ส้มมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ฉ่ำน้ำเต็มคำ
ฟู่ถิงเย่ถูกนางยัดส้มเต็มปาก พูดไม่ได้
ขณะที่เขากำลังเคี้ยว หวาชิงเสวี่ยก็ผละออกจากเขา แล้วชูพู่กันขึ้นอย่างภาคภูมิใจ จิ้มๆ ไปบนน้ำส้มที่ไหลออกมาจากมุมปากของเขา
“ใช้เ้านี่เขียนก็ใช้ได้แล้วเ้าค่ะ”
ฟู่ถิงเย่ถูกนางทำให้ใจสั่นไหวอยู่ครู่หนึ่งถึงได้สติคืนมา “...น้ำส้มน่ะหรือ?”
“อืม” หวาชิงเสวี่ยพยักหน้า “แต่น้ำส้มเองก็มีสีเหลืองอ่อนๆ ใสๆ ถ้าหากใช้กระดาษสีเหลืองในการเขียน จะทำให้ล่องหนได้ดีกว่าเ้าค่ะ”
ฟู่ถิงเย่รู้สึกแปลกใหม่ จึงรับพู่กันจากมือของหวาชิงเสวี่ยมาลองเขียนดูบ้าง
ตอนแรกยังมีรอยเปียกเล็กน้อย แต่พอแห้งแล้วก็หายไปหมดจนมองไม่เห็น
“ในน้ำส้มมีสารที่เป็กรด เมื่อเจอความร้อนก็จะออกซิเดชันทำให้สีเปลี่ยนไป” หวาชิงเสวี่ยอธิบายหลักการให้เขาฟังเสียงเบา “หากเป็กระดาษสีขาว ก็ใช้นมเขียนได้ ในน้ำนมอุดมไปด้วยโปรตีน เมื่อโปรตีนเจอความร้อนที่อุณหภูมิประมาณหกสิบองศาเซลเซียส ก็จะเปลี่ยนสภาพและจับตัวเป็ก้อน จากนั้นก็จะปรากฏขึ้นมาเป็สีน้ำตาลอ่อน”
ฟู่ถิงเย่ถือกระดาษที่เขียนแล้วไปจ่อไว้เหนือเปลวไฟ ดูรอยเขียนค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา สีหน้าของเขาก็ดูตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ ตามไปด้วย
“วิธีนี้ใช้ส่งจดหมายลับได้เลยนะ หรือจะใช้ส่งข่าวกรองสำคัญก็ได้!”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าตอนที่เขาเป็แบบนี้เหมือนเด็กผู้ชายคนหนึ่งก็ไม่ปาน จึงยิ้มแย้มแล้วพูดว่า “อันนี้ถือว่าเป็วิธีที่ง่ายที่สุด ใครๆ ก็จับได้ ไว้ทำเครื่องมือสกัดออกมาได้ เราก็จะทำน้ำหมึกที่ล่องหนได้ดีกว่านี้ ต่อให้โดนคนจับได้ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะแช่น้ำหรือเอาไปอังไฟ ก็จะมองไม่เห็นรอยเขียนแล้วเ้าค่ะ”
นางเห็นว่าสีหน้าของฟู่ถิงเย่ดูเหมือนจะเริ่มใจอ่อน ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเื่การเปิดโรงเรียน
หวาชิงเสวี่ยพูดรื้อฟื้นเื่เก่าขึ้นมา “ดูเหมือนจะมหัศจรรย์ แต่ความจริงแล้วหลักการมันง่ายมาก หากเปิดโรงเรียนขึ้นมาได้ และให้นักเรียนได้เรียนรู้หลักการของวิชานี้ วันหน้าเมื่อทุกคนรู้จักพลิกแพลงเองได้ ต่อให้ไม่มีข้า ก็จะทำของแบบนี้ขึ้นมาได้”
ฟู่ถิงเย่ฟังแล้วขมวดคิ้ว ความตื่นเต้นในแววตาก็ค่อยๆ หมดลง
“ร่างกายของเ้าเพิ่งจะดีขึ้นนิดเดียวเองนะ”
เขารู้สึกไม่พอใจที่หวาชิงเสวี่ยไม่ใส่ใจสุขภาพของตัวเองเลย
“ข้าไปถามหลูเจิ้งชิงมาแล้ว เขาบอกว่าได้” หวาชิงเสวี่ยพูดเสียงเบา
ฟู่ถิงเย่ฟังแล้วก็ขมวดคิ้วแน่นขึ้น “เ้าไปหาหลูเจิ้งชิงมาแล้ว?”
