เล่มที่ 9 บทที่ 263 อัดอั้นตันใจจนตาย
หลังจากเวินโหวกับอาจารย์อาหยางจากไปแล้ว หลินเฟยก็ยังคงขมวดคิ้วแน่นเช่นเดิม เพราะซากปรักหักพังที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้ช่างประหลาดและลึกลับเป็อย่างมาก…
เพียงคืนเดียว ทั้งเมืองก็ถูกถล่มจนพินาศไปหมด แถมยังมีอสุรกายกุ่ยหวังและปีศาจเยาหวังจำนวนมากตื่นขึ้นมาไล่ล่าผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันอีก และที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือทางออกได้ถูกปิดตายไปทั้งหมดอีกด้วย บัดนี้เท่ากับว่าผู้บำเพ็ญนับพันที่อยู่บนเกาะล้วนถูกขังอยู่ที่นี่ หากไม่เจอทางออกละก็ เกรงว่าจะต้องตายอยู่ที่นี่เป็แน่
“จริงสิ ทะเลอสูร…” หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน หลินเฟยก็ชะงักลงไป
‘นั่นสิ ก่อนหน้านี้ผู้าุโชื่อิจากสำนักโยวิให้ไปหาที่ทะเลอสูรนี่นา…’
ดูเหมือนสามสำนักใหญ่คงจะได้เบาะแสอะไรบางอย่างมา…
นอกจากนี้หลินเฟยยังจำได้ดีว่า ปีศาจร่วนสือได้บอกไว้ว่าชิ้นส่วนประตูมิติอยู่ในโลงศพหินที่มีโคมไฟสีเขียวส่องสว่าง และโลงศพหินนี้ก็อยู่ที่ใจกลางเมืองอสูร ทว่าบัดนี้เมืองอสูรได้พินาศลงจนกลายเป็ซากผุพังไปหมดแล้ว แถมที่ใจกลางก็ยังกลายเป็ทะเลอสูรไปแล้วอีก เช่นนั้นทั้งสองสิ่งนี้จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกันแน่นอน…
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินเฟยก็เดินมาหาเวินโหวและอาจารย์อาหยางอีกครั้ง
“ศิษย์น้องเวิน อาจารย์อา พอดีข้ามีเื่ด่วนต้องไปทะเลอสูร จึงต้องขอตัวก่อน…”
“หา ว่าไงนะ?” เวินโหวได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปทันที เพราะตลอดทางที่ผ่านมาเวินโหวเองก็พอจะรู้ว่าศิษย์พี่หลินผู้นี้มีนิสัยรักอิสระ ชอบทำสิ่งนอกกรอบเพียงใด จึงประหลาดใจไม่น้อยที่อีกฝ่ายเกิดอยากจะไปทะเลอสูรขึ้นมา…
“ไม่ได้!” ทว่าอาจารย์อาหยางได้ยินดังนั้น กลับสวนขึ้นมาทันทีด้วยความร้อนใจ
“อย่าไปที่นั่นเด็ดขาด ที่ทะเลอสูรมีมารปีศาจเป็หมื่นเป็ล้านตน แม้แต่ผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันเอง ยังยากที่จะเอาตัวรอดกลับมาได้ เ้าแข็งแกร่งมากก็จริง แต่สุดท้ายก็ยังมีขั้นบำเพ็ญแค่มิ่งหุนเคราะห์สาม หากเป็อะไรไปขึ้นมา…”
หลินเฟยได้ยินดังนั้นก็หัวเราะน้อยๆออกมา ก่อนจะเอ่ยตอบ
“ไม่ต้องห่วงไปหรอก ข้าจะระวังตัว”
“ไม่ได้ๆ ห้ามไปเด็ดขาด…”
ให้ตายอย่างไร ผู้เป็อาจารย์อาก็ยังคงยืนกรานไม่ยอมให้หลินเฟยไป นี่เป็ถึงผู้มีพระคุณของเขาเชียวนะ หากอีกฝ่ายไม่ได้สะบั้นทำลายค่ายกลมารฟ้ากลืนตะวัน ปลดปล่อยเขาออกมาละก็ เกรงว่าตอนนี้ตนเองคงได้ตายไปแล้ว บัดนี้จึงไม่อาจทนเห็นผู้มีพระคุณต้องพาตัวเองไปตายที่ทะเลอูไห่ จึงพยายามขัดขวางอย่างสุดกำลัง…
“ให้ข้าไปเถอะนะ…” หลินเฟยถูกอาจารย์อาหยางฉุดรั้งเอาไว้โดยไม่ยอมปล่อย ตอนนั้นเองก็ไม่แน่ใจว่าจะร้องไห้หรือหัวเราะออกมาดี ช่วยไม่ได้ คงต้องโน้มน้าวอีกฝ่ายให้ได้เท่านั้น หลินเฟยจึงต้องเอ่ยซ้ำๆอยู่แบบนั้นว่าจะระวังตัวให้มาก และจะไม่ปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในอันตรายเด็ดขาด…
