บทที่ 97 ถูกพบเข้าแล้ว
หลังจากฟังการวิเคราะห์ของโม่เต้าจื่อแล้ว หลัวเจิน ลู่หยวนและคนอื่นๆ ก็เข้าใจความขัดแย้งนี้ สำนักชิงหยุนได้เปรียบกว่าสำนักที่เหลือ เพราะฉินชูมีหญ้าหอมนภา ในขณะที่ราชวงศ์เฉียนและอีกสามสำนักมหาอำนาจไม่มี
เมื่อรู้เช่นนี้ ทุกคนต่างก็สบายใจ ถ้าเฉียนหลิงอู่อยากอยู่ในฐานะแขกก็ให้อยู่ไป ทุกคนไม่ต้องสนใจ
ฉินชูฝึกฝนตามปกติทุกวัน การฝึกฝนกับเฉียนหลิงอู่ช่วยให้เขาแข็งแกร่งขึ้นมาก
หลังจากการฝึกของวันสิ้นสุดลง เฉียนหลิงอู่ก็หยิบตำราเล่มหนึ่งออกมามอบให้ฉินชู “แม้การฝึกกับเ้า ยังไม่ทำให้ข้าเข้าถึงวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิง แต่ก็ช่วยขัดเกลาวิชาหอกของข้าได้มาก อย่างน้อยข้าก็รู้ข้อบกพร่องบางอย่าง นี่คือตำราวิชากระบี่ที่ข้าได้รับมา เ้าสามารถศึกษามันได้ หากมีการต่อสู้ วิธีการต่อสู้ของเ้าจะได้ไม่จำเจเกินไป”
“ข้าต้องจ่ายอะไรหรือไม่” ฉินชูมองเฉียนหลิงอู่และถาม เขาไม่้าเป็หนี้โดยไม่มีเหตุผล
เฉียนหลิงอู่ส่ายหน้า นางรู้สึกว่าฉินชูได้ทุ่มเทกับนาง และ้าจะช่วยนางจริงๆ
หลังจากฟังคำพูดของเฉียนหลิงอู่ ฉินชูก็ยอมรับตำราไป
“ขอบใจเ้ามาก ข้าจะออกไปข้างนอกสักพัก ข้าจะไปรอบๆ เมือง เ้า้าให้ข้านำอะไรกลับมาให้เ้าหรือไม่” ฉินชูมองเฉียนหลิงอู่ แล้วเอ่ยถาม
“ไม่ เ้าไปเถอะ” เฉียนหลิงอู่ส่ายหัว
หลังออกจากหอศิษย์รับใช้บนยอดเขาชิงจู๋แล้ว ฉินชูก็มาถึงเรือนพำนักของโม่เต้าจื่อ
เมื่อรู้ว่าฉินชูมา หลิงหยุนจื่อก็ออกจากหอคัมภีร์และมาที่เรือนพำนักของโม่เต้าจื่อเช่นกัน
“สถานการณ์ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมาเป็อย่างไร ทำไมเ้าไม่กลับมา” โม่เต้าจื่อมองไปที่ฉินชูพลางเอ่ย
“เมื่อเร็วๆ นี้ ศิษย์ได้เจรจากับเฉียนหลิงอู่ เราตกลงกันได้ ข้าจึงมาที่นี่เพื่อบอกท่านผู้เฒ่าโม่กับท่านผู้เฒ่าหลิงให้ทราบ” ฉินชูกล่าวจุดประสงค์ของการมา
“เ้าประนีประนอมอะไรกับนางได้แล้วหรือ” หลังจากได้ยินคำพูดของฉินชู หลิงหยุนจื่อก็กังวลขึ้นเล็กน้อย เพราะเขากลัวว่าฉินชูจะต้องทนทุกข์ทรมาน
“ไม่มีการประนีประนอม เื่มันเป็เช่นนี้ นาง้าเข้าใจวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิง และนางสัญญากับข้าว่าไม่ว่านางจะแข็งแกร่งเพียงใด นางจะไม่โจมตีสำนักชิงหยุนเด็ดขาด ศิษย์คิดว่าคำสัญญานี้ดีมาก หากปราศจากการคุกคามของผู้ฝึกตนขั้นที่หก สำนักชิงหยุนของเราจะมั่นคง หากนางคิดจะทำลายสามสำนักที่เหลือ ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรา” ฉินชูพูดขึ้น
“หากปราศจากการโจมตีของผู้ฝึกฝนขั้นที่หกหวางเจ่อ สำนักชิงหยุนของเราก็มั่นคงดั่งูเา แต่ว่าลำบากเ้าแล้ว” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น