เพื่อที่จะโน้มน้าวให้เขาเห็นด้วยเื่การเปิดสำนักศึกษา นางถึงกับไปหาหลูเจิ้งชิง...
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าพร้อมกับพูดเสียงอึกอัก “ข้าไปหาฝ่าามาแล้วด้วย พระองค์ก็เห็นด้วยกับความคิดของข้า…”
“พระองค์เป็แค่เด็กจะไปรู้อะไร!” สีหน้าของฟู่ถิงเย่มืดครึ้มขึ้นมาทันที
หวาชิงเสวี่ยเห็นว่าเขาโกรธ ก็เม้มริมฝีปาก ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก แต่ในแววตากลับฉายแววความเศร้าเสียใจออกมา...
นางรู้สึกท้อแท้เหลือเกิน
แม้ว่าไม่มีความเห็นชอบจากฟู่ถิงเย่ ก็ใช่ว่านางจะเปิดโรงเรียนไม่ได้ แต่ถ้าหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากเขา หวาชิงเสวี่ยก็รู้สึกไม่สบายใจจริงๆ
ในขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดหวังด้วย
ฟู่ถิงเย่ทนเห็นนางเป็แบบนั้นไม่ได้ รู้สึกเหมือนมีสัตว์ตัวน้อยกำลังมองมาที่เขาอย่างน่าสงสาร
เขาถอนหายใจอย่างจนใจ “พรุ่งนี้ข้าจะไปคุยกับหลูเจิ้งชิงดู”
ดวงตาของหวาชิงเสวี่ยก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที!
ฟู่ถิงเย่เหลือบมองนางแวบหนึ่ง “ถึงแม้หลูเจิ้งชิงจะเห็นว่าร่างกายของเ้าไม่มีปัญหา แต่เื่การเปิดสำนักศึกษาเ้าก็ห้ามลงแรงเอง ข้าจะจัดคนอื่นมาจัดการแทนให้”
หวาชิงเสวี่ยดีใจมาก จนอดไม่ได้ที่จะเข้าไปกอดฟู่ถิงเย่ “ได้สิ ข้าจะฟังท่านทุกอย่างเลย!”
ฟู่ถิงเย่โอบกอดร่างนุ่มนิ่มในอ้อมแขน คิดในใจว่า ‘นี่มันไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไร คนอื่นๆ ยังส่งสัญญาณไฟหลอกลวงขุนนาง [1] ได้เลย เขาก็แค่เปิดสำนักศึกษาเท่านั้นเอง…บุรุษจะเอาใจสตรีของตัวเองให้มีความสุข นานๆ ครั้งยอมๆ ไปบ้างก็เป็เื่ปกติ…’
ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีหลักการอย่างแน่นอน
...
วันต่อมา ฟู่ถิงเย่ก็เรียกหลูเจิ้งชิงมาสอบถามอาการของหวาชิงเสวี่ยโดยเฉพาะ
หลูเจิ้งชิงไม่กล้าพูดอะไรที่เกินจริง เขาบอกเพียงว่าอาการของหวาชิงเสวี่ยถือว่าทรงตัวแล้ว สุดท้ายเขาก็เตือนสติฟู่ถิงเย่ด้วยประโยคหนึ่ง ‘การเปิดสำนักศึกษาได้กลายเป็ปมในใจของหวาชิงเสวี่ยแล้ว’
อาการาเ็ของหวาชิงเสวี่ยนั้นอยู่ที่สมอง
ฟู่ถิงเย่อาจกักขังนางไว้ในเรือนพัก ไม่ให้นางได้ขยับแข้งขา แต่จะขัดขวางไม่ให้นางใช้สมองได้อย่างนั้นหรือ?
