แล้วก็เป็เช่นนั้นจริงๆ เมื่อผลคะแนนสอบกลางภาคประกาศออกมา แม้แต่ชวีเสี่ยวปอเองก็ยังคิดไม่ถึงเลย
เพื่อให้นักเรียนสะดวกในการค้นหารายชื่อ โหยวเจียจึงตัดสินใจพิมพ์ใบคะแนนออกมาติดไว้บนกระดานดำ ในตอนที่ชวีเสี่ยวปอไปเข้าห้องน้ำกลับมาก็ถูกซือจวิ้นเข้ามาขวางเอาไว้
“ปอเอ๋อร์ โคตรเจ๋งเลย !”
“ถึงฉันจะรู้อยู่แล้ว” ชวีเสี่ยวปอถูกเขาเขย่าอยู่ครู่หนึ่งจนตาลาย จึงยื่นมือออกไปห้ามเขาไว้ก่อน “แต่นายพูดมาก่อนได้ไหมว่ามันเื่อะไรกันแน่”
“คะแนนสอบไง” ซือจวิ้นดึงชวีเสี่ยวปอให้เดินไปยังหน้าชั้นเรียน ตอนนั้นยังมีเพื่อนในห้องอีกหลายคนกำลังมุงดูใบคะแนนอยู่เช่นกัน แต่เมื่อเห็นชวีเสี่ยวปอเดินเข้ามา พวกเขาก็ล้วนแต่หลีกทางให้ ยังไม่ทันได้รอให้ซือจวิ้นอธิบายให้เขาฟังก็มีคนพูดขึ้นมาก่อนแล้วว่า : “ครั้งนี้ชวีเสี่ยวปอะโขึ้นมาตั้งสิบกว่าอันดับแหนะ !”
“ฉันเหรอ ให้ตายเถอะ? ” ชวีเสี่ยวปอขยี้ลูกตา พร้อมทั้งขยับเข้าไปใกล้กับด้านหน้าขึ้นอีกหน่อย แล้วจึงมองหาชื่อของตัวเองบนใบรายชื่อ เขาชินกับการหาชื่อของตัวเองจากห้าอันดับสุดท้ายมาตั้งนานแล้ว แต่ในตอนนี้ที่เขามองไปยังตำแหน่งตรงกลางกลับรู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่ไม่น้อยเลยเช่นกัน
ยกเว้นวิชาภาษาอังกฤษวิชาเดียวที่ไม่ได้พัฒนามากนัก แต่ในวิชาอื่นๆ สำหรับชวีเสี่ยวปอแล้วถือว่าพัฒนาได้ก้าวะโไปมาเลยทีเดียว
“เก่งมาก” มีเสียงพูดอันแ่เบาดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“ชมอีกหน่อยสิ” ชวีเสี่ยวปอไม่ได้หันหลังไปดูก็รู้ว่าเป็เซี่ยเจิง ทั้งยังมองขึ้นไปยังบรรทัดบนสุดของรายชื่อ “ที่หนึ่งอีกแล้วเหรอคุณฟะ...เพื่อนร่วมโต๊ะ” ทันทีที่เขาเปิดปากก็เกือบจะพูดคำว่าแฟนออกมาแล้ว
“ไอ้คู่รักตัวติดกัน” ซือจวิ้นพูดขึ้นด้วยความรวดเร็ว ก่อนหน้านี้ซือจวิ้นก็สังเกตเห็นแล้วว่าทรงผมของทั้งคู่เปลี่ยนมาเป็แบบเดียวกันแล้ว จึงพูดกับชวีเสี่ยวปอไปว่า “พวกนายสองคนแอบแสดงความรักอะไรกันเนี่ย” ตอนนี้ก็ยังมาได้ยินคำพูดที่ชวีเสี่ยวปอตั้งใจจะพูดออกมาเข้าพอดีอีก
“นายว่าไงนะ? ” ชวีเสี่ยวปอมองด้วยสายตาพิฆาต
