บทที่ ๔ : มหันตภัย "กะปิ" ะเืวัง
ณ ตำหนักเย็น (ที่ตอนนี้สะอาดเอี่ยม)
(่เวลา: ยามอู่ - ได้เวลาอาหารกลางวัน)
เสียงท้องร้องโครกครากดังสนั่นแข่งกับเสียงนกเสียงกา แม่หญิงบัวนั่งจ้องมองถาดอาหารที่ อาจู นำมาส่งด้วยสายตาว่างเปล่าไร้ิญญา
ในถาดมีเพียงผักต้มเปื่อยๆ ที่ดูไม่ออกว่าเป็ผักอะไร หมูสามชั้นต้มซีอิ๊วที่มันย่องจนเลี่ยน และน้ำแกงใสแจ๋วที่จืดชืดราวกับน้ำล้างจาน
“เฮ้อ...” บัวถอนหายใจยาวเหยียด “อาจูเอ้ย... คนที่นี่เขากินของพรรค์นี้กันลงคอจริงๆ รึ? ไม่มีพริก ไม่มีกระเทียม ไม่มีความแซ่บอะไรเลยรึ?”
อาจูทำหน้าเจื่อนๆ “นะ... นายหญิง อาหารในวังหลวงเน้นรสชาติกลมกล่อม ชูรสวัตถุดิบเดิมเ้าค่ะ รสจัดจ้านถือเป็ของชาวบ้านร้านตลาด...”
“กลมกล่อมกะผีน่ะสิ! นี่มันจืดชืดจนลิ้นข้าจะเป็ตะคริวอยู่แล้ว!”
บัวทนไม่ไหวอีกต่อไป นางผลักถาดอาหารจีนทิ้งไป แล้วลาก ‘ตะกร้าสมบัติ’ ใบเดิมออกมา
“ไม่ได้การล่ะ ขืนกินแบบนี้ต่อไป ข้าคงขาดใจตายก่อนจะได้กลับอโยธยา วันนี้แหละ... ข้าจะปลุกเสกตำหนักเย็นให้กลายเป็ ‘ครัวบางลำพู’!”
อาจูมองดูนายหญิงของตนด้วยความหวาดหวั่น บัวล้วงมือลงไปในตะกร้า หยิบเอาห่อใบตองหลายห่อออกมา วางเรียงรายราวกับกำลังทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์
“พริกขี้หนูแห้ง... กระเทียม... มะนาว... และนี่...”
นางหยิบ ‘กระปุกดินเผา’ ขนาดเล็กที่มีฝาปิดมิดชิดออกมา วางลงตรงกลางราวกับเป็สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด
“อาจู... ไปหาถ่านมา! แล้วก่อไฟในเตาอั้งโล่เก่าหลังบ้านเดี๋ยวนี้!”
.
.
.
ไม่นานนัก เตาไฟก็ลุกโชน บัวจัดการนำ ‘กะปิ’ ที่นางพกติดตัวมาเพราะขาดไม่ได้ ปั้นเป็ก้อนกลมๆ ห่อด้วยใบตองที่หาได้แถวนั้น แล้วโยนลงไปย่างบนเตาถ่านแดงๆ
ฉ่า...
เสียงใบตองไหม้ไฟดังเบาๆ พร้อมกับควันสีขาวฉุยที่พวยพุ่งขึ้นมา
และทันใดนั้นเอง... ‘อานุภาพทำลายล้าง’ ก็เริ่มทำงาน!
กลิ่นหอมฉุนรุนแรงอันเป็เอกลักษณ์ของกะปิเคยแท้จากคลองโคน ผสมผสานกับกลิ่นใบตองไหม้ เริ่มลอยตลบอบอวล มันมิใช่กลิ่นเหม็นเน่า แต่มันคือกลิ่นหมักดองที่เข้มข้น รุนแรง และแทรกซึมไปทุกอณูอากาศ!
“แค่กๆๆ! นายหญิง! กลิ่นอันใดเ้าคะ!?”
อาจูเอามืออุดจมูก หน้าตาตื่นตระหนก “เหมือน... เหมือนปลาเน่าที่ตายมาสามวัน! หรือว่าท่านกำลังปรุงยาพิษ!”
“ยาพิษบ้านเอ็งสิ! นี่มันกลิ่น์ชัดๆ!” บัวสูดดมอย่างชื่นใจ “หอม... หอมจนน้ำตาจะไหล นี่แหละกลิ่นอายแห่งมาตุภูมิ!”
