เล่มที่ 6 บทที่ 174 กล่องกระบี่เจิงหนิง
“ได้เลย!” เจียงหลีได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มแก้มแทบปริ รีบมุ่งไปที่ชั้นวางที่มีกระบี่สี่เล่มปักอยู่ โดยทั้งสี่เล่มมีสีต่างกัน ทั้งสีดำ สีขาว สีแดงและสีทอง พวกมันแฝงไปด้วยกลิ่นอายโบราณ แต่กลับมีรูปลักษณ์ที่แสนเรียบง่าย บัดนี้กำลังเปล่งแสงเรืองรองออกมา ดูเพียงแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่ของธรรมดา เจียงหลีเห็นดังนั้นก็ดีใจจนเนื้อเต้น หลังจากเลือกอยู่นาน สุดท้ายก็ยังลังเลไม่รู้จะเลือกเล่มไหนดี
“เอาเล่มสีแดง”
“อื้อ…”
เจียงหลีเกาหัวแกร่กๆ ก่อนจะชักกระบี่สีแดงออกมา ขณะที่กำลังจะก้าวออกจากเรือนด้านหลัง หลินเฟยก็เอ่ยขึ้นมา
“หากเห็นเงาสีดำปรากฏขึ้นที่งานประลอง จงสะบั้นด้วยกระบี่เล่มนั้นเสีย”
“ทราบแล้ว…”
หลังจากเจียงหลีออกไป หลินเฟยก็ส่ายหน้าอย่างระอา จากนั้นจึงโคจรพลังเพื่อปลดปล่อยจิติญญาออกมาอีกครั้ง ก่อนจะใช้ไอโเี้ของค่ายกลแปดอสูรหลิงเป่าค่อยๆหล่อเลี้ยงต่อไป
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ…
ไอโเี้เข้มข้นขึ้นจากเดิม กระทั่งแพร่กระจายไปทั่วราวกับเมฆดำ บัดนี้มันกำลังลอยปกคลุมอยู่เหนือหัวของหลินเฟย หากเวลานี้มีคนผ่านมาละก็ จะต้องเห็นว่าภายในจิติญญาของหลินเฟยกำลังมีเงากล่องกระบี่ปรากฏขึ้นอย่างเลือนราง ทุกครั้งที่เมฆดำบนหัวสั่นไหว เงาสายนี้ก็จะชัดเจนยิ่งขึ้น สุดท้ายก็ปรากฏรูปร่างออกมาโดยสมบูรณ์…
หลินเฟยเองก็ไม่ได้รีบร้อน เขาค่อยๆใช้พลังปราณเชื่อมโยงไอโเี้ และค่อยๆดึงมันออกมาหล่อเลี้ยงกล่องกระบี่ เวลายังคงผ่านไปเรื่อยๆ หนึ่งชั่วยามผ่านไป สองชั่วยามผ่านไป และสามชั่วยาวผ่านไป กระทั่งเช้าวันถัดมา หลินเฟยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะอัดอักขระเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนเข้าไปอีกครั้ง!
ทันใดนั้นก็มีลำแสงกระบี่พวยพุ่งขึ้นมา จากเดิมที่เป็เพียงกล่องกระบี่ธรรมดาก็ปรากฏเป็ลำแสงกระบี่ส่องแส่งเจิดจ้า ครู่เดียวก็มีเสียงหวีดร้องยาวออกมา ก่อนลำแสงสายนั้นจะเคลื่อนตัวหนีไปโดยเร็ว
“คิดจะหนีงั้นหรือ?” หลินเฟยเห็นดังนั้นก็ไม่คิดจะไล่ตามแต่อย่างใด เพียงกระตุกมือเล็กน้อยเท่านั้น ก็ปลดปล่อยปีศาจกระบี่ออกมา ก่อนจะชี้ไปทางลำแสงและออกคำสั่งทันที
“ไปตามกลับมาที…”
“เชื่อมือข้าได้เลย!”