สุดท้ายอาจารย์อาจึงถอนหายใจออกมา
เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าหลินเฟยได้ตัดสินใจไปแล้ว ต่อให้ห้ามอย่างไรก็คงไม่เกิดผล หลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน ในที่สุดผู้เป็อาจารย์อาก็ลุกขึ้นยืน ก่อนจะเอ่ยออกมา
“ในเมื่อเป็เช่นนี้แล้ว ข้าไปด้วยแล้วกัน ถึงอย่างไรข้าก็เคยไปที่นั่นมาก่อน ย่อมพอจะนำทางได้บ้าง…”
เวินโหวได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ยอมน้อยหน้า จึงขอติดตามไปด้วยอีกคน
ดังนั้นหลังจากหาที่พักชั่วคราวให้เหล่าศิษย์หุบเขาหมื่นอสูรที่เหลือแล้ว คนทั้งสามก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังทะเลอสูรซึ่งอยู่ใจกลางเมืองที่พังทลายกลายเป็ซากปรักหักพังทันที…
โดยการเดินทางตลอดทางนั้น ถือว่าราบรื่นเป็อย่างมาก…
ไม่รู้เป็เพราะหลินเฟยเพิ่งฝ่าเคราะห์น้ำหรือไม่ เหล่ามารปีศาจจึงไม่กล้าย่างกรายเข้ามาแม้แต่น้อย หรืออาจเป็เพราะมีผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันอยู่ข้างกายคอยกดข่มเอาไว้ จึงทำให้ตลอดทางที่ผ่านมานี้ถือว่าราบรื่นเป็พิเศษ คนทั้งสามใช้เวลาเพียงไม่ถึงสองวันเท่านั้น ก็เริ่มเข้าใกล้เขตทะเลอสูรแล้ว…
ทว่าตลอดทางนี้ เวินโหวก็ได้มาหาหลินเฟยถึงสองครั้ง…
โดยเวินโหวนั้น สนิทกับอาจารย์อาหยางเป็อย่างมากนับั้แ่เด็กแล้ว บัดนี้พอเห็นผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันมีพลังถดถอยจนเหลือเพียงขั้นมิ่งหุนเคราะห์หก เวินโหวก็รู้สึกไม่สบายใจเป็อย่างมาก ที่คอยมาหาหลินเฟยก็เพราะได้ยินว่าอีกฝ่ายมีอิทธิฤทธิ์สูงส่ง บางทีอาจจะมีวิธีฟื้นฟูตบะพลังของผู้เป็อาจารย์อาได้
‘จะมีวิธีได้อย่างไรกัน?’
เพราะหากผู้ใดตกอยู่ในค่ายกลมารฟ้ากลืนตะวัน เช่นนั้นเืลมในร่างก็จะถูกสูบกลืนไปเกือบหมด บัดนี้สามารถรักษาพลังไว้ที่มิ่งหุนเคราะห์หกได้ก็ถือว่ามีรากฐานบำเพ็ญที่แข็งแกร่งมากแล้ว สำหรับผู้บำเพ็ญนั้น หากเืลมในร่างกายบกพร่องขึ้นมา ก็เท่ากับว่าได้กระทบกระเทือนไปถึงรากฐานแล้ว หากพลาดพลั้งขึ้นมาอาจจะร้ายแรงถึงขั้นบำเพ็ญแตกสลายได้เลยทีเดียว ดังนั้นสภาพของอาจารย์อาหยางในตอนนี้ จึงทำได้เพียงใช้เวลาหลายปีค่อยๆฟื้นฟูบำรุงกลับมาเท่านั้น โดยไม่มีวิธีลัดอย่างอื่นอีก…
‘จริงสิ วิธีลัด…’
จู่ๆหลินเฟยก็นึกขึ้นได้ว่าเืลมของอาจารย์อาบกพร่องเพราะค่ายกลมารฟ้ากลืนตะวัน เช่นนั้นหากลองโคจรทวนกระแสค่ายกลมารฟ้ากลืนตะวันดูล่ะ…
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินเฟยก็ตาเป็ประกายขึ้นทันที ก่อนจะตบบ่าเวินโหวแล้วเอ่ยออกมา
“ฮ่าๆ ข้านึกขึ้นได้พอดีว่ามียังมีอยู่วิธีหนึ่ง แต่ว่าคงต้องจับปีศาจเยาหวังตนหนึ่งมาเซ่นเสียก่อน…”
“หา?” เวินโหวถึงกับมึนงงทันที ‘จับปีศาจเยาหวังมาเซ่น หมายความว่าอย่างไรกัน?’