นางไม่สนใจเสียงไอโขลกขลกของอาจู จัดการแกะห่อใบตองออก แล้วเริ่มลงมือ ‘ตำน้ำพริก’
เสียงสากกระเบือหินกระทบครกดังเป็จังหวะเร้าใจ
โป๊ก! โป๊ก! โป๊ก!
เสียงตำพริกกระเทียมดังสนั่นหวั่นไหว ผสานกับกลิ่นกะปิเผาที่ตอนนี้ลอยละล่องออกจากหน้าต่างตำหนักเย็น ลอยข้ามกำแพงวัง... และลอยไปไกลกว่าที่ใครจะคาดคิด!
.
.
.
ณ ตำหนักยางซิน (ที่ประทับส่วนพระองค์ของฮ่องเต้)
อยู่ห่างออกไปประมาณห้าร้อยเมตร
ฮ่องเต้หลี่เฉินกำลังทรงงานอย่างเคร่งเครียด กองฎีกาตั้งพะเนินเทินทึกอยู่ตรงหน้า ทันใดนั้น พระนาสิกของพระองค์ก็กระตุก
“ฟุดฟิด...”
กลิ่นประหลาดลอยตามลมเข้ามาทางหน้าต่าง
มันเป็กลิ่นที่พระองค์ไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนในชีวิต มันเค็ม... มันคาว... แต่มันก็กระตุ้นต่อมน้ำลายอย่างน่าประหลาด หรือว่าจะเป็กลิ่น...
“กงกง!” ฮ่องเต้ะโเรียก “ท่อระบายน้ำในวังแตกหรือไร? เหตุใดจึงมีกลิ่นคล้าย... ซากกุ้งเน่าลอยมาเช่นนี้?”
กงกงวิ่งหน้าตื่นเข้ามา พร้อมกับเหล่าทหารที่เอามือปิดจมูกกันเป็แถว
“ทูลฝ่าา! มิใช่ท่อแตกพะยะค่ะ! องครักษ์ลาดตระเวนแจ้งว่า กลิ่นนี้มาจากทิศตะวันตก... จาก ‘ตำหนักเย็น’ พะยะค่ะ!”
“ตำหนักเย็น?” ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว “นางปีศาจฟันดำนั่นอีกแล้วรึ?”
“แย่แล้วพะยะค่ะ!” หัวหน้าองครักษ์วิ่งเข้ามารายงานเพิ่ม “ควันโขมงเลยพะยะค่ะ! หรือว่านางกำลังทำพิธีบูชายัญ! หรือไม่ก็นางกำลังวางเพลิงเผาวังด้วย ‘ควันพิษ’!”
ฮ่องเต้ได้ยินคำว่าควันพิษก็ผุดลุกขึ้นทันที
“บังอาจนัก! อยู่ดีไม่ว่าดี ริอ่านจะก่อการร้ายรึ! ทหาร! ตามข้าไป! เอาน้ำไปดับไฟเดี๋ยวนี้!”
.
.
.
ณ ตำหนักเย็น (สมรภูมิรบ)
“น้ำพริกกะปิ” ถ้วยน้อยเสร็จสมบูรณ์ วางเคียงคู่กับผักลวก ผักบุ้งจีนและแตงกวา และไข่เจียว ที่เจียวแบบไทยคือกรอบฟู ไม่ใช่ไข่เจียวจีนนิ่มๆ
บัวกำลังปั้นข้าวสวยร้อนๆ เป็คำ เตรียมจะจิ้มลงไปในถ้วยน้ำพริกสีน้ำตาลเข้มที่ส่งกลิ่นยั่วยวน
“อั้มมม...” ปากของนางอ้ากว้าง เตรียมรับรสแซ่บ
ปัง!!!
ประตูตำหนักเย็นถูกถีบจนพังครืนลงมาเป็ครั้งที่สองของวัน!
“ดับไฟ! ดับไฟเดี๋ยวนี้!”
ทหารนับสิบนายวิ่งกรูเข้ามาพร้อมถังน้ำ เตรียมสาดโครมไปที่ต้นตอของควัน
“ว้ายยย! หยุดนะ! อย่าสาด!”
บัวะโเอาตัวเข้าบังถ้วยน้ำพริกและเตาอั้งโล่ “อย่าสาด! เดี๋ยวข้าวข้าเปียก! ข้าเพิ่งหุง!”
