ยและทหารเป่ยฝู่ บางคนก็ชมว่าคุณชายรูปงาม บางคนก็ชมว่าทหารหาญองอาจ ผู้คนมากมายเบียดเสียดกันจนเต็มถนน ใช้เวลาเดินไม่นานก็ถึงที่หมาย เนื่องจากจัดงานอย่างเรียบง่าย จึงไม่มีการแต่งบทกวีโต้ตอบกันไปมา ทหารกลุ่มนี้เกือบจะพังประตูจวนเ้าเมือง แล้วลากตัวเ้าสาวไปเข้าพิธีแต่งงาน
แผ่นป้ายบูชา์ ปฐี จักรพรรดิ บิดามารดาแลครูบาอาจารย์ตั้งวางอยู่ ตำแหน่งเก้าอี้บิดามารดาทั้งสองฝ่ายว่างเปล่า ิหยวนเป็ญาติฝ่ายเ้าบ่าว โหวฟางเป็ญาติฝ่ายเ้าสาว ส่วนหม่านหรงกับหนิงตวนเฉิงเป็สหาย ผู้ควบคุมพิธีแต่งงานคือท่านแม่ทัพหยางจวิน
หนึ่ง คำนับฟ้าดิน
สอง คำนับบิดามารดา
สาม คู่บ่าวสาวคำนับกันและกัน
เสร็จพิธี
ิหยวนกับคนอื่นๆ และขุนนางเมืองโซ่วหยางกับทหารเป่ยฝู่ร่วมฉลองกันทั้งคืน เสียงหัวเราะดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับจะพังหลังคา ทุกคนผลัดกันชนแก้ว ิเยี่ยดื่มไม่หยุด ดื่มจอกแล้วจอกเล่า ท่าทางองอาจ สุดท้ายิหยวนกับหม่านหรงต้องช่วยเขาดื่มแทน ิหยวนรู้สึกมึนหัว ไม่รู้ว่าิเยี่ยดื่มไปเท่าใด สุดท้ายพวกเขาก็ช่วยกันพยุงเขาเข้าห้องหอ พิธีแต่งงานจึงเสร็จสิ้น
หลังกลับมาถึงห้อง ิหยวนดื่มชาเข้มๆ หลายแก้วเพื่อสร่างเมา แต่ก็พลิกไปพลิกมา นอนไม่หลับ รู้สึกเหมือนเปลือกตาเต้น กลัวว่าจะมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้นในวันมงคลเช่นนี้ การแต่งงานครั้งนี้มันกะทันหันและแปลกประหลาดเกินไป ไม่เหมือนกับนิสัยของิเยี่ย อีกทั้งั้แ่ิเยี่ยกลับมา เขามักเหม่อลอยอยู่คนเดียว ดูแปลกไป พอถามก็บอกว่าไม่เป็ไร เื่ผิดปกติย่อมมีสาเหตุ ิหยวนรู้สึกไม่สบายใจ แต่พิธีก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น จึงนอนอยู่บนเตียง คิดว่าตนเป็กังวลมากเกินไป หรือว่าเป็เพราะเพื่อนสนิทแต่งงานจึงทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยว ในใจจึงฟุ้งซ่านคิดมาก
เขาสับสนอยู่นาน ฟ้าก็เริ่มสาง เขานอนไม่หลับ พลิกไปพลิกมา สุดท้ายก็ถอนหายใจด้วยความจนใจ ลุกขึ้นจากเตียง ทั้งที่รู้ว่าวันนี้ิเยี่ยคงนอนหลับยาว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปดูที่ “ห้องหอ” สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น คนที่ไม่ควรปรากฏตัวกลับปรากฏตัวขึ้น
เ้าบ่าวนั่งอยู่คนเดียวบนบันไดหน้าประตู ิหยวนกลับโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในใจหล่นลงสู่พื้น
“เ้าสาวเล่า? นางรังเกียจที่เ้าดื่มหนักเลยไล่เ้าออกมาหรือ?” ิหยวนพูดติดตลกพลางมองิเยี่ยด้วยสายตาค้นหา
“นางไปแล้ว” ิเยี่ยหยิบหญ้าเ้าชู้ขึ้นมาขยี้ โยนมันทิ้งไปแล้วก็เก็บขึ้นมาใหม่
“เพราะเหตุใด?”
