บทที่ 83 ตระกูลสาขามาขอร้องความช่วยเหลือ
ลู่หยวนจือแสยะยิ้ม และพูดขึ้น “แน่นอนว่ามันไม่ง่ายเช่นนั้น แต่เวลานั้นพวกเรากลับคิดไม่ถึงว่าตระกูลจางจะกล้ายั่วยุตระกูลลู่เช่นนี้ แม้ว่าเราจะแยกตัวออกจากตระกูลหลักมาเป็เวลาหลายร้อยปีแล้วก็ตาม แต่ไม่ว่าจะแยกตัวออกไปเป็เวลานานเพียงใด ก็ยังคงถือว่าเป็คนของตระกูลลู่อยู่ เืในกายที่ไหลเวียนและสูบฉีดอยู่ก็เป็ของตระกูลลู่ เมื่อเร็วๆ นี้ ตระกูลจางนับวันยิ่งทำตัวเหิมเกริม มักจะหาเื่ปะทะกับตระกูลลู่ของเราอยู่บ่อยๆ ข้าคิดว่าไม่ถูกต้อง จึงเรียกคนให้ไปตรวจสอบดูก็เพิ่งได้รู้ว่า บุตรสาวของประมุขตระกูลจางผู้นี้ ไม่รู้ว่าแต่งเข้าตระกูลเจียงไปเมื่อไร โดยเฉพาะคนที่แต่งด้วยก็เป็ถึงบุตรชายของผู้เฒ่าสายตรงผู้หนึ่งของตระกูลเจียงด้วย มิเช่นนั้นจะกล้ามายุ่งกับตระกูลลู่ของเราได้อย่างไร!”
เดิมทีตระกูลลู่จากเป่ยหยวนนี้ แยกตัวออกไปเติบโตเองได้ไม่เลวใน่ร้อยปีที่ผ่านมา แม้ว่าในตระกูลจะไม่มีอัจฉริยะที่โดดเด่น และเก่งกาจจนน่าทึ่งอะไรถือกำเนิดขึ้น แต่ภายในตระกูลก็หลอมรวมกันเป็หนึ่งเดียว ภายใต้การนำของหัวหน้าตระกูล กิจการของตระกูลนั้นขยายใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง เดิมทีก็พัฒนาต่อไปเช่นนี้ แม้ว่าจะไม่มีบุคคลสำคัญที่โดดเด่นอะไรก็ตาม แต่ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ที่หนุนหลังนั้น ทำให้สาขาเป่ยหยวนยังคงค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น
แต่ตระกูลจางที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกันกลับไม่ชอบใจนัก เพราะตระกูลจางเป็คนท้องถิ่น ที่เกิดและเติบโตมาในท้องถิ่นนั้นมาแต่เดิม อีกทั้งยังเป็ตระกูลผู้ฝึกฝนบำเพ็ญเพียรเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะมีขนาดที่อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐานมาโดยตลอด แต่ก็สอดส่องและควบคุมบริเวณโดยรอบระยะทางสามร้อยลี้เป็เขตต้องห้ามมาเสมอ แต่ใครจะรู้ว่าจู่ๆ เมื่อห้าร้อยปีก่อน สาขาย่อยของตระกูลลู่ที่แยกตัวออกมาจะเดินทางไปที่นั่น ในเวลานั้น เพราะหวาดกลัวต่อชื่อเสียงและความแข็งแกร่งของตระกูลลู่ ตระกูลจางจึงยอมอดทน แต่พอยอมทน ก็ทนกันมาจนกินเวลานานนับร้อยปี จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ ตระกูลจางที่อาศัยความสัมพันธ์ของบุตรสาวกับตระกูลเจียง ซึ่งอยู่อันดับสองในบรรดาเจ็ดตระกูลใหญ่ เมื่อมีความมั่นใจก็ย่อมกล้าเงยหน้าอ้าปาก แล้วจะสนใจตระกูลสาขาย่อยเล็กๆ เช่นอย่างตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนนี้ได้อย่างไร?
