เหตุการณ์พลิกผันอย่างไม่คาดคิด ซึ่งเกินความคาดหมายของทุกคน
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าโลงศพทมิฬจะลงเอยด้วยการตกอยู่ในมือของหนิงเทียนและหลิ่วิเยวี่ย
สีหน้าของจอมปราชญ์อวิ๋นจิ้งแข็งค้าง จ้องมองหนิงเทียนอย่างพินิจพิจารณาอยู่นาน ก่อนจะย้ายสายตาไปที่อวิ๋นชางเหยี่ย
ในฐานะยอดอัจฉริยะผู้เลื่องชื่อที่สุดในดินแดนหยวนซิง อวิ๋นชางเหยี่ยนั้นมีนามระบือไกลทั่วหล้า ทว่าครั้งแรกที่ขึ้นลานประมูลกลับถูกหนิงเทียนแย่งชิงความโดดเด่นไป สร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคนอย่างยิ่ง
ใบหน้าหล่อเหลาของอวิ๋นชางเหยี่ยปรากฏแววเย็นะเืขึ้นมาอย่างฉับพลัน หากไม่มีหนิงเทียนที่ร่วมมือกับหลิ่วิเยวี่ยเข้ามาแย่งชิง โลงศพทมิฬย่อมตกเป็ของเขา
ซูอวิ๋นโกรธจนตัวสั่นระริก เดิมทีนางหมายจะร่วมเขียนตำนานบทใหม่กับอวิ๋นชางเหยี่ย ทว่ากลับถูกหญิงร้ายกาจคนนั้นทำลายแผนการ
หากไม่เกรงใจสถานที่ ซูอวิ๋นคงะโด่าทอด้วยความโมโหไปแล้ว
เป่ยหวาเทียนอวิ๋นเองก็รู้สึกประหลาดใจกับผลลัพธ์นี้ไม่น้อย แต่เมื่อครุ่นคิดดูอีกครั้ง เขาก็คิดได้ว่าหากแม้กระทั่งอวิ๋นชางเหยี่ยกับซูอวิ๋นที่ร่วมมือกันยังพ่ายแพ้ การตกรอบของเขาก็คงไม่ใช่เื่สำคัญอันใดเสียแล้ว
ยามนี้ทุกคนจับจ้องหนิงเทียนและหลิ่วิเยวี่ย ต่างสงสัยว่าทั้งคู่พลิกสถานการณ์จากพ่ายแพ้กลับมาคว้าชัยชนะในวินาทีสุดท้ายได้อย่างไร?
หนิงเทียนมองหลิ่วิเยวี่ย หัวใจของเขาเต้นรัว สายตาของพวกเขาสื่อถึงความเข้าใจอันลึกซึ้ง เกิดเป็ความรู้สึกใกล้ชิดที่ยากจะอธิบาย
นี่เป็ครั้งแรกที่หนิงเทียนได้มองนางอย่างตั้งใจ ในยามที่สติของเขายังสมบูรณ์
กล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตสั่นะเื พลังลี้ลับหลั่งไหลผ่านมือของหนิงเทียนมุ่งสู่ใจของหลิ่วิเยวี่ย ราวกับสายน้ำอันอบอุ่นโอบอุ้มปลอบประโลมนาง
หลิ่วิเยวี่ยตื่นเต้นจนตัวสั่น มือของทั้งคู่ประสานแน่น จ้องมองกันด้วยสายตาเปี่ยมรัก ในที่สุดนางก็ััได้ถึงความคิดในใจของหนิงเทียนได้อย่างถ่องแท้
เขาไม่เกลียดนางอีกแล้ว เหลือเพียงความสงสัยและความสับสนเท่านั้น
หลิ่วิเยวี่ยขยับริมฝีปากเตรียมเอ่ยคำพูดบางอย่าง ทว่าเสียงของจอมปราชญ์อวิ๋นจิ้งกลับดังก้องขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ขอแสดงความยินดีกับพวกเ้าที่ร่วมมือกันคว้าโลงศพทมิฬไปได้ ยามนี้โลงศพทมิฬตกอยู่ในมือผู้ใดหรือ?”