หากไม่เห็นด้วยกับการเปิดสำนักศึกษา นางจะมัวแต่คิดถึงมันตลอดทั้งวันทั้งคืนจนไม่สบายใจหรือไม่?
เช่นนั้นสู้ทำให้ความปรารถนาของนางเป็จริง ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ อย่างน้อยนางก็จะได้ไม่รู้สึกเสียใจ
หลังจากที่หลูเจิ้งชิงออกไป ฟู่ถิงเย่ก็นั่งอยู่ลำพังในห้องทำงานเป็เวลานาน
จนกระทั่งเสียงกลองบอกยามดังขึ้น จึงได้สติกลับมา เขาหยิบกระดาษสีทองมาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นยกพู่กันขึ้นมาเขียนฎีกา...
ฟู่ถิงเย่ไม่ใช่คนโลเล เมื่อตัดสินใจทำแล้วก็จะลงมือทำทันทีอย่างเด็ดเดี่ยว
ในที่ประชุมเช้า เขาได้กราบทูลเื่ที่ซือปิงฟูเหรินจะเปิดสำนักศึกษา หลี่จิ่งหนานเคยได้ยินเื่นี้จากหวาชิงเสวี่ยมาแล้ว จึงเห็นด้วยเต็มที่
นี่เป็เื่ที่ดีต่อประเทศชาติและประชาชน แม้แต่พรรคพวกของหนิงอ๋องที่มักจะคอยคัดค้านพวกเขาก็ยังร่วมเห็นด้วย
ผู้ช่วยกรมโยธาธิการรีบนำคนมาบ้านของหวาชิงเสวี่ยเพื่อสำรวจและร่างแผนที่ ความรวดเร็วนั้นทำเอาหวาชิงเสวี่ยถึงกับตะลึงจนพูดไม่ออก
เหมือนว่านางเพิ่งจะได้ความเห็นชอบจากฟู่ถิงเย่ได้ไม่ถึงสองวัน แต่นี่จะเริ่มลงมือกันเร็วขนาดนี้แล้วจริงหรือ?
หวาชิงเสวี่ยไม่รู้เลยว่าเื่การเปิดสำนักศึกษานี้ พอฟู่ถิงเย่เอ่ยปาก เหล่าขุนนางทั้งราชสำนักก็จับตามองกันหมด คนของกรมโยธาธิการจึงไม่กล้าเลี่ยงความรับผิดชอบเลยแม้แต่น้อย
หลังจากสำรวจพื้นที่เสร็จแล้ว ภาพแผนที่ของจวนส่วนตัวก็ถูกแบ่งออกเป็สองส่วน โดยที่ยังคงส่วนของเรือนที่หวาชิงเสวี่ยอาศัยอยู่ และส่วนเชื่อมต่อของสวนดอกไม้และอาคารบางส่วนเอาไว้ ส่วนอื่นๆ ก็ถูกรวมเข้าไปเป็พื้นที่ของสำนักศึกษา
เพราะเป็การปรับปรุงพื้นที่เดิม จึงประหยัดเงินค่าซื้อที่ดินไปได้ เพียงแค่ต้องต่อเติมและปรับปรุงจากโครงสร้างเดิม
ผู้ช่วยกรมโยธาธิการสอบถามว่าหวาชิงเสวี่ย้าสร้างอาคารแบบใด
เื่นี้ นางรู้ดีที่สุด
่เวลาครึ่งหนึ่งในชีวิตครั้งก่อน นางใช้ชีวิตเกือบเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์อยู่ในโรงเรียน จึงรู้ดีว่าสถานศึกษาแห่งหนึ่งจำเป็ต้องมีอะไรบ้าง
ห้องเรียน ห้องประชุม ห้องสมุด หอพักครู หอพักนักเรียน สิ่งเหล่านี้เป็สิ่งที่ขาดไม่ได้ รวมถึงห้องทดลองและห้องอุปกรณ์ที่เป็เอกลักษณ์เฉพาะสำหรับวิชาสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แน่นอนว่าในตอนแรกคงไม่ได้เปิดรับนักเรียนมากขนาดนั้น จึงไม่จำเป็ต้องมีอาคารเรียนที่ใหญ่โตเหมือนอาคารเรียนสมัยใหม่ ห้องเรียนแค่สองสามห้องก็พอแล้ว ตอนนี้ครูมีแค่นางคนเดียว หอพักครูก็เลยสามารถตัดออกไปก่อนได้