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตระกูลสาขาแห่งเป่ยหยวนของตระกูลลู่ ที่แทบไม่มีการติดต่ออะไรกับตระกูลหลักใน่ร้อยปีที่ผ่านมา ทำให้รู้สึกเหมือนถูกตระกูลหลักทอดทิ้ง และตระกูลจางเองก็มีตระกูลเจียงที่ใหญ่เป็อันดับสองของเทียนตูคอยหนุนหลังอยู่ จึงต้องไม่กังวลอะไรมากนัก
แต่พวกเขากลับไม่รู้ว่า แม้ตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนจะติดต่อกับตระกูลหลักน้อยเพียงใด แต่ยังคงเป็สาขาย่อยหนึ่งของตระกูลลู่ แรกเริ่มตระกูลจางนั้นไม่กล้าประโคมข่าวใหญ่โตหาเื่ตระกูลลู่ จึงอาศัยทุกช่องทางเพื่อหาเื่ตระกูลลู่แทน มุ่งเป้าหมายไปที่กิจการหลักของตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนเป็งานหลัก นั่นคือการเพาะเลี้ยงสัตว์วิเศษ!
การเพาะเลี้ยงสัตว์วิเศษเป็กระบวนการที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง ซึ่งจำเป็ต้องใช้ความอดทนไม่น้อย ในเวลาเดียวกันก็ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก สำหรับตระกูลลู่จากเป่ยหยวนแล้ว การเพาะเลี้ยงสัตว์วิเศษก็เหมือนกับการขายยาอายุวัฒนะของเขาหนิงชุยเฟิง เมื่อใดที่ได้รับผลกระทบหนักๆ ทั้งตระกูลก็จะล้มและไม่มีวันฟื้นตัวขึ้นมาได้
แต่ตระกูลจางก็มุ่งเป้าไปที่จุดนี้ ด้วยหมายจะจัดการกับตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวน ไม่เพียงแต่ค่อยๆ กดขี่การเพาะเลี้ยงสัตว์วิเศษของพวกเขาด้วยวิธีการต่างๆ แต่ยังหาซื้อสัตว์วิเศษที่ดุร้ายจำนวนมาก และนำพวกมันไปปล่อยไว้ใกล้กับจุดเพาะเลี้ยงสัตว์วิเศษของตระกูลลู่ มีเพียงเสียงคำรามทุกวัน รวมถึงกลิ่นสาบความดุร้ายต่างๆ ก็ทำให้สัตว์วิเศษของตระกูลลู่ที่เลี้ยงไว้ เริ่มอยู่กันอย่างไม่เป็สุขแล้ว
บางครั้งสัตว์วิเศษที่ดุร้ายเหล่านี้ ถึงกับวิ่งเข้ามาในสถานที่ของตระกูลลู่เพื่อล่าเหยื่อ ก่อให้เกิดปัญหาและความสูญเสียครั้งใหญ่แก่ตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนอย่างหนัก
หลังจากนั้น ทั้งสองตระกูลก็เกิดการทะเลาะวิวาทกันหลายครั้ง ถึงกับมีการปะทะกันขึ้น แต่โชคดีที่ทั้งสองฝ่ายยังควบคุมตัวเองไว้ค่อนข้างดี และได้รับาเ็กันไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทว่าความเกลียดชังได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายมากขึ้น ลู่หยวนจือถึงเดินทางมาขอความช่วยเหลือจากตระกูลหลักในครั้งนี้
เมื่อลู่เหว่ยจุนได้ยินเช่นนั้น ก็ตะคอกออกมาด้วยเสียงที่ดุดันว่า “ในเมื่อตระกูลจางแกว่งเท้าหาเสี้ยนถึงเพียงนี้ เช่นนั้นแล้ว ข้าคงต้องสั่งสอน และให้บทเรียนที่เขาไม่มีวันลืมสักบทเรียน!” หลังจากหยุดพูดไปชั่วครู่ก็พูดกับลู่หยวนจือว่า “เป่ยหยวนอยู่ไกลจากูเาเทียนฉยงไม่น้อย แต่เ้าไม่ต้องร้อนใจไป ตอนนี้พักผ่อนก่อนเถิด พรุ่งนี้ข้าจะส่งผู้ติดตามเ้าไป ตระกูลจางเป็เพียงตระกูลเล็กๆ ที่ไม่อยู่ในสายตาของผู้ใด ต่อให้จะเกี่ยวเนื่องกับตระกูลเจียง ย่อมไม่มีสิ่งใดพิเศษ!”