ซือจวิ้นยื่นแขนออกมาปิดที่หน้าอกทำท่าทางป้องกันตัว แล้วจึงมองไปยังเซี่ยเจิง พลางเอ่ยขึ้นว่า : “คงจะไม่ใช่ว่านายติวให้เขาหรอกใช่ไหม? ”
“ก็ไม่ใช่จริงๆ นั่นแหละ” เซี่ยเจิงพูดขึ้นพลางยื่นเครื่องดื่มในมือส่งให้ชวีเสี่ยวปอ “เมื่อกี้ตอนที่ไปห้องพักครู โหยวเจียยังชมนายด้วยนะ”
“จริงเหรอ? ” ชวีเสี่ยวปอรับเครื่องดื่มมา ทั้งยังเห็นว่าฝาขวดก็เปิดไว้เรียบร้อยแล้ว เขาจึงกระดกเข้าปากไปอึกใหญ่ “ชมฉันว่าไงบ้าง? ”
“พัฒนาขึ้นมาก ให้พยายามทำต่อไป” เซี่ยเจิงเลียนแบบน้ำเสียงของโหยวเจียได้อย่างเหมือนจริงมาก “แล้วก็ยังหวังว่าฉันที่เป็เพื่อนร่วมโต๊ะจะเป็ผู้นำที่ดี คอยช่วยเหลือนายต่อไป ทำให้นายก้าวขึ้นไปอีกขั้น”
“ขึ้นแท่นนอนที่อุ่นด้วยไฟมันเหนื่อยมากเลยนะ !” ชวีเสี่ยวปอหัวเราะเยาะตัวเองขึ้นมา แต่ก็ต้องบอกว่าอารมณ์ของการมีความสุขนั้นเขาไม่สามารถซ่อนมันเอาไว้ได้เลย
“คืนนี้ไปกินข้าวกันไหม? ” ทั้งสองคนเดินกลับเข้ามายังที่นั่ง ในขณะนั้นเซี่ยเจิงก็ถามขึ้นมาเสียงเบา
ั้แ่เจอโจวเจ๋อหยวนไปเมื่อครั้งที่แล้ว ทั้งสองคนก็ไม่ได้ออกไปไหนด้วยกันตามลำพังอีกเลย เมื่อพูดถึงเื่นี้ขึ้นมาชวีเสี่ยวปอเองก็ยังรู้สึกหวั่นใจอยู่ตั้งหลายวัน กลัวว่าความบ้าของโจวเจ๋อหยวนจะทำให้เขารีบไปที่บ้านของเซี่ยเจิง แต่โชคดีที่ตลอดระยะเวลาใน่นี้กลับสงบสุขไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้น ทั้งสองคนจึงสบายใจขึ้นมาได้ชั่วคราว
“คืนนี้เหมือนว่าจะไม่ได้อะ” ชวีเสี่ยวปอเกาศีรษะอย่างรู้สึกลำบากใจ “พ่อฉันฉลองวันเกิด ฉันต้องไปกินข้าวกับทางนั้น”
“อ๋อ” เซี่ยเจิงแสดงออกถึงความเข้าใจ ชวีเสี่ยวปอพูดถึงสถานการณ์ของทางฝั่งนั้นน้อยมาก และก็อาจเป็ไปได้ว่าเขาพยายามไม่ติดต่อกับทางฝั่งนั้นด้วย แต่ในตอนนี้ที่เขาพูดขึ้นมา นั้นก็หมายความว่าน่าจะถูกเรียกให้ต้องไป เซี่ยเจิงจึงพยักหน้า พร้อมทั้งกำชับออกไปว่า : “ถ้างั้นไปแล้วก็ทะเลาะกันล่ะ”
“ถ้าชวีจิ่งไม่มากวนฉันก่อนฉันก็ไม่หาเื่เขาหรอก” ชวีเสี่ยวปอยิ้มขึ้นมาอย่างมีเลศนัย อันที่จริงเขาเองก็ไม่กล้ารับประกันเหมือนกัน จึงทำได้เพียงพูดออกไปว่า : “หวังว่าจะเป็อย่างนั้น”
คงจะเป็เพราะชวีอี้เจี๋ยอายุมากแล้ว