นางวงตำแหน่งที่คิดว่าเหมาะสมในแผนที่ ส่งให้ผู้ช่วยกรมโยธาธิการดู พร้อมทั้งพิจารณารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แล้วปล่อยให้เขาไปจัดการต่อ
ตอนนี้ก็ใกล้จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ไม่เหมาะที่จะเริ่มการก่อสร้าง พวกเขาจึงตกลงกันว่าจะย้ายไม้ดอกไม้ประดับในจวนออกไปก่อนส่วนหนึ่ง พอให้มีพื้นที่ว่าง รอจนถึงฤดูใบไม้ผลิค่อยเริ่มการก่อสร้างอย่างเป็ทางการ
ซึ่งก็หมายความว่าหวาชิงเสวี่ยมีเวลาเตรียมตัวตลอดฤดูหนาว
นางกำหมัด ถูไม้ถูมือ รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกำลังจะทำภารกิจสำคัญสำเร็จ
หวาชิงเสวี่ยไม่เคยคิดว่าแค่ความรู้เคมีและฟิสิกส์ระดับมัธยมปลาย จะสามารถสอนให้ใครกลายเป็นักเคมีหรือนักฟิสิกส์ขึ้นมาได้
แต่ นางก็รู้สึกว่านางได้หว่านเมล็ดพันธุ์เอาไว้แล้ว
ตราบใดที่เมล็ดพันธุ์นี้ยังอยู่ ไม่ช้าก็เร็ว มันก็จะงอกเงยและเติบโตบนผืนแผ่นดินต้าฉี และกลายเป็ต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรง!
...
ข่าวที่ซือปิงฟูเหรินจะเปิดสำนึกศึกษาได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองเซิ่งจิงอย่างรวดเร็วราวกับสายลม
ไม่ว่าจะเป็ชนชั้นสูงหรือคนธรรมดา ต่างก็พูดคุยกันว่า สำนักศึกษาของซือปิงฟูเหรินจะเป็อย่างไร?
ผู้คนในยุคนี้ไปเรียนที่สำนักศึกษาก็เพื่อไปสอบเข้ารับราชการ แล้วสำนักศึกษาของซือปิงฟูเหรินเล่า? ไปเรียนที่นั่นแล้วจะทำสิ่งใดได้?
ตีดาบคมๆ สักเล่ม?
ทำธนูที่ประณีตสักอัน?
เื่พวกนี้ ไม่ใช่แค่เรียนกับช่างฝีมือสักสองปีก็ทำเป็แล้วหรือ?
ไม่เคยได้ยินเลยว่าต้องตั้งสำนักศึกษาขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับเื่เ่าั้
ไม่ว่าอย่างไร คนส่วนใหญ่ก็คาดหวังกับสำนักศึกษาแห่งนี้มาก โดยเฉพาะชาวบ้านทั่วไป
เพราะหวาชิงเสวี่ยได้กันพื้นที่ส่วนหนึ่งออกมา เปิดโรงเรียนสำหรับเด็กเล็กเหมือนโรงเรียนประถมที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนมัธยมสมัยใหม่ ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ถ้ามีความสามารถอยู่ในเกณฑ์ที่ดี พอสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็มีโอกาสได้รับการคัดเลือกให้เข้าเรียนในสำนักศึกษาต่อไปได้ด้วย
ท่ามกลางความเห็นต่างมากมาย การปรับปรุงจวนพักส่วนตัวก็ดำเนินไปอย่างเป็ระเบียบ
ส่วนหวาชิงเสวี่ยก็เริ่มเตรียมการในส่วนของตำราเรียน
นางเตรียมกระดาษ ดินสอถ่าน ไม้บรรทัด และอุปกรณ์การเขียนอื่นๆ จำนวนมาก
หลูเจิ้งชิงก็ย้ายเข้ามาอยู่ในจวนพักส่วนตัวด้วยเสียเลย
เขาทำการตรวจร่างกายครั้งสุดท้ายให้กับหวาชิงเสวี่ย เพื่อยืนยันว่านางมีสุขภาพแข็งแรงดี แล้วภายใต้การจับตาดูของฟู่ถิงเย่ หวาชิงเสวี่ยก็เริ่มเขียนตัวอักษรตัวแรกออกมา...