ลู่หยวนจือรู้สึกขอบคุณในคำสัญญาของลู่เหว่ยจุน จึงรีบเอ่ยออกมาว่า “ได้ยินมาว่าตระกูลลู่ของเราตอนนี้ มีคนปรุงโอสถขั้นห้าสองคนแล้วหรือ? ช่างเป็เื่ที่น่ายินดียิ่ง ข้ารีบเดินทางมา จึงไม่มีของขวัญดีๆ มามอบให้ แต่เมื่อไม่นานมานี้ ลูกศิษย์ในตระกูลได้รับยาอายุวัฒนะที่หายากไม่น้อยมาจากภายนอกสองสามเม็ด จึงขอนำของที่ผู้อื่นให้มามอบเป็น้ำใจ และหวังว่าท่านประมุขจะไม่ปฏิเสธน้ำใจนี้!”
ลู่เหว่ยจุนหัวเราะเบาๆ พยักหน้าแล้วพูดว่า “ขอบใจที่มีน้ำใจต่อกัน ของขวัญนี้ข้าขอรับไว้แทนแล้วกัน เ้าไปพักผ่อนก่อน ข้าขอพูดคุยปรึกษากับผู้เฒ่าทั้งห้า ถึงเื่การคัดเลือกส่งคนไปยังเป่ยหยวนเสียก่อน พรุ่งนี้ค่อยเริ่มออกเดินทางกันได้!”
ห้องสงบจิตภายในถ้ำของลู่อวี่
พลังยุทธ์ของลู่อวี่เพิ่งจะบรรลุขั้นไปได้ถึง่กลางของขั้นฟันฝ่า ่หลายวันมานี้ เขาฝึกฝนเพื่อรักษาเสถียรภาพขั้นพลังยุทธ์ไว้ ในขณะเดียวกันก็กำลังพิจารณาถึงเส้นทางการฝึกฝนในภายภาคหน้าของตัวเองด้วย
แม้ว่าเคล็ดวิชาไท่ซั่งฮุ่นหวันเจินฝ่าจะเป็เคล็ดวิชาลึกลับที่ยากจะคาดเดาได้ ทุกครั้งที่บรรลุขั้นพลังขึ้น ขั้นพลังยุทธ์ใหญ่ก็มักจะมีพลังเหนือธรรมชาติที่ทรงพลังอย่างมาก จนถึงตอนนี้ ลู่อวี่ก็เชี่ยวชาญเพียงสี่ประเภทเท่านั้น ในนั้นนอกจากพลังวิเศษนิ้วทะลวงฟ้าที่ลู่อวี่เคยใช้ อีกสามชนิดก็ล้วนเป็พลังเวทเสริม ซึ่งแบ่งออกเป็ดวงตาแท้จริงแห่งการทำลาย แสงศักดิ์สิทธิ์แห่งการทำลายปีศาจ และแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งการข้ามจิตสำนึก แม้ว่าพลังเวททั้งสามนี้จะเป็เพียงพลังเวทเสริม แต่ทั้งหมดล้วนใช้งานได้ดีนัก หากลู่อวี่อยู่แต่ในตระกูลลู่ตลอดเวลา ไม่ออกไปฝึกฝนหาประสบการณ์ อย่างน้อยก็คงได้ใช้พลังเวทสองอย่างแรกบ่อยๆ
ในหมู่ดวงตาแท้จริงแห่งการทำลาย ไม่เพียงแต่สามารถมองเห็นผ่านภาพลวงตาได้เท่านั้น ไม่ว่าคาถาหรือค่ายกลกระบี่ของเวทมนตร์ใดๆ ก็จะกลายเป็ภาพลวงตาเมื่ออยู่ต่อหน้าวิชานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฝึกฝนมาจนถึงระดับสูง ยิ่งจะสามารถเข้าใจโลกอันกว้างใหญ่ได้อย่างถี่ถ้วน นับว่าเป็พลังเวทเสริมที่ทรงพลังอย่างยิ่ง
สำหรับแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งการทำลายปีศาจ พอเห็นชื่อก็จะทราบถึงความหมายที่แฝงตัวอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อทำลายปีศาจเป็หลัก ขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้นของการฝึกฝน และนับว่ามีอันตรายถึงชีวิตไม่น้อยสำหรับผู้ที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาปีศาจ ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่โจมตีผู้บำเพ็ญฝึกฝนผู้อื่นจะได้ผลลัพธ์ในขั้นปานกลาง
สำหรับแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งการข้ามจิตสำนึกไม่มีพลังโจมตีใด แต่เป็เคล็ดวิชาลับที่สามารถส่งต่อได้อย่างรวดเร็ว
วิธีที่สองคือเคล็ดวิชาลับไฟแท้หนิงคงที่เขาเชี่ยวชาญ เคล็ดวิชาลับนี้ เป็หนึ่งในวิธีที่สำคัญที่สุดมาโดยตลอดสำหรับลู่อวี่ตอนปรุงโอสถเมื่อชาติก่อน ต่อมาจึงค้นพบว่ามันมีผลดีสำหรับการต่อสู้ด้วย เมื่อระดับพลังยุทธ์เพิ่มขึ้น และมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการใช้ไฟแท้หนิงคงในการต่อสู้ ทว่าตอนนี้ลู่อวี่เพิ่งจะรู้ตัวว่า ตัวเองได้พลาดหลายสิ่งหลายอย่างเมื่อชาติก่อนหน้านี้ไปไม่น้อย เพียงเคล็ดวิชาลับของไฟแท้หนิงคงอย่างเดียว ก็เพียงพอสำหรับให้ตัวเองศึกษาและทำความเข้าใจ หากสามารถฝ่าด่านขั้นพลังไปได้ ก็สามารถใช้เป็วิชาโจมตีหลักหนึ่งได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็การป้องกันหรือการโจมตีก็เป็ทางเลือกที่ดีที่สุด ดังนั้นจึงรู้สึกว่าควรจะใช้ความรู้ทางด้านนี้ให้มากยิ่งขึ้นในภายภาคหน้า
จากนั้นก็เป็คาถาห้าธาตุและเคล็ดวิชาสายฟ้าที่พบเห็นได้บ่อยนัก สิ่งของพื้นฐานบางอย่างนี้ ลู่อวี่ก็ไม่ได้ตั้งใจฝึกฝนอะไร ดังนั้นเขาจึงมีเคล็ดวิชาลับต่างๆ เป็กองพะเนินที่ใช้ได้ จึงไม่ได้พยายามอะไรมากนักในด้านนี้
ทว่าในเวลานี้เขากลับมีความคิดใหม่ผุดขึ้นมาอีกอย่าง ไม่ว่าจะเป็เคล็ดวิชาลับใดก็ตาม ต่างก็มีเคล็ดวิชาห้าธาตุเป็รากฐานทั้งหมด หากไม่มีรากฐานที่มั่นคงมารองรับ มันก็เป็เพียงตึกรามบ้านช่องที่ว่างเปล่า ดังนั้นเคล็ดวิชาห้าธาตุ รวมถึงธาตุสายฟ้า ธาตุน้ำที่ก่อกำเนิดขึ้น เขาก็ต้องรู้ไว้คร่าวๆ
สุดท้ายก็จะเป็การใช้กระบี่บิน เื่นี้ไม่มีอะไรที่ต้องพูด เคล็ดวิชากระบี่ที่ดีก็ใช่ว่าเขาไม่มี แต่เขาไม่เคยมีเวลาฝึกฝนวิชากระบี่มาก่อน ดังนั้นเวลานี้ทักษะในการควบคุมกระบี่ก็แทบจะไม่ก้าวหน้าไปกว่าเมื่อชาติก่อนเท่าไร