หลิ่วิเยวี่ยสะดุ้งตื่น นางรีบก้มหน้าหลบสายตาของหนิงเทียน แล้วดึงมือของตนกลับคืนมา
ใจของหนิงเทียนรู้สึกอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะหันขวับมองไปยังจอมปราชญ์อวิ๋นจิ้ง แล้วพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ตัวโลงอยู่ในร่างของข้า ฝาโลงอยู่กับนาง แบ่งออกเป็สองส่วน”
จอมปราชญ์อวิ๋นจิ้งรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นพวกเ้าจำเป็ต้องนำอาวุธิญญาระดับสูงออกมาคนละหนึ่งชิ้น”
หนิงเทียนอดไม่ได้ที่จะด่าในใจ นี่คือการเอาเปรียบกันอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนหน้านี้ตกลงกันไว้ที่อาวุธิญญาระดับสูงชิ้นเดียว บัดนี้กลับกลายเป็สองชิ้นเสียแล้ว
เยี่ยหลิงหลานยิ้มอย่างสดใสพลางเอ่ยว่า “ยุติธรรมแล้ว อาวุธิญญาระดับสูงชิ้นนี้ ข้าขอมอบให้ท่าน”
เยี่ยหลิงหลานหยิบอาวุธิญญาระดับสูงออกมาแล้วมอบให้จอมปราชญ์อวิ๋นจิ้ง ขณะเดียวกันเทพธิดาเหยากวงก็เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ จึงควักอาวุธิญญาระดับสูงอีกชิ้นออกมาเช่นกัน
อวิ๋นชางเหยี่ยส่งเสียงฮึดฮัดเบาๆ ก่อนหันหลังจากไป
ซูอวิ๋นจ้องเขม่นใส่หนิงเทียนกับหลิ่วิเยวี่ยด้วยสายตาพิฆาต ก่อนจะจากไปอย่างไม่เต็มใจ
“ขอแสดงความยินดีกับพวกเ้าทั้งสอง การประมูลรอบแรกสิ้นสุดลงแล้ว เชิญถอยกลับไปเถิด”
หนิงเทียนมองหลิ่วิเยวี่ย หัวใจของเขาเต็มไปด้วยคำพูดนับพัน ทว่านางกลับมองเขาเพียงแวบเดียว ก่อนที่จะเหินกายจากไปอย่างเฉยเมย
หนิงเทียนอยากจะรั้งนางมาถามไถ่ แต่เสียงของอาจารย์กลับดังก้องอยู่ในหัวของเขา
“กลับมาก่อน”
หนิงเทียนก้มหน้าก้มตาแล้วกลับมาหาเยี่ยหลิงหลานอย่างเงียบงัน
“ท่านอาจารย์ เมื่อครู่...”
เยี่ยหลิงหลานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ยามคนนอกมองเข้ามาย่อมเห็นภาพแจ่มชัดกว่าผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ นางไม่ยอมเอ่ยคำใดย่อมมีเหตุผลอันควร และการที่นางมาปรากฏตัวที่นี่ก็ถือว่าเกินความคาดหมายแล้ว”
หนิงเทียนถามด้วยความสงสัย “ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
เยี่ยหลิงหลานอธิบายต่อว่า “ย้อนไปในอดีต ซูิเยวี่ยเคยถูกเทพธิดาเหยากวงนำตัวออกจากเมืองเสวียนซาน ต่อมานางก็กลายเป็ศิษย์ซิงซิว แต่เ้าสังเกตหรือไม่ว่าซูิเยวี่ยนั้นเป็ศิษย์ของตำหนักดาวเหนือ มิใช่ศิษย์โดยตรงของเทพธิดาเหยากวง?”
หนิงเทียนครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยถามว่า “แล้วทำไมเทพธิดาเหยากวงถึงไม่รับนางเป็ศิษย์เล่า?”
“นั่นเพราะซูิเยวี่ยสูญเสียร่างหยินบริสุทธิ์ไปแล้ว สิ่งนี้ถือเป็อัปมงคลต่อวังดารา และหมายความว่านางยากจะก้าวหน้าได้ไกล”
หนิงเทียนอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะรู้สึกผิดขึ้นมาทันใด หากซูิเยวี่ยไม่ทุ่มเทสละร่างกายเพื่อช่วยเขา นางคงไม่สูญเสียความบริสุทธิ์
“แล้วเหตุใดนางถึงปรากฏตัวที่นี่อีกครั้งพร้อมกับเทพธิดาเหยากวงได้เล่า?”
เยี่ยหลิงหลานเอ่ยว่า “เด็กโง่ คราก่อนซูิเยวี่ยก้าวเข้าสู่ขอบเขตเปลี่ยนผ่าน และสร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งยุทธภพด้วยพร์อันล้ำเลิศของร่างกายที่สามารถบ่มเพาะได้สองสาย ซึ่งหาได้ยากยิ่งในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์นี้ย่อมดึงดูดสายตาจากวังดาราให้จับจ้อง ครานี้การที่เทพธิดาเหยากวงพานางมาที่นี่ นั่นเพราะประสงค์ที่จะเข้าใจนางให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทว่าเมื่อพิจารณาจากปฏิกิริยาของซูิเยวี่ยแสดงให้เห็นว่านางเคารพเทพธิดาเหยากวง แต่ทั้งสองยังไม่สนิทชิดเชื้อกัน นั่นจึงทำให้นางไม่อยากให้วังดารารู้ถึงความสัมพันธ์ของระหว่างเ้ากับนาง ด้วยเกรงว่าวังดาราจะคิดร้ายต่อเ้า”
หนิงเทียนขมวดคิ้ว หากเป็ดังคำอาจารย์กล่าวจริง นั่นหมายความว่าหลิ่วิเยวี่ยคิดถึงเขาอยู่เสมอ ความรู้สึกนี้ทำให้เขาซาบซึ้งใจเหลือเกิน
พวกเขาไม่เคยสนิทสนมกันมาก่อน ทว่าทุกครั้งที่ชีวิตของหนิงเทียนตกอยู่ในอันตราย หลิ่วิเยวี่ยก็ไม่เคยลังเลที่จะช่วยเขา ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับหนิงเทียนที่จะใช้ทั้งชีวิตเพื่อตอบแทนนาง
แต่ทำไมหลิ่วิเยวี่ยถึงต้องช่วยเขา?
