“มานั่งอยู่ตรงนี้เองรึพระพาย” คุณเอื้องฟ้า เดินตามหาลูกชายอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเดินมาที่เรือนเล็กริมน้ำ มองดูพระพายกำลังนั่งอ่านตำราราชการที่วางกองอยู่สองสามเล่มด้วยสายตาเอ็นดู
“คุณแม่ มีอันใด ถึงได้มาด้วยตัวเอง มิให้บ่าวตาม” เขาวางหนังสือแล้วขยับกายนั่งตัวตรง พลางส่งยิ้มให้มารดา บ่าวรับใช้สองคนน้ำถาดที่มีอุปกรณ์กรองมาลัยมาวางด้านข้าง
“หาได้มีอันใด แม่เหงา เลยอยากหาเพื่อนคุย” คุณเอื้องฟ้าหันไปหยิบดอกไม้กรองมาลัยช้าๆ พลางเหลือบมองลูกชายสองสามครั้ง
“คุณแม่พูดกับลูกมาตรงๆ เถิด” ชายหนุ่มอมยิ้ม เขาพอคาดคะเนกิริยาของมารดาออกว่า เธอคงมีเื่อยากเลียบเคียงถาม จึงยอมลงทุนหอบถาดมาลัยลงมาร้อยถึงเรือนริมน้ำเช่นนี้
“แก้วจันตา บุตรสาวของหลวงสุนทร แม่เห็นว่าควรแก่เ้า ลูกคิดเห็นประการใด” คุณเอื้องฟ้า ก้มหน้าร้อยมาลัยก่อนจะเหลือบมองหน้าลูกชาย แอบลุ้นอยู่ในใจให้พระพายเห็นดีด้วย
“หลวงสุนทร ที่เป็สหายของท่านพ่อรึขอรับ” พระพายนึกคุ้นชื่อก่อนจะเอ่ยถาม
“ใช่แล้ว แก้วจันตา ลูกกับน้องก็เคยพบหน้ากันอยู่บ้าง หากตอนนั้นต่างเยาว์วัยด้วยกันทั้งคู่ ประเดี๋ยวเดียวโตเป็หนุ่มเป็สาวกันไปเสียหมด ลูกจำได้ฤาไม่”
“ใช่เด็กผมจุก ที่มาวิ่งอยู่หน้าเรือนกับบ่าวไพร่ฤาไม่ขอรับ” คุณเอื้องฟ้าถอนหายใจ ก่อนยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
“เป็หญิงผู้นั้น แม่มีโอกาสได้พบกับแก้วจันตาอย่างบังเอิญในงานพิธีบุญ ช่างงามนัก กิริยาอ่อนช้อย ถือว่าผู้ใหญ่อบรมมาเป็อย่างดี ไม่มีดีดกะโหลกเช่นกาลก่อน” พระพายหลุดหัวเราะออกมา เมื่อนึกถึงเด็กสาวที่เล่นขี่ม้าก้านกล้วยคล้ายกับเด็กผู้ชาย
“เ้าอย่าทำเป็หัวเราะไปเชียว เมื่อใดได้พบหน้าน้อง เ้าจักหัวเราะไม่ออกพระพาย” คุณเอื้องฟ้ากล่าวเตือนบุตรชาย ที่กำลังทำท่าขันจนตัวโยน
“แม่บอกให้ท่านพ่อ ชวนหลวงสุนทรมาเยี่ยมเรือนของเรา เมื่อถึงเวลาเ้าจักได้พบหน้าน้อง”
“มิทันใด แม่จักหาคู่ให้ข้าแล้วรึ” ชายหนุ่มขยับกายเข้าไปกอดมารดาพร้อมกับพูดออดอ้อน
“เ้าควรมีหลาน ข้าอยากได้หลาน”
“หากท่านพ่อท่านแม่เห็นควรข้าก็ไม่ขัด” คุณเอื้องฟ้ายิ้มกว้างออกมาหลังจากชายหนุ่มตอบรับ พระพายเป็บุตรคนเดียวของตระกูลหากแต่ไม่เคยทำให้ผู้เป็มารดาผิดหวัง เื่มวยเื่ดาบก็เก่งกว่าใคร เื่เรียนหนังสือก็เรียนจนได้ทำงานราชการเคียงคู่บิดา ขาดแต่คู่ครองที่คุณเอื้องฟ้าจะหาให้เทียมกัน
“กลิ่นจันทร์ ตื่นๆ” เสียงกระซิบของอีนวลปลุกเรียกยามดึก ในขณะที่ทุกคนนอนหลับไม่ได้สติ
“อะไรพี่ ข้าจักนอน” กลิ่นจันทร์งัวเงียหันมาขยี้ตาบอก ก่อนจะผล็อยหลับไปอีกอย่างไม่สนใจ
“ไปกับข้า แม่เอ็งมารอพบอยู่นอกเรือน” อีนวลกระซิบ พลางลากกลิ่นจันทร์ออกจากห้อง แสงไฟอ่อนๆ จากตะเกียงที่จุดไว้ตามมุมต่างๆ ทำให้เห็นร่างไหวๆ ของสองคนเดินลัดเลาะไปทางหลังบ้านด้วยท่าทางพิรุธ
“ขอบน้ำใจเอ็งนักนังนวล หากข้าไม่ได้เอ็งคงไม่ได้คุยกับกลิ่นจันทร์” หลังจากอีนวลพากลิ่นจันทร์ลักลอบมาหามารดา หญิงชราก้มหน้าขอบคุณอีนวลอย่างซึ้งน้ำใจ นางกล่ำมาดักคอยลูกสาวเป็เวลานานถึงสองคืน หากไม่ได้อีนวลอาจลำบากกว่านี้
“ไม่เป็ไรจ้ะ ข้าเต็มใจ แต่อย่าคุยกันนานนัก กลิ่นจันทร์ข้าจักกลับไปนอนรอเอ็ง หากใครถามว่าไปไหนมา เอ็งก็บอกไปเยี่ยว จักได้ตรงกับข้าเข้าใจฤาไม่” อีนวลหันไปเตี๊ยมกับกลิ่นจันทร์ ก่อนจะเดินมองซ้ายมองขวาแล้ววิ่งปรู๊ดกลับห้องไป
“เอ็งเป็อย่างไรบ้างอีกลิ่นจันทร์” หญิงชราถามลูกสาว พร้อมกับจับใบหน้าของกลิ่นจันทร์อย่างทะนุถนอม น้ำตามากมายมหาศาลพุ่งออกมาจากดวงตาของเธอ กลิ่นจันทร์พุ่งตัวเข้าโอบกอดมารดาด้วยความคิดถึง และดีใจเป็อย่างมาก หากแต่เมื่อนึกถึงความลำบากที่อยู่ในเรือนนี้ก็อดน้อยใจไม่ได้
“ข้าอยากกลับบ้าน แม่ช่วยข้าด้วย ข้าถูกทำร้าย” ใบหน้าเขียวช้ำของกลิ่นจันทร์ ช่วยย้ำคำของอีนวลได้อย่างดีหลังจากเล่าเื่ราวให้นางกล่ำฟัง นางกล่ำยังคงลูบแผลที่ใบหน้าของหญิงสาวด้วยความเ็ปปานขาดใจ
“เอ็งอดทนอีกนิดเดียว หากกลิ่นทิพย์แต่งงานกับไอ้หาญ ไอ้หาญมันสัญญาว่าจะหาเงินมาไถ่ตัวเอ็งจากเรือนนี้”