ทุกคนจดจ่ออยู่ที่นางอย่างเคร่งเครียด กลัวว่านางจะเป็อะไรขึ้นมา
เวลาค่อยๆ ผ่านไป ความเร็วในการคัดลอกของหวาชิงเสวี่ยก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หน้ากระดาษสีขาวสะอาดเต็มไปด้วยตัวอักษรสีดำจากดินสอถ่าน
ทุกอย่างเป็ไปอย่างราบรื่น
นางคัดลอกบทแรกของตำราเรียนจบ ก็วางดินสอลง แล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก พูดอย่างตื่นเต้นว่า “ด้วยความเร็วแบบนี้ อีกไม่นานข้าคงคัดลอกทั้งหมดได้ในเร็วๆ นี้แหละ!”
ฟู่ถิงเย่เดินเข้ามาดู พบว่าตัวอักษรบนกระดาษนั้นแปลกประหลาด บางตัวดูคล้ายอักษรของต้าฉี บางตัวก็ไม่ใช่ แถมยังมีสัญลักษณ์ประหลาดแทรกอยู่ด้วย
“หลังจากคัดลอกเสร็จทั้งหมดแล้ว ก็จะเรียบเรียงใหม่อีกครั้ง” หวาชิงเสวี่ยอธิบาย
ไม่ใช่เพียงแค่ตัวอักษรที่ต้องเขียนใหม่ แต่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมก็ต้องตัดทอนออกไป ยกตัวอย่างเช่น การเคลื่อนที่ของโมเลกุลความร้อนในตำราเรียนวิชาฟิสิกส์ ประสิทธิภาพเชิงความร้อน แรงดันไฟฟ้า ความต้านทานไฟฟ้า และอื่นๆ สำหรับคนในยุคนี้แล้ว มันเป็เื่ไกลตัวเกินไป
อย่างน้อยก็ต้องรอให้นางคิดค้นไฟฟ้าขึ้นมาได้ก่อน จึงจะอธิบายหลักการเ่าั้ได้กระมัง?
ถึงแม้นางจะอยากนำพาคนให้ก้าวหน้า แต่ถ้าก้าวหน้าเร็วเกินไปก็อาจจะล้มเสียก่อน
หวาชิงเสวี่ยเขียนต่อไปอย่างกระตือรือร้น
ฟู่ถิงเย่เห็นว่านางไม่เป็อะไรจริงๆ จึงวางใจได้ เขายังมีงานราชการที่ต้องไปจัดการ ก่อนออกไป เขาก็กำชับให้หลูเจิ้งชิงคอยระวังสุขภาพของหวาชิงเสวี่ย และให้นางพักผ่อนตามเวลา
หลูเจิ้งชิงก็ไม่กล้าประมาท
ขณะที่หวาชิงเสวี่ยคัดลอก เขาก็คอยเฝ้าอยู่ข้างๆ ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกเกรงใจเขามาก “มู่อวี่กำลังตั้งครรภ์ ้าคนคอยดูแลแน่ๆ”
เมื่อฟู่ถิงเย่ไปแล้ว ทั้งสองคนก็พูดจาเป็กันเองมากขึ้น หลูเจิ้งชิงยิ้มแล้วบอกว่า “เมื่อใดที่เ้าหยุด เมื่อนั้นข้าถึงจะกลับ”
การให้นางหยุดคงเป็ไปไม่ได้ แต่การที่หญิงตั้งครรภ์ไม่ได้เจอหน้าสามีเลยทุกวันก็ดูเหมือนจะไม่เหมาะสม
หวาชิงเสวี่ยกัดปลายดินสอ แล้วเสนอว่า “เช่นนั้นให้มู่อวี่ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันเลยดีหรือไม่?”
