“ฮูหยินกินยาและหลับไปแล้วเ้าค่ะ ถึงร่างกายยังอ่อนแอ แต่ท่านสดชื่นเบิกบานขึ้นมากเ้าค่ะ” ตู้เจวียนตอบ
พักนี้นางติดตามไป๋เซียงจู๋ออกไปรักษาผู้คน ได้ซึมซับเรียนรู้อะไรหลายอย่าง หากไม่เห็นด้วยตาตัวเอง จนวันนี้ตู้เจวียนคงยังไม่อยากจะเชื่อ จู่ๆ คุณหนูที่นางติดสอยห้อยตามใกล้ชิดั้แ่วัยเยาว์ก็รู้วิชาแพทย์ขึ้นมา ซ้ำยังแตกฉานเป็เลิศ เรียกได้ว่าหาตัวจับยาก
นางเคยสงสัยอยู่เหมือนกัน ถึงกระนั้นกลับไม่คิดจะถาม สำหรับนาง คุณหนูมีความลับมากมายเหลือเกิน ทว่านางไม่คิดซักไซ้แม้ใคร่รู้ก็ตาม ขอแค่ได้ทำหน้าที่ของตนให้ดีพร้อม เคียงข้างคุณหนูเสมอก็เพียงพอแล้ว
ไป๋เซียงจู๋พยักหน้ารับ ไป๋ซื่อเคยชินกับการเก็บเนื้อเก็บตัว นางจึงถือโอกาสนี้หลบพวกอวี๋ซื่อไปช่วยมารดาถอนพิษได้สะดวก
เมื่อใดที่ท่านแม่กลับมาแข็งแรง เส้นทางที่ตนปูไว้ก็เสร็จสมบูรณ์ เมื่อนั้นจะได้เวลาให้ท่านพ่อกับท่านแม่พบกันอีกครั้ง
เพียงคิดถึงตรงนี้ ไป๋เซียงจู๋ก็ยิ้มออกแล้ว นางต้องแข็งแกร่งกว่าเก่า แกร่งพอที่แม้มารดานางสมรสเข้าจวนเหิงชินอ๋องไปแล้วก็ยังมีกองหนุนทรงพลังอย่างนางคอยค้ำจุน
พอเห็นขนมดอกสนในจาน ไป๋เซียงจู๋ไม่มีความอยากกินเลยสักนิดเดียว ภายในใจยิ่งอึดอัดเหลือแสน ต้องรอจนกว่าจะชนะาจริงๆ หรือ ต้องรอจนได้รับสมรสพระราชทานแล้วค่อยหาวิธีถอนหมั้นจริงๆ หรือ
เป็รองแบบนี้ มิใช่วิถีของไป๋เซียงจู๋
“คุณหนู นายหญิงส่งคนมาแจ้งว่าให้ทุกคนไปพบกันที่เรือนเหอเซียงหลังอาหารเย็นเ้าค่ะ”
สี่เชวี่ยวิ่งเข้ามาจากด้านนอก ส่งสารต่อให้แก่ไป๋เซียงจู๋
เมื่อได้ยินดังนั้น ไป๋เซียงจู๋พลันตะลึงงัน ไฉนจู่ๆ ท่านยายจึงเรียกทุกคนไปพบเล่า ข่าวท่านน้าสามช่วยชีวิตฮ่องเต้มาถึงแล้วหรือ พอคิดดูอีกที ไม่ใช่นี่นา ่เวลาไม่ถูกต้อง นางจำได้ชัดเจนว่าข่าวนี้มาถึงเมืองหลวงในวันที่ยี่สิบแปดเดือนล่า [1] ก่อนวันตรุษ หรือเป็เพราะการเกิดใหม่ของนางเอง วันวันนี้จึงมาถึงก่อนกำหนด?