สิ้นเสียงปีศาจกระบี่ มันก็กลายร่างเป็ลำแสงสายหนึ่งและพุ่งทะยานไล่ตามไปทันที เพราะก่อนหน้านี้หลินเฟยได้ใช้เคล็ดหลอมห้าธาตุอู่ตุ้นซึ่งเป็หนึ่งในเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูหล่อเลี้ยงปีศาจกระบี่ แม้ตอนนี้จะมีมนต์สะกดแค่สามสิบเอ็ดสายเท่านั้น แต่ก็กลับมีความรวดเร็วไม่ด้อยไปกว่าศาสตราวุธเลยทีเดียว แค่พริบตาเดียวมันก็ไล่ตามทันแล้ว หลังจากนั้นก็มีเสียงหัวเราะชั่วร้ายของปีศาจกระบี่ดังขึ้น มันเชิดหัวขึ้นมาก่อนจะสะบั้นลงไปเต็มแรง จากนั้นกล่องกระบี่ก็ร่วงตกทันที…
“เอาล่ะ ช่วยทำตัวดีๆหน่อย ยังไม่เสร็จเลย…” หลินเฟยเอื้อมมือไปรับกล่องกระบี่มา ก่อนจะโคจรส่งพลังปราณเข้าไป จากนั้นก็โคจรเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูอีกครั้ง เพื่ออัดอักขระตัวสุดท้ายเข้าไป…
“โฮก!”
ทันใดนั้นก็มีเสียงคำรามกึกก้องดังออกมา หลังจากที่อัดอักขระตัวสุดท้ายเข้าไปกล่องกระบี่ธรรมดาก็ปล่อยหมอกควันดำปกคลุมไปทั่ว ต่อให้เป็หลินเฟยเอง ก็เกือบจะรับมือไม่ไหวเช่นกัน ถึงกับต้องรีบโคจรพลังสะกดกล่องกระบี่เอาไว้ทันที…
“นี่มันตัวอะไรล่ะเนี่ย?” ปีศาจกระบี่ที่กำลังจะลอยกลับค่ายกลแปดอสูรหลิงเป่า จู่ๆก็พบว่ากล่องกระบี่มีรูปร่างเปลี่ยนไป จึงถามออกมาด้วยความสงสัย
“มันคือเจิงหนิง” หลินเฟยตอบทั้งที่ยังใช้พลังกดข่มกล่องกระบี่ไว้อยู่
“เจิงหนิงงั้นหรือ?”
ปีศาจกระบี่ได้ยินเช่นนั้นก็มึนงง แต่กลับไม่คิดจะถามต่อ…
เพราะกลิ่นอายชั่วร้ายที่แพร่กระจายออกมาจากกล่องกระบี่นั้น ทำให้ปีศาจกระบี่เกิดความกลัวขึ้นมา เพียงแค่เข้าใกล้ก็ราวกับจะถูกกลิ่นอายที่เข้มข้นนี้กลืนกินเขา ความหวาดกลัวที่กำลังเกาะกินถึงจิตใจปีศาจกระบี่ตนนี้ทำให้มันไม่อยากเข้าใกล้เลยสักนิด มันจึงทำเพียงถามออกมาเพียงผิวเผินเท่านั้น ไม่ได้ลงรายละเอียดอะไร หลังจากนั้นก็มุดกลับค่ายกลไปตามเดิม หวังพึ่งไอโเี้ของสัตว์ร้ายทั้งแปดในค่ายกลบรรเทาความหวาดกลัวที่เกิดขึ้น…
“ตอนนี้ก็แค่รอเทศกาลไห่หุ้ยอย่างเดียวก็พอ…” หลินเฟยหัวเราะอย่างพึงพอใจ หลังจากที่โคจรพลังเข้าไป กล่องกระบี่ก็เปิดออก ทันใดนั้นก็กลายเป็หมอกควันดำรวมตัวเข้ากับจิติญญาของตน และค่อยๆหล่อเลี้ยงในร่างต่อไป
ในอดีตกาลทุกครั้งที่ฟ้าดินเกิดการเปลี่ยนแปลง มักจะมีสิ่งมีชีวิตพิเศษถือกำเนิดขึ้น มันมีหัวเป็งู ร่างเป็พยัคฆ์ แถมยังมีปีกอีกคู่หนึ่ง และสิ่งมีชีวิตนี้ก็มีชื่อว่าเจิงหนิง มันชอบกินมารปีศาจเป็อาหาร ว่ากันว่าเมื่อโตเต็มวัยจะมีร่างอันใหญ่โต ทุกคืนจะคำรามเสียงดัง ขอแค่มารปีศาจได้ยินเสียงคำรามนี้ ก็จะกลายเป็อาหารของมันทันที มันจึงเป็หนึ่งในเก้าปีศาจาจิ่วหยินตลอดหลายล้านปีมานี้…