“เ้าไม่แปลกใจหรือ?”
ิหยวนนิ่งเงียบ
“เ้าไม่ถามข้าหน่อยหรือว่าเกิดสิ่งใดขึ้น?”
“เกิดสิ่งใดขึ้น?”
ิเยี่ยเงยหน้ามองเขาด้วยสีหน้าว่างเปล่า แววตาเต็มไปด้วยความเ็ป ความเ็ปรุนแรงเกินไปจนิหยวนะเืใจ ิหยวนก้มหน้าลง วางมือลงบนไหล่ิเยี่ย นั่งลงบนบันไดข้างๆ เขา “วันนั้น เกิดเื่ใดขึ้น?”
“...วันนั้นข้าตกลงไปในน้ำ กระแสน้ำแรงมาก ขาข้าจึงหัก ลอยไปตามน้ำ ถูกหรง... ถูกนางช่วยไว้ นางลากข้าขึ้นไปบนเรือ... แต่ไม่ได้มีแค่นางที่ตามมา” ิเยี่ยปิดหน้า ตัวสั่นเทา “ทหารหลายคนตามมา พอเห็นนาง นางก็ซ่อนข้าไว้ในเรือ แล้วถูกพวกนั้นลากตัวไป...”
ิหยวนตกตะลึง
“พวกเขาไม่เห็นข้า แต่ข้าเห็นพวกเขา ข้านั่งอยู่ในเรือ เห็นทุกอย่าง เห็นนาง เห็นคู่หมั้นของข้าถูกพวกมัน...”
“เ้า...”
“ข้าไม่ได้ลงมือทำสิ่งใดด้วยซ้ำ!” ิเยี่ยร้องไห้อย่างเ็ป เขาขยี้ผมตัวเอง เหมือนสัตว์ร้ายที่าเ็คำรามอย่างบ้าคลั่ง “ข้าทำอันใดไม่ได้! ขาข้าหัก ขยับไม่ได้! ลุกขึ้นยืนยังไม่ได้! นางใช้สายตาห้ามข้า ไม่ให้ข้าออกไป! ข้าหาข้ออ้างให้ตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน แต่ข้ารู้ดีว่ามันเป็เพียงข้ออ้าง! เพราะข้าเป็คนขี้ขลาด ข้ากลัวตาย ข้าเป็คนขี้ขลาด ข้ายืนดูอยู่เฉยๆ ...”
ิหยวนจินตนาการถึงภาพนั้น รู้สึกเ็ปจนอยากจะอาเจียน เขาเ็ปแทนสวี่หรง และเ็ปกับความทุกข์ทรมานของิเยี่ย เขาเข้าใจความคิดและความขี้ขลาดของิเยี่ยในตอนนั้น ยิ่งเข้าใจความเ็ปและความเสียใจของเขาในตอนนี้ ครั้งแรกในชีวิตที่เขารู้สึกสิ้นหวังและไม่รู้จะทำอย่างไร ราวกับโชคชะตากำลังเล่นตลกและเยาะเย้ยเขา ผลักเด็กหนุ่มผู้ไร้เดียงสาคนหนึ่งให้เผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้
เขาไม่รู้จะพูดปลอบใจอย่างไร ไม่รู้ว่าิเยี่ยแบกรับความลับนี้มาได้อย่างไร ถึงขั้นร่วมงานเฉลิมฉลองอย่างมีความสุขเช่นนี้ได้ “นางยอมแต่งงานกับเ้า แสดงว่านางไม่ได้โทษเ้า”
“ใช่ นางไม่ได้โทษข้า แต่ข้ากลับ...” ิเยี่ยทำหน้าสับสน ก่อนจะทิ้งตัวลงบนบันได“คืนเข้าหอ อยู่กันตามลำพัง แต่ในหัวข้ากลับมีแต่ภาพวันนั้น ข้า ข้าลังเล... นางจึงสวมเสื้อผ้า แล้วจากไป...”
“หยวนเก้อเอ๋อร์ ข้ารู้ว่านางดูแคลนข้า ข้าเองก็ดูแคลนตนเอง ข้าไม่เคยคิดเลยว่าตนเองจะเป็คนขี้ขลาดอ่อนแอและน่ารังเกียจเช่นนี้...”
-----