ฉินชูส่ายหัว “หากไม่มีเื่อะไรแล้ว เช่นนั้นศิษย์ขอตัวไปก่อน”
“อืม ไม่ว่าเื่อะไรก็ต้องระวังทั้งนั้น” โม่เต้าจื่อพูดขึ้นเตือนฉินชู
เมื่อเห็นฉินชูจากไป หลิงหยุนจื่อก็ถอนหายใจ “พวกเราติดค้างเ้าเด็กนี่แล้ว ั้แ่เขาเข้าสำนักชิงหยุน ก็เอาแต่ต่อสู้เพื่อสำนักมาตลอด อีกทั้งยังแบกรับเื่พวกนี้อีก”
“ยังอยู่ใน่วัยรุ่น เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากถึงจะดี เจตจำนงของเขาจะได้แข็งแกร่งขึ้น หลังจากนี้พวกเราค่อยไปดูพวกเขาที่ยอดเขาชิงจู๋ ในเมื่อเฉียนหลิงอู่มาเป็แขกทั้งที เกรงว่าคงไม่เหมาะสมที่เราจะเพิกเฉยต่อนางตลอดเวลา นอกจากนี้เรายังสามารถเห็นและสังเกตท่าทีของนางได้” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น
ฉินชูไม่เคยมาที่หมู่บ้านนี้มาก่อน ตอนนี้เขาจำเป็ต้องซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน ก่อนหน้านี้เขาใช้ชีวิตคนเดียว จึงค่อนข้างเรียบง่ายทำตามอำเภอใจ แต่เมื่อมีผู้หญิงอยู่ด้วย เกรงว่าคงไม่เหมาะสม
หลังจากซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันเสร็จ เขาก็กลับผาหินตัดบนยอดเขาชิงจู๋และทำความสะอาดด้านในและด้านนอกกระท่อมไม้
“ต้องมีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าคนอื่นจะเป็อย่างไร แต่พวกเราต้องรู้จักใช้ชีวิตให้ดีหน่อย” เมื่อเห็นฉินชูเก็บกวาดกระท่อม เฉียนหลิงอู่ก็เอ่ยปากพูด
“เหอะ สำหรับตัวข้าไม่เป็ไรหรอก แต่ตอนนี้มีเ้าอยู่ด้วยไม่ใช่หรือ ดังนั้นก็ควรเก็บกวาดสักหน่อย” ฉินชูคลี่ยิ้มเอ่ย
เฉียนหลิงอู่พยักหน้าให้ฉินชู นางไม่คิดว่าฉินชูจะทำความสะอาดกระท่อมไม้เพราะเหตุนี้
“ฉินชู เ้ามีแผนอะไรในอนาคตหรือไม่ หรือเ้าเพียงแค่ฝึกฝนตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ จากนั้นกลายเป็ผู้ดูแล ผู้คุมกฎหรือผู้าุโในสำนักชิงหยุนหรือ?” เฉียนหลิงอู่ถามขึ้น
ฉินชูส่ายหน้า “ไม่ ข้าไม่อยากเป็ผู้ดูแล ผู้คุมกฎหรือผู้าุโในสำนักชิงหยุนทั้งนั้น นั่นไม่ใช่ชีวิตที่ข้า้า หลังจากผู้เฒ่าโม่ย้อนนิมิตถึงชาติกำเนิดของข้าแล้ว ข้าจะออกตามหาเบาะแสและท่องโลกกว้าง ข้าตั้งใจว่าจะออกสำรวจไปเรื่อยๆ”
เฉียนหลิงอู่ไม่ได้พูดอะไรอีก นางแค่รู้สึกว่าฉินชูคงจะมีอุดมคติเป็ของตัวเองและไม่คิดจะอยู่ที่สำนักชิงหยุนตลอดเวลา
หลังจากทำความสะอาดเสร็จ ฉินชูและเฉียนหลิงอู่ก็เริ่มฝึกตนด้วยกัน
ตกดึก
ฉินชูเข้าไปนั่งเข้าญาณในกระท่อม ่นี้ก็เป็เช่นนี้ หากเฉียนหลิงอู่้าอาบน้ำหรือเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาก็จะออกไปข้างนอก เขาเข้าฌานตลอดทั้งคืน ตอนที่ฉินชูกับเฉียนหลิงอู่ยังฝึกตนไม่เสร็จอยู่นั้น โม่เต้าจื่อกับหลิงหยุนจื่อก็มาหา