“ตู้เจวียน ่นี้ข้างนอกมีข่าวล่าสุดจากชายแดนบ้างไหม” ไป๋เซียงจู๋ทำทีถามตู้เจวียนที่อยู่ข้างๆ เหมือนไม่ได้ตั้งใจ
“... เรียนคุณหนู นอกจากข่าวฮ่องเต้กับองค์ชายสามและองค์ชายเจ็ดถูกปิดล้อมเมื่อคราวก่อน จนทุกวันนี้ด่านหน้าชายแดนยังไม่ส่งข่าวใหม่มาเลยเ้าค่ะ” ตู้เจวียนตอบหลังนึกอยู่ครู่หนึ่ง
“อ๋อ...” ไป๋เซียงจู๋ผงกศีรษะ จิตใจเริ่มสงบลง หวนกลับมาขบคิดต่อไป ดูเหมือนนางไม่ได้จำผิดแต่อย่างใด ่เวลาที่น้าสามช่วยฮ่องเต้ก็ไม่ได้เลื่อนเข้ามาใกล้ ดังนั้นท่านยายไม่ได้เรียกทุกคนไปเพราะเื่นี้อย่างแน่นอน พอรู้ว่าสิ่งที่นางกังวลที่สุดในอดีตไม่ได้เกิดขึ้นล่วงหน้า ไป๋เซียงจู๋ก็โล่งอก แม้แลดูใจร้ายใจดำไปสักหน่อย ทว่าตอนนี้นางไม่อยากได้ยินข่าวการช่วยเหลือองค์จักรพรรดิทั้งที่เื่การหมั้นหมายยังไม่เรียบร้อยดี มิเช่นนั้นท่านยายคงไม่กล้าตบแต่งนางให้ใครสุ่มสี่สุ่มห้าแล้ว
หลังมื้อค่ำ ไป๋เซียงจู๋สวมเสื้อคลุมที่อวี๋ซื่อสั่งตัดให้นางกับไป๋ชิงโหรว ต้องยอมรับว่าของที่ได้มาจากคราวซวยของพวกนางนี่ไม่เลวเลยทีเดียว หนนี้อวี๋ซื่อไม่คิดเล่นตุกติกกับเสื้อคลุมและเสื้อนอกเพราะท่านยายออกปากด้วยตนเอง จึงสั่งทำให้ไป๋ชิงโหรวกับนางคนละชุดจริงๆ ท่อนบนมีเสื้อคลุม ท่อนล่างมีรองเท้านวม
ทว่าของไป๋ชิงโหรวนั้นเป็สีแดงสด และหนังบนเสื้อคลุมของนางยังมาจากจิ้งจอกเพลิงที่หาได้ยากยิ่ง ในขณะที่ของตนเป็เพียงหนังจิ้งจอกขาวธรรมดา แต่ส่วนหางสีขาวสะอาดเสมอกัน ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้อวี๋ซื่อเลือกของถูกๆ มาเพื่อตบตาคนอื่นเท่านั้นเอง อย่างน้อยไป๋เซียงจู๋ก็เจนโลกพอ แค่เห็นแวบแรกก็รู้แล้วว่านี่ไม่ใช่ขนจิ้งจอกพันธุ์แท้ ถึงกระนั้นมีย่อมดีกว่าไม่มี และมันยังอุ่นดีอีกด้วย
เสื้อคลุมของไป๋ชิงโหรวเป็สีแดงสดก็เพื่อขับเน้นหางนั่นให้โดดเด่น ตู้เจวียนเล่าว่าสวยสะดุดตายิ่งนัก แต่ของนางกลับเป็ปกขนสีขาว ด้านล่างสีดำสนิท ตอนแรกที่ได้รับตู้เจวียนถึงกับบ่น บอกว่าคุณหนูของตนยังสาวยังแส้ ไยจึงส่งเสื้อคลุมสีมืดมนเช่นนี้มาให้ ใครจะรู้ว่าเมื่อเสื้อคลุมสีดำตัวนี้อยู่กับไป๋เซียงจู๋แล้ว มันทำให้นางแผ่กลิ่นอายน่าพิศวงออกมา ในความงามเพริศพรายแฝงด้วยความทระนงและความลึกลับ ถือเป็โชคดีที่ไม่ได้คาดคิดไว้
เสื้อคลุมนี่มาถึงตั้งนานแล้ว ดอกบ๊วยของจวนมู่ก็เริ่มผลิบาน ทว่ากลับไม่ได้ยินข่าวคราวเื่จะจัดงานเลี้ยงชมดอกบ๊วยเลย ไป๋เซียงจู๋ยิ้มกริ่ม ไป่ซื่อไม่ใช่คนโง่ บัดนี้าอยู่ในภาวะฉุกเฉิน คณะของฮ่องเต้ถูกข้าศึกปิดล้อม ย่อมมิบังอาจจัดงานรื่นเริงใดๆ เว้นเสียแต่ไม่สนว่าจะมีใครแทงข้างหลังนาง
ไป๋เซียงจู๋เป่าลมหายใจอุ่นรดมือ อากาศหนาวเย็นขึ้นทุกวันแล้ว ขณะกำลังเดินไปยังเรือนเหอเซียง รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างลอยมาตกบนศีรษะตน