และอักขระตัวสุดท้ายที่อัดเข้าไปก็คืออักขระกระบี่เจิงหนิง ซึ่งเป็หนึ่งในเก้าอักขระกระบี่จิ่วหยิน
แน่นอนว่าเื่พวกนี้หลินเฟยไม่คิดจะอธิบายให้ปีศาจกระบี่ฟังแต่อย่างใด สิ่งที่จะต้องทำต่อก็คือบำเพ็ญให้มันมีมนต์สะกดถึงยี่สิบเจ็ดสาย ส่วนกระบี่อีกสี่เล่มนั้น พอถึงเวลาเดี๋ยวก็จะมีคนมาช่วยเอง…
ขณะที่หลินเฟยกำลังบำเพ็ญกล่องกระบี่อยู่นั้น ทางด้านเจียงหลีเองก็เอาแต่กอดกระบี่แนบออก ดีใจเป็ที่สุด…
‘สมกับเป็อาจารย์อาจริงๆ เห็นเงียบๆอย่างนี้แต่กลับหลอมยอดกระบี่ออกมาถึงสี่เล่ม ดูเอาสิ กระบี่แดงเล่มนี้มีแสงเรืองรอง ดูแวบเดียวก็รู้ว่าต้องไม่ธรรมดา แม้แต่เขาเองก็ดูไม่ออกว่ากระบี่นี้มีมนต์สะกดเท่าไร ดูท่างานประลองอาวุธที่จะถึง มันจะต้องทำให้ทุกคนตะลึงเป็แน่…’
“ช้าก่อน…” พอคิดได้ดังนั้นเจียงหลีก็ชะงักทันที
“ดูไม่ออกว่ามีมนต์สะกดเท่าไรงั้นหรือ?”
จู่ๆเจียงหลีก็รู้สึกถึงความผิดปกติขึ้นมา…
เขาสำรวจกระบี่ในมืออยู่นาน ก่อนจะลองโคจรพลังเข้าใส่ ครู่เดียวก็ร้องโหยหวนออกมา
“บ้าจริง กระบี่นี่ไม่มีมนต์สะกดสักสายเลยนี่นา!”
ใช่แล้ว…
กระบี่ที่เจียงหลีเอามาไม่มีมนต์สะกดเลยแม้แต่สายเดียว ตอนแรกยังคิดว่าอาจจะเป็ขั้นบำเพ็ญต่ำไป จึงไม่เห็นความลี้ลับที่ซ่อนอยู่ ทว่าหลังจากโคจรพลังปราณเข้าใส่ กลับพบแต่ความว่างเปล่า เจียงหลีจึงรู้สึกเครียดขึ้นมาทันที…
กระบี่เล่มนี้ต้องเอาไปที่งานประลองอาวุธเชียวนะ
ร้านหลอมอาวุธทั้งเจ็ดสิบสามร้านจะต้องนำสมบัติล้ำค่าออกมาเป็แน่ ถึงตอนนั้นอาจจะมีศาสตราวุธโผล่มาสักชิ้นหรือสองชิ้นก็ได้ แค่มนต์สะกดเก้าสายยังไม่กล้าเอาออกมาด้วยซ้ำ บัดนี้กลับหนักยิ่งกว่าเดิม เพราะอาจารย์อาถึงกับมอบกระบี่ที่ไม่มีมนต์สะกดสักสายให้เขา…
‘จบแล้ว จบสิ้นแล้ว’
หากเอากระบี่เช่นนี้ไป เกรงว่าร้านหลอมอาวุธฟานซื่อคงมิวายจะต้องกลายเป็ตัวตลกแน่!
‘ไม่ได้แล้ว ต้องหาวิธี’
“หรือจะไปขออาจารย์ดูล่ะ?”
เจียงหลีเองก็หมดสิ้นหนทาง จึงได้แต่หวังพึ่งฟานซื่อเป็แสงสว่างสุดท้าย หลังจากโยนกระบี่สีแดงไว้ในห้อง เขาก็รีบวิ่งไปหาผู้เป็อาจารย์ทันที
หลังจากเล่าเื่ทันหมดจบ ฟานซื่อเองก็ตกตะลึงเช่นกัน
“หมายความว่าอาจารย์อาเ้าให้นำกระบี่ที่ไม่มีมนต์สะกดสักสายไปงานประลองงั้นหรือ?”
“ใช่น่ะสิ แล้วตอนนี้จะทำอย่างไรดีล่ะ?”
“ขอข้าดูกระบี่เล่มนั้นหน่อยสิ…” ฟานซื่อไดยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น ไม่ตอบอะไร เขาทำเพียงขอดูกระบี่เล่มที่ว่าเท่านั้น
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