เมื่อเห็นฉินชูกับเฉียนหลิงอู่ออกมาจากกระท่อมไม้ด้วยกัน โม่เต้าจื่อกับหลิงหยุนจื่อก็แปลกใจขึ้นมา มันเป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
นี่มันอะไรกัน... หนุ่มสาวอยู่ร่วมเรือนเดียวกัน อีกทั้งเฉียนหลิงอู่ยังเป็ถึงผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งราชวงศ์เฉียนอีก
“พวกเ้ามีเื่อะไรหรือไม่” เมื่อเห็นสายตาแปลกๆ ของโม่เต้าจื่อกับหลิงหยุนจื่อ เฉียนหลิงอู่ก็ไม่พอใจ เพราะนางรู้ว่าทั้งสองแปลกใจเื่อะไร
“ไม่มีอะไร ข้าแค่รู้สึกว่า ในเมื่อองค์หญิงคนโตแห่งราชวงศ์มาเป็แขกทั้งที พวกเราก็ไม่ควรต้อนรับอย่างลวกๆ เช่นนี้ ตอนนี้พวกเราเตรียมเรือนสำหรับแขกผู้ทรงเกียรติไว้ให้ท่านเรียบร้อยแล้ว” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น
“ไม่จำเป็ ข้าอยู่กับฉินชูสบายมาก พวกเ้าไม่จำเป็ต้องเปลืองแรงกับเื่พวกนี้” เฉียนหลิงอู่ปฏิเสธอย่างเ็า
ฉินชูค่อนข้างแปลกใจ ่สองสามวันมานี้ เห็นๆ อยู่ว่าความเ็าของเฉียนหลิงอู่หายไปไม่น้อย ทำไมตอนนี้ถึงได้ะเิออกมาอีก
ทั้งสองประสานมือให้เฉียนหลิงอู่เสร็จก็จากผาหินตัดไปทันที
“องค์หญิง พวกเขา้าต้อนรับเ้าจากใจจริง ทำไมเ้าถึงโกรธ” เมื่อเห็นโม่เต้าจื่อกับหลิงหยุนจื่อจากไป ฉินชูก็เอ่ยปากพูดขึ้น
“ไม่ใช่ทุกคนจะมีความคิดเรียบง่ายเหมือนเ้า คนบางคนมีความคิดกับการกระทำที่ไม่ตรงกัน สิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำก็คนละเื่ ตาเฒ่าอย่างพวกเขามาที่นี่ก็เพื่อดูลาดเลาสถานการณ์เท่านั้น เ้าคิดว่าพวกเขาสนใจเื่การต้อนรับข้ากระนั้นหรือ ไม่มีใครสนใจเื่พวกนี้หรอก” เฉียนหลิงอู่เอ่ยปากพูดขึ้น
ฉินชูไม่พูดอะไรขึ้นอีก ต่อให้เขาอยากจะโต้แย้งแทนโม่เต้าจื่อกับหลิงหยุนจื่อมากแค่ไหน ก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี เพราะสิ่งที่เฉียนหลิงอู่พูดก็เป็เื่จริง
“พื้นที่ที่มีคน ย่อมมีแม่น้ำ เมื่อมีแม่น้ำย่อมมีการต่อสู้แย่งชิง นี่เป็่เวลาแสดงสติปัญญาและพลัง มีสติปัญญาสูงก็ย่อมมีสายตาเฉียบแหลม มีพลังก็ย่อมสามารถกุมอำนาจเหนือเหตุผล หากข้าเป็แค่มือสมัครเล่น พวกเขาจะเกรงใจขนาดนี้หรือ แน่นอนว่าพวกเขาคงลงมือเล่นงานข้าทันที” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูพลางอธิบาย
ฉินชูคลี่ยิ้ม “เ้าพูดตรงเกินไปแล้ว”
“ความจริงก็เป็เช่นนี้ หรือว่าเ้าไม่รู้สึก” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูพลางถาม
“จะไม่รู้สึกได้ยังไง ก็เหมือนกับที่ข้าถูกเ้าเล่นงาน ข้าทำได้แค่ทน เพราะเ้าแข็งแกร่งกว่า ไม่มีปัญญาโต้กลับแม้แต่น้อย” ฉินชูคลี่ยิ้มเอ่ย