นางเงยหน้าขึ้นมอง เกล็ดหิมะมากมายนับไม่ถ้วนโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าท่ามกลางแสงไฟในสวน
หิมะตกแล้ว หิมะตกอีกแล้ว หิมะหนนี้ตกลงมาหนักและรวดเร็วเหลือเกิน ทำให้ไป๋เซียงจู๋ตั้งตัวไม่ทัน
เมื่อครู่ยังประปรายอยู่เลย แต่เพียงชั่วพริบตาหิมะก็ปกคลุมทั่วพื้นดินแล้ว
หิมะตกหนักโดยไม่มีลมพัดพา ร่วงหล่นลงมาด้วยน้ำหนักของมันเอง ไป๋เซียงจู๋ยื่นมือออกไปรับ ไม่นานนักก็มีหิมะละลายอยู่บนฝ่ามือของนาง พอเห็นหิมะเหล่านี้แล้ว ไป๋เซียงจู๋เหม่อลอยไปเล็กน้อย ชาติก่อนนางถูกคุมขังในคุกใต้ดินอันหนาวเหน็บ แต่ละวันของนางกับลูกในท้องที่อยู่ในนั้น มีหลายคราที่หิมะข้างนอกลอยเข้ามาผ่านลูกกรงเหล็กหน้าต่างรับแสงของคุกใต้ดิน เย็นะเืเหลือเกิน
หัวใจของนางเจ็บแปลบ แม้ตอนนั้นรู้สึกทุกข์ทรมานมาก ทว่ามีลูกน้อยของนางอยู่เคียงข้างมาโดยตลอด สุดท้ายนางกลับไร้กระทั่งเรี่ยวแรงที่จะปกป้องเขา
ั์ตาของนางฉายความโศกเศร้าสุดหัวใจ จิตใจที่จมอยู่ในภวังค์ยิ่งลอยล่องไกลออกไป
“คุณหนู คุณหนูเ้าขา คุณหนูเป็อะไรไปเ้าคะ”
นางไม่เคยเห็นความโศกเศร้าเช่นนี้จากคุณหนูมาก่อน ราวกับว่าบรรยากาศโดยรอบกลายเป็น้ำแข็งเย็นเฉียบกะทันหัน ทำให้ตู้เจวียนต้องโพล่งเรียกด้วยความใ คุณหนูของนางเป็อะไรกันแน่ ทำไมถึงเศร้าขนาดนี้เล่า
“ไม่มีอะไรหรอก แค่เจ็บตานิดหน่อยน่ะ” ไป๋เซียงจู๋รู้สึกตัวอีกครั้ง พยายามปิดบังความเศร้าที่กำลังแผ่ซ่านทั่วหัวใจ รอยยิ้มบางประดับดวงหน้า พลันสดใสดุจดังดอกไห่ถังนับหมื่นบานสะพรั่ง งามเสียจนละสายตาไม่ได้
“ตามหมอมาตรวจไหมเ้าคะ” พอสี่เชวี่ยแนะนำดังนี้ ตู้เจวียนที่อยู่ข้างๆ ก็หลุดหัวเราะทันที
“คุณหนูของพวกเราเป็หมอนะ ยังต้องตามหมอมาตรวจอีกหรือ”
ถึงกระนั้นตู้เจวียนก็ยังคงห่วงไป๋เซียงจู๋อยู่ดี ไป๋เซียงจู๋กลับส่ายหน้า เมื่อครู่นี้ตนลืมตัวไปหน่อย ทำเอาทั้งสองคนตกอกใแย่
ตอนยื่นมือออกไปจับหิมะที่กำลังโปรยปรายลงมาพวกนั้น มันเหมือนในตอนนั้นมิมีผิด สิ่งที่ต่างไปคือชาตินี้นางจะไม่ปล่อยให้ตัวเองทนทุกข์ทรมานแบบนั้นอีกเป็อันขาด และสำหรับความพยาบาทในอดีตชาติ นางจะตอบแทนคืนเป็พันเท่าอย่างช้าๆ !
เมื่อเห็นคุณหนูยื่นมือออกไปััหิมะ สาวใช้ทั้งสองต่างทำตามด้วยความสงสัย ทว่าหลังรู้สึกถึงความเย็นเฉียบแล้ว พวกนางชักมือกลับทันทีทันใด อีกทั้งจัดแจงเก็บมือของไป๋เซียงจู๋ไว้ใต้แขนเสื้อ
“คุณหนู บ่าวจะไปเอาร่ม พวกเรากางร่มไปดีกว่าเ้าค่ะ” สี่เชวี่ยหันหลังกลับไปหยิบร่มกระดาษมา
ตู้เจวียนมองไปยังไป๋เซียงจู๋ที่ยืนท่ามกลางหิมะ ได้แต่คิดว่าใบหน้าที่งามหยาดเยิ้มอยู่แล้วของนางยิ่งงามเข้าไปอีกในทัศนียภาพนี้
นวลแก้มนางขาวผุดผ่องเสียยิ่งกว่าหิมะ ั์ตาพร่างพราว ริมฝีปากแดงสดสวย อยู่ในชุดคลุมสีดำ งามตราตรึงกว่าทั้งฤดูเหมันต์
เชิงอรรถ
[1]腊月 เดือนล่า คือ เดือนที่สิบสองตามปฏิทินจันทรคติจีน