“เอาล่ะ ต่อให้พูดไปเ้าก็ไม่เข้าใจหรอก หากวันหน้ามีโอกาส เดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟังก็แล้วกัน…”
หลังจากไล่เวินโหวกลับไปแล้ว หลินเฟยก็เดินทางต่อ แต่ก็รู้สึกได้ถึงพลังปราณแปรปรวนที่อยู่รอบด้าน ขณะที่กำลังจะอ้าปากเตือน ก็เห็นว่ามีนักพรตชุดดำคนหนึ่งกำลังเหินเมฆดำใกล้เข้ามา นักพรตชุดดำผู้นี้มีผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เสื้อผ้าขาดวิ่น ดูน่าอเนจอนาถไม่น้อยเลย…
“นักพรตเฮยซานงั้นหรือ?”
ใช่แล้ว ผู้มาใหม่คนนี้ก็คือนักพรตเฮยซานนั่นเอง
ทว่าประหลาดมาก…
เพราะผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันที่มีชื่อเสียงดังกระฉ่อนไปทั่วทะเลอูไห่อย่างนักพรตเฮยซาน บัดนี้มีสภาพย่ำแย่เป็อย่างมาก ราวกับไปเล่นชู้อยู่กับเมียชาวบ้านแล้วถูกจับได้ จนโดนไล่ตะเพิดออกมาไม่มีผิด…
“ทำไมถึงมีสภาพเช่นนี้เล่า?” หลินเฟยเห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจทันที เป็นานกว่าจะเอ่ยถามออกไป
“…” ส่วนสีหน้านักพรตเฮยซานหน้าดำคล้ำลงไป
‘บ้าเอ๊ย คิดว่าข้าอยากมีสภาพเช่นนี้นักหรือไง?’
‘ใครใช้ให้พวกอสุรกายกุ่ยหวังกับปีศาจเยาหวังที่นี่ บ้าคลั่งราวกับหมาบ้าขนาดนี้ล่ะ เพียงเห็นผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันก็พากันกระโจนเข้ามาทันที สลัดอย่างไรก็สลัดไม่พ้น ไล่ตามมาติดๆอยู่หลายวันหลายคืน ข้าหนีมาถึงที่นี่ได้ก็ถือว่าบุญแล้วเถอะ!’
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองซวยซ้ำซ้อนเหลือเกิน ก่อนหน้านี้ก็พลัดหลงเข้าไปในแม่น้ำหยินใต้พิภพ ตอนแรกก็คิดว่าอาจจะเจอทางออกก็เป็ได้ ถ้าหากไม่เจอทางออก อย่างน้อยได้สมบัติมาสักชิ้นก็ยังดี ที่ไหนได้ ใต้แม่น้ำหยินนั่นดันมีปีศาจปลาดุกที่บำเพ็ญจนบรรลุเป็เยาหวังอาศัยอยู่ เ้าปีศาจนั่นยังมีหน้าแต่งตั้งตนเองเป็อ๋องจิงซวีอีกด้วย แถมยังมีค้อนจื่อิคู่หนึ่งในมือ เจอใครก็เอสแต่ไล่ทุบอย่างเดียว…
ยังดีที่ไหวตัวเร็ว ไม่เช่นนั้นคงถูกทุบจนกลายเป็เนื้อบดไปแล้ว…
‘แต่ก็ถือว่าโชคดีไม่เบา…’
‘เพราะหลังจากออกมา ก็ได้เจอกับหลินเฟยอีกครั้ง!’
หลินเฟยมีพลังระดับใดคนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่กับนักพรตเฮยซานคนนี้ มีหรือที่จะไม่รู้ พูดง่ายๆก็คือนักพรตเฮยซานคนนี้นี่แหละ ที่เคยทดสอบพลังของหลินเฟยด้วยชีวิตมาแล้ว…
ตอนแรกก็หนีออกมา เพื่อหาคนช่วยนั่นแหละ
บัดนี้จึงประจวบเหมาะพอดี…
‘ทว่าเ้าหนุ่มนี่เ้าเล่ห์เป็อย่างมาก หากขอร้องตรงๆเกรงว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมง่ายๆ’
‘ไม่ได้ ข้าต้องเล่นตัวเสียหน่อย ให้เ้าหนุ่มนี่เอ่ยปากก่อน เช่นนั้นข้าจึงจะสามารถต่อรองได้…’
แต่ก็น่าเสียดาย…
หลินเฟยเองก็ถือว่ารู้จักนักพรตเฮยซานอยู่บ้าง แล้วมีหรือจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็คนเช่นไร พอเห็นสีหน้าท่าทางของนักพรตเฮยซานก็เดาเจตนาได้เจ็ดถึงแปดส่วนทันที ทว่าหลินเฟยก็ยังคงนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา เอาแต่มองนักพรตเฮยซานด้วยรอยยิ้มอย่างเดียว ส่วนในใจก็คิดเพียงว่า ‘เ้าน่ะหรือ คิดจะเล่นตัวกับข้า เกรงว่าจะอัดอั้นตันใจจนตายเอาเสียมากกว่า…’
ทั้งคู่เอาแต่นิ่งเงียบอยู่แบบนี้ โดยไม่มีใครยอมเปิดปากก่อนเสียที…
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------