นอกเหนือจากนี้ เคล็ดวิชาการปรุงโอสถก็ไม่ต้องพูดถึง เมื่อมาถึงขั้นนี้เช่นเขา หากคิดจะก้าวไปอีกขั้นมันถือว่ายากไม่น้อย แต่เขาสามารถพยายามอย่างหนักในด้านอื่นๆ เช่นการหลอมอาวุธ ยันต์และค่ายกลกระบี่ได้ ซึ่งเป็สิ่งที่เขาค่อนข้างจะสนใจ โดยเฉพาะสิ่งของเหล่านี้ ผู้ฝึกฝนทุกคนต่างก็ได้ใช้กันหมด ไม่จำเป็ต้องศึกษาลงลึกให้มาก แต่อย่างน้อยก็ต้องทำให้ชำนาญ
เมื่อรวมหลายสิ่งหลายอย่างเข้าด้วยกัน ลู่อวี่รู้สึกว่าแม้การฝึกฝนของตัวเองในตอนนี้จะรวดเร็วมากแล้ว แต่เวลาก็ยังไม่เพียงพอ ที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ มันยากที่จะสงบสติอารมณ์และตั้งใจฝึกฝนเวลาอยู่ในตระกูล ดังนั้นเขาจึงวางแผนออกไปท่องเที่ยวหาประสบการณ์โดยไม่พาใครไปด้วย
แม้ว่าเขาจะตายภายใต้ทัณฑ์์เช่นเดียวกับเมื่อชาติก่อน แต่เขาที่เป็ที่รู้จักในนามปรมาจารย์ปรุงโอสถในเวลานั้น และมีรากฐานที่ไม่เล็กเลยเช่นกัน ซึ่งได้รับการดูแลโดยลูกศิษย์ในนามเพียงไม่กี่คน จึงทำได้เพียงรอให้ตัวเองมีพลังยุทธ์เพียงพอแล้ว ถึงจะนำมันกลับคืนมา แต่ ณ เวลานั้นไม่รู้ว่า ลูกศิษย์ในนามหลายคนจะสามารถสืบทอดสิ่งเดิมของตนได้หรือไม่ หลังจากสืบทอดแล้วในหมู่ของพวกเขา จะเกิดความขัดแย้งภายในขึ้นหรือไม่ ซึ่งเป็สิ่งที่เขาไม่อาจล่วงรู้ได้
ตอนนี้ลู่อวี่ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักสำหรับพื้นฐานนี้ สภาพจิตใจนั้นดีมาก แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ใช้พลังไปไม่น้อยเพื่อสร้างมันขึ้นมาเมื่อชาติที่แล้ว หากสามารถเอากลับคืนมาได้ มันจะมีประโยชน์ต่อตัวเขามากทีเดียว แต่หากสูญเสียไป ก็ไม่ทำให้รู้สึกทุกข์ใจนัก มากสุดก็เพียงถอนหายใจหลายครั้ง เพราะในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร สัตว์ที่อ่อนแอกว่าย่อมตกเป็เหยื่อของสัตว์ที่แข็งแกร่งกว่า หากสามารถรักษาสิ่งที่มีอยู่ไว้ได้ มันก็เป็เหมือนความเพ้อฝัน รักษาไว้ไม่ได้ต่างหากถึงจะเป็เื่ปกติ เื่นี้เขาเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ลู่อวี่ก็เรียกหาลู่หงิ เพื่อมอบหมายบทเรียนล่วงหน้าแก่ลูกศิษย์ตัวน้อยของเขาให้กับผู้เฒ่าห้า จากนั้นเขาก็วางแผนจะออกไปท่องเที่ยวหาประสบการณ์ แน่นอนว่าก่อนออกเดินทางเขาต้องไปพูดคุยกับบิดาสักเล็กน้อย