เมื่อก่อนตอนที่ฉลองวันเกิด แต่ไหนแต่ไรก็ฉลองกันแค่เพียงทางฝั่งนั้น แต่สองปีมานี้ชวีอี้เจี๋ยมักจะเน้นย้ำเป็พิเศษว่า “ต้องให้ลูกชายทั้งสองคนมาอยู่ข้างๆ เขาด้วย”
แน่นอนว่าชวีเสี่ยวปอไม่ยินยอม เมื่อนึกถึงการถูกขังให้อยู่ในห้องเดียวกับทางบ้านนั้นตั้งหนึ่งชั่วโมง ทั้งในระหว่างนั้นยังต้องฟังชวีอี้เจี๋ยพูดพร่ำถึงเื่ราวเพ้อเจ้อเกี่ยวกับความรักในครอบครัวนั้นมีค่าที่สุดอะไรทำนองนั้นอีก ชวีเสี่ยวปอจึงอดไม่ได้ที่จะขนลุกขึ้นมาทั้งตัว
เมื่อปีที่แล้วที่ได้มาทานข้าวร่วมกัน ชวีจิ่งก็ “ไม่ระวัง” จนทำจานแตก ปีนี้เขาจะทำชามหรืออะไรแตกอีกหรือเปล่าล้วนไม่อาจทราบได้เลย
ทว่าเวินลี่ไม่เคยพูดอะไรถึงเื่ถึงนี้เลยสักครั้ง ทั้งยังไม่เคยห้ามอีกด้วย แต่ชวีเสี่ยวปอเคยถามความเห็นของเวินลี่อยู่ครั้งหนึ่ง ในตอนนั้นเวินลี่วางแก้วกาแฟลงไปบนโต๊ะอย่างแรง พร้อมทั้งเลิกคิ้วขึ้นมา : “ไปก็ไปสิ จะกลัวพวกเขาทำไม !”
ได้
ชวีเสี่ยวปอรู้ว่าแม่ของเขาก็ไม่อาจจะทำอะไรได้เช่นกัน
ทันทีที่เลิกเรียน ชวีอี้เจี๋ยก็ให้คนขับรถมารับชวีเสี่ยวปอไปส่งยังร้านอาหาร ในตอนที่ชวีเสี่ยวปออยู่ในลิฟต์เขาถอนหายใจยาวออกมา หลังจากที่เตรียมพร้อมมาพอสมควรแล้ว เขาจึงผลักเปิดประตูห้องวีไอพีเข้าไป
“สวัสดีครับคุณป้า”
เมื่อเดินเข้ามาในห้องก็เห็นชวีจิ่งกำลังเข้าไปใกล้ๆ กับแม่ของเขาพร้อมทั้งคุยอะไรสักอย่างกันอยู่ ชวีจิ่งยื่นโทรศัพท์มือถือให้เธอดู คิดว่าน่าจะเป็คลิปตลกอะไรสักอย่าง เพราะในขณะที่ดูเธอก็หัวเราะไปด้วย
แต่เสียงะโขึ้นมาของชวีเสี่ยวปอมันดูกะทันหันอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงแต่เสียงของความสนุกสนานที่เงียบลงไป เสียงหัวเราะของแม่ชวีจิ่งเองก็หยุดลงตามไปด้วย
มันช่างให้ความรู้สึกเหมือนถูกกดปุ่มหยุดเล่นชั่วคราวเอาไว้เสียจริงๆ
“อ่อ มาแล้วเหรอ” เธอยกเปลือกตาชำเลืองมอง น้ำเสียงฟังดูกลางๆ
คิดว่าจุดนี้ของชวีจิ่งคงจะได้รับการถ่ายทอดมาจากแม่ของเขา เพราะความไม่พอใจล้วนเขียนปรากฏขึ้นมาเต็มทั้งใบหน้า อีกทั้งไม่ได้เก็บซ่อนอารมณ์ของตัวเองเอาไว้เลยแม้แต่น้อย ส่วนชวีเสี่ยวปอเองก็รู้สึกชินกับสถานการณ์เช่นนี้มาตั้งนานแล้ว เพราะถึงอย่างไรโต๊ะก็ตัวใหญ่ขนาดนี้ และเขาเองก็เพียงแค่อยากอิ่มหนำสำราญในงานเลี้ยงแบบนี้สักครั้ง ต่างฝ่ายต่างไม่ยุ่งเกี่ยวกันก็เพียงพอแล้ว