ซ่าาาา!
ไม่ทันการ... น้ำจากถังแรกถูกสาดไปที่กองไฟในเตา เสียงฟู่ดังสนั่น ควันขี้เถ้าฟุ้งกระจายไปทั่วห้องจนมองไม่เห็นทาง
“แค่กๆๆ! จับตัวนางไว้! นางแม่มดปรุงยาพิษ!”
ทหารพุ่งเข้ามาล็อกตัวบัวและอาจู กดให้นั่งลงกับพื้น
ฮ่องเต้หลี่เฉินเดินแหวกม่านควันเข้ามา พระหัตถ์ปิดจมูกด้วยผ้าไหมสีทอง คิ้วขมวดเป็ปม
“เ้า! สตรีวิปลาส! เ้าคิดจะรมควันสังหารคนทั้งวังหรือไร? กลิ่นเหม็นเน่านี่มันคือสิ่งใด? ซากศพเด็กทารก? หรืออวัยวะคางคกตากแห้ง?”
บัวเงยหน้าขึ้น สภาพมอมแมมไปด้วยขี้เถ้า หน้าดำเป็ปื้น แต่ฟันดำกว่าหน้า นางมองฮ่องเต้ด้วยสายตาตัดพ้อรุนแรง ยิ่งกว่าตอนโดนจับขังเสียอีก
“ซากศพบ้านป้าคุณพี่สิเ้าคะ!”
นางะโสวนกลับอย่างเหลืออด ชี้มือไปที่ถ้วยใบเล็กที่รอดพ้นจากการถูกน้ำสาดอย่างปาฏิหาริย์ เพราะนางเอาตัวบังไว้
“นี่มันของดี! ของอร่อย! ของที่คนมีบุญเท่านั้นถึงจะได้กิน! มันคือ ‘น้ำพริกกะปิ’!”
“น้ำ... น้ำพริก... กะปิ?” ฮ่องเต้ทวนคำภาษาไทยแปร่งๆ “มันคืออาวุธชนิดใด?”
“ใช่อาวุธที่ไหนเล่า! มันคือ ‘กับข้าว’!”
บัวสะบัดตัวหลุดจากทหาร นางลุกขึ้นปัดฝุ่น แล้วหยิบถ้วยน้ำพริกเดินดุ่มๆ เข้าไปหาฮ่องเต้
องครักษ์ชักดาบจะกันไว้ แต่ฮ่องเต้ยกมือห้าม พระองค์อยากเห็นชัดๆ ว่าไอ้สิ่งที่เหม็นบรรลัยกัลป์ขนาดนี้ หน้าตามันเป็อย่างไร
เมื่อฮ่องเต้ชะโงกหน้าลงไปดูใกล้ๆ...
สิ่งนั้นเป็โคลนเหลวๆ สีน้ำตาลคล้ำ มีเม็ดพริกสีเขียวสีแดงลอยฟ่อง กลิ่นฉุนกึกกระแทกจมูกจนน้ำตาแทบไหล
“นี่น่ะรึ... อาหาร?” ฮ่องเต้ทำหน้าเหมือนจะอาเจียน
“ไม่เชื่ออย่าลบหลู่เ้าค่ะ” บัวท้าทาย แววตามุ่งมั่น “ของแบบนี้ ตัดสินที่หน้าตาไม่ได้ ต้องตัดสินที่ ‘รสชาติ’... ฝ่าากล้าพอไหมเล่า?”
นางหยิบแตงกวาชิ้นหนึ่ง จิ้มลงไปในน้ำพริกจนชุ่มโชก แล้วยื่นไปจ่อที่พระโอษฐ์ฮ่องเต้
“ลองสักคำ... หากไม่อร่อย สั่งปะาหม่อมฉันได้เลยเ้าค่ะ! แต่หากอร่อย... ฝ่าาต้องซ่อมประตูให้หม่อมฉันด้วย!”
ทั่วทั้งตำหนักเย็นเงียบกริบ ทุกคนกลั้นหายใจ...
โอรส์ผู้เสวยแต่อาหารรสเลิศ จะยอมเอาสิ่งปฏิกูลสีคล้ำนี้เข้าปากหรือไม่?
และนี่คือจุดเริ่มต้นของ "ตำนานความแซ่บ" ที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ราชวงศ์ถังไปตลอดกาล!