แม้ว่าลู่หงิจะไม่เห็นด้วยเท่าไรกับความคิดของลู่อวี่ แต่เขาก็พอจะเข้าใจแผนการนั้น ตราบใดที่ตัวของเขามียาอายุวัฒนะให้ปรุงโอสถ เื่พลังยุทธ์ก็ให้ปล่อยไปตามธรรมชาติ แต่นายน้อยไม่เหมือนกัน อย่าว่าแต่ต้องสืบทอดกิจการของตระกูลลู่ในภายภาคหน้า เพียงความเร็วของการฝึกฝนในปัจจุบันก็น่าใมากแล้ว อายุก็ไม่มาก เมื่อเทียบกับความอายุยืน การเล่นแร่แปรธาตุก็เป็เพียงช่องทางเล็กๆ เท่านั้น
ดังนั้น หลังจากที่ลู่อวี่อธิบายไปสองสามคำ เขาก็ตอบตกลงด้วยความเต็มใจทันที
เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าจะเริ่มต้นเดินทางหาประสบการณ์ที่โชกโชนอย่างแท้จริง อารมณ์นิ่งสงบของลู่อวี่ก็ผันผวนขึ้นมาอย่างรุนแรง ราวกับมีหญ้างอกขึ้นมาในใจ เมื่อมีความคิดนี้ผุดขึ้นมา ก็แทบระงับความรู้สึกไว้ไม่อยู่ เมื่อลู่หงิออกไปแล้ว เขาจึงรีบลุกขึ้นเก็บของทันที เตรียมไปกล่าวลากับบิดา
ในเวลานี้ลู่เหว่ยจุนก็เรียกหาผู้เฒ่าทั้งห้า พวกเขากำลังจะหารือกันว่าจะส่งใครไปยังตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวน แม้ว่าตระกูลจางแห่งเป่ยหยวนจะเป็เพียงตระกูลเล็กๆ แต่อย่างไรก็มีเงาของตระกูลเจียงคอยหนุนหลังอยู่ ตระกูลลู่เองก็คงจะทำเพิกเฉยไม่ได้ และแน่นอนว่าการพิจารณาคือแง่มุมหนึ่ง แต่จะทำอย่างไรหรือตัดสินใจอย่างไรนั้น ก็คงต้องเป็หลังจากไปถึงที่นั่นและได้เห็นมันแล้วเท่านั้น
ดังนั้นคนที่จะส่งไปที่นั่น ไม่เพียงแต่ต้องแข็งแกร่งพอที่จะปราบคู่ต่อสู้ได้เท่านั้น แต่ยังต้องมีสถานะและมันสมองดี พูดตามตรง คือต้องมีพละกำลังที่แข็งแกร่งและสถานะที่ไม่ต่ำเกินไป
หลังจากลู่อวี่เดินเข้ามา ยังไม่ทันได้พูดอะไรเกี่ยวกับแผนการของตัวเอง ทันทีที่ได้ยินข่าวนี้ก็พลันชอบใจ ยิ้มแย้มและพูดแทรกขึ้นมาว่า “เป็โอกาสที่ดี ข้ากำลังวางแผนออกไปเดินเล่น และท่องเที่ยวหาประสบการณ์ ฝึกฝนบำเพ็ญเพียรอยู่แต่ในตระกูลคงไม่ดีนัก ประจวบเหมาะจะได้จัดการกับเื่นี้ให้ด้วย”
ทว่าผู้เฒ่าใหญ่ลู่หงเซิ่ง กลับไม่เห็นด้วย พร้อมกับกล่าวว่า “คนที่มีทรัพย์สมบัติมากมักทะนุถนอมตัวเองไม่กล้านั่งใต้ชายคา เพราะกลัวหัวแตกจากกระเื้ัคาหล่นใส่” ลู่อวี่ในฐานะนายน้อยของตระกูลลู่ จะไปเสี่ยงภัยไกลถึงเพียงนั้นเพื่อเื่เล็กน้อยได้อย่างไร? โดยเฉพาะนายน้อยที่ยังเป็คนปรุงโอสถขั้นห้าผู้หนึ่งด้วย ทำเช่นนี้ไม่นับว่าเป็การหาเื่ใส่ตัวหรือ!