ส่วนชวีจิ่งนั้น ทั้งสองคนไม่แม้แต่จะสบสายตาทักทายกัน จากนั้นชวีเสี่ยวปอจึงดึงเก้าอี้ออกมานั่งลง ในระหว่างรอชวีอี้เจี๋ยมาถึง เขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแชทคุยกับเซี่ยเจิง
“ฮัลโหลๆ ฮัลโหลเซี่ยเจิง”
“ได้รับการตอบรับ ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม? ” เซี่ยเจิงตอบกลับมาเร็วมาก ทั้งยังเล่นไปตามชวีเสี่ยวปออย่างมีความสุข
“พอได้ละมั้ง ก็แค่เื่นิดเดียวเอง” ชวีเสี่ยวปอไม่อยากคุยเื่นี้กับเซี่ยเจิง จึงเสริมขึ้นมาอีกประโยคหนึ่งว่า : “นายกินข้าวยัง? ”
ผ่านไปเพียงครู่เดียว เซี่ยเจิงก็ส่งรูปภาพมาหนึ่งรูป
เป็รูปเกี๊ยวขาวอ้วนที่ห่อเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่ได้ต้มวางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ
“แม่ฉันอยากกินเกี๊ยวน่ะ ไส้ต้นหอมหมูสับ”
“ฉันก็อยากกินเหมือนกัน” ชวีเสี่ยวปอเพิ่งจะกดส่งประโยคนั้นไป น้ำลายยังไม่ทันจะได้กลืนลงไป ในตอนนั้นเองก็ได้ยินเสียงชวีอี้เจี๋ยพูดขึ้นว่า “มาถึงกันครบแล้วเหรอเนี่ย ยังเช้าอยู่เลย” พร้อมทั้งเดินก้าวเข้ามาด้านใน
“พ่อครับ”
ชวีจิ่งเรียกทักทาย
ชวีเสี่ยวปอไม่ได้พูดอะไรขึ้นมา ในเวลาเช่นนี้เขาปิดปากเงียบเอาไว้จะดีกว่า เขาไม่อยากแย่งชวีจิ่งพูดคำนั้นขึ้นมาใน่เวลาที่ไล่เลี่ยกันเช่นนี้เลยสักนิด
แต่ถึงอย่างนั้น ชวีเสี่ยวปอก็เห็นแม่ของชวีจิ่งคลับคล้ายคลับคลาว่าจะมองบนขึ้นมา
ตามสบายเถอะ ชินแล้วละ
ถ้าหากสลับตัวกัน แม่ของชวีจิ่งก็น่าทึ่งอยู่ไม่น้อยเลยที่เธอสามารถอดทนร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับลูกชายของชู้ได้ แต่ชวีเสี่ยวปอกลับเชื่อว่า เธอได้งัดเอาความสุขุมเยือกเย็นและความสามารถทั้งหมดออกมา เพื่อมาเผชิญหน้ากับการทานอาหารในมื้อนี้
ผ่านไปเพียงไม่นานอาหารก็ถูกยกมาเสิร์ฟ ชวีเสี่ยวปอแทบจะไม่ได้ทานอะไรเลย โดยเฉพาะหลังจากเห็นรูปเกี๊ยวที่เซี่ยเจิงส่งมา เขาพยายามทานเพียงแค่ผักยำเครื่องเคียงจานเล็กที่อยู่ตรงหน้า ทั้งยังไม่ได้แตะอาหารจานอื่นเลยแม้แต่น้อย