หลูเจิ้งชิงชะงักไป กำลังจะปฏิเสธ แต่กลับหยุดชะงัก
ดูเหมือนว่า...มันจะเป็ความคิดที่ดีนะ?
แบบนี้เขาก็ดูแลทั้งสองคนในเวลาเดียวกันได้แล้ว
คนโบราณถือเื่การให้หญิงตั้งครรภ์ย้ายที่อยู่ กลัวว่าเดินทางไปไหนมาไหนแล้วจะชนอะไรเข้า แต่เขาเป็คนยุคปัจจุบัน ย่อมรู้ว่าคำพูดเหล่านี้ไร้สาระ
ยิ่งกว่านั้นหลัวมู่อวี่กับหวาชิงเสวี่ยก็คุยกันถูกคอมาโดยตลอด หากให้นางย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน นางจะต้องเห็นด้วยแน่นอน
เพียงแต่ว่า...
หลูเจิ้งชิงอดไม่ได้ที่จะมองไปยังหวาชิงเสวี่ย
นางกำลังก้มหน้าก้มตาคัดลอกอีกครั้ง สีหน้าสงบเสงี่ยม ไม่แสดงความทุกข์ใจ ราวกับไม่เคยรู้จักเื่ทุกข์ใจของโลกภายนอก
แต่ทั้งหมดนี้ย่อมตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าหวาชิงเสวี่ยจะต้องไม่เป็อะไร
หากนางเป็อะไรขึ้นมา ใครจะรับประกันได้ว่าฟู่ถิงเย่จะไม่โกรธเขา พอถึงตอนนั้น หากหลัวมู่อวี่ที่กำลังตั้งครรภ์ต้องใกลัว…
หลูเจิ้งชิงไม่กล้าคิดต่อไปอีกแล้ว
ได้แต่หวังว่า การที่หวาชิงเสวี่ยใช้ชิปในครั้งนี้ จะผ่านไปได้อย่างปลอดภัย...
...
ในพระราชวังอันโอฬารงดงาม ไทเฮาก็ขว้างถ้วยชาแตกไปอีกชุดหนึ่ง
“สตรีเปิดสำนักศึกษา?!” เจิ้งซูเหวินรู้สึกปวดหัวจนแทบะเิ “เขาคิดจะทำอะไรกันแน่? จะทำอะไรกันแน่?! แล้วผู้อื่นเล่า? ปล่อยให้ฝ่าาทำตามอำเภอใจได้อย่างไร?!”
จื่อหว่านก้มหน้าตอบเบาๆ ว่า “เป็ฎีกาที่แม่ทัพฟู่กราบทูลขึ้นไป แม้เหล่าขุนนางจะไม่พอใจ แต่ก็คงไม่กล้าพูดอะไรกระมังเพคะ…”
——————————————————————
[1]ส่งสัญญาณไฟหลอกลวงขุนนาง(烽火戏诸侯)เป็สำนวนที่มาจากเื่ของโจวโยวอ๋องที่เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์โจวตะวันตก เพื่อเอาใจหญิงงามอย่างเปาซือ เขาถึงได้แกล้งจุดไฟที่หอคอยส่งสัญญาณหลายครั้งเพื่อแกล้งให้พวกโหวเข้าใจผิดและส่งกองทัพมา เนื่องจากนี่เป็วิธีส่งสารในสมัยโบราณ เป็ที่รู้กันว่าหากมีไฟจุดขึ้นบนหอคอยเท่ากับว่ามีศัตรูมาโจมตี บรรดาโหวทั้งหลายก็จะนำกำลังมาช่วยเหลือ แต่เมื่อเขาแกล้งเช่นนี้บ่อยครั้งเข้า ถึงเวลาที่มีศัตรูบุกเข้ามาจริงๆ บรรดาโหวทั้งหลายก็เข้าใจว่าถูกแกล้งอีกครั้งจึงมาช่วยเหลือไม่ทัน