หนิงเทียนไม่เคยเข้าใจเื่นี้เลย และคิดไม่ตกว่าอะไรเป็สาเหตุจริงๆ
“ของประมูลชิ้นที่สองคืออาวุธวิเศษชิ้นหนึ่งนามว่าตราพญายม”
บนลานประมูล สาวใช้กำลังนำเสนอของล้ำค่าชิ้นที่สอง มันเป็แผ่นเหล็กดำสนิท ยาวหนึ่งจั้งสองฉื่อ ด้านหน้าสลักอักษร 令[1] ไว้เด่นหรา ด้านหลังประดับลวดลายรูปหัวกระโหลก ทั้งแผ่นเรืองแสงวาววับสีมืดมิด คลุ้งไปด้วยกลิ่นอายเย็นะเืน่าสะพรึงกลัว
จอมปราชญ์อวิ๋นจิ้งไม่ได้กล่าวถึงที่มาของตราพญายมมากนัก ยังคงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เดิม และให้เวลาหนึ่งก้านธูปแก่เหล่าอัจฉริยะผู้เลอโฉมเพื่อคัดสรรผู้มีวาสนาที่คู่ควร
หนิงเทียนมองตราพญายมบนลานประมูลด้วยดวงตาที่วาบวับไปด้วยเงาตะคุ่มของิญญาชั่วร้าย
ซิงซิวและหยวนซิวต่างมียอดฝีมือผู้ชำนาญในการตีอาวุธและสร้างวัตถุวิเศษ สามารถสร้างอาวุธและวัตถุิญญาได้หลากหลาย
แต่สำหรับสายจื๋อซิว เื่นี้ถือเป็เื่พิเศษ เพราะศาสตร์การตีอาวุธเกี่ยวข้องกับวิถีแห่งิญญา มีเพียงผู้สังเวยเท่านั้นที่ฝึกฝนได้
หนิงเทียนเชี่ยวชาญศาสตร์ขัดเกลาอาวุธของจื๋อซิว เพียงชำเลืองมองก็รู้ได้ทันทีว่าตราพญายมนี้ช่างน่าพิศวง ทั้งยังเต็มไปด้วยคำสาปและแรงกรรม
ในยามนี้แผ่นหยกเริ่มสั่นะเื ปรมาจารย์ได้เชื่อมต่อกับมัน และปรากฏกายบนลานประมูลโดยตรง
เยี่ยหลิงหลานขมวดคิ้วเล็กน้อย นางรู้สึกถึงสายสัมพันธ์พิเศษกับแผ่นหยกตราพญายม และเกิดเป็อารมณ์ที่ยากอธิบาย
เสียงวูบวาบดังติดต่อกัน ทันใดนั้นเหล่าปรมาจารย์ทั้งเก้าก็ปรากฏกายบนลานประมูล ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับเหล่าศิษย์จากทุกสำนัก
ก่อนหน้านี้โลงศพทมิฬดึงดูดเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ห้าคน ทว่ายามนี้ตราพญายมกลับดึงดูดเหล่าปรมาจารย์ถึงเก้าคน
ในจำนวนนี้ประกอบไปด้วยปรมาจารย์ซิงซิวหนึ่งคน ปรมาจารย์จื๋อซิวหนึ่งคน และปรมาจารย์หยวนซิวเจ็ดคน
“กฎเกณฑ์ยังคงเดิม วัดกันที่ฝีมือ”
คำกล่าวของจอมปราชญ์อวิ๋นจิ้งที่ว่าวัดกันที่ฝีมือไม่ได้หมายถึงการใช้พลังปราณและความแข็งแกร่งแย่งชิงอย่างหยาบคาย แต่หมายถึงการใช้กลวิธีต่างๆ เพื่อหาวิธีให้แผ่นป้ายหยกยอมรับเป็เ้าของ
เยี่ยหลิงหลานเปี่ยมไปด้วยความโดดเด่นท่ามกลางปรมาจารย์ผู้ทรงพลังทั้งเก้า นางเปรียบเสมือนบุปผาพิษแห่งรัตติกาล งามสง่าในความมืดมิด ราวกับพร้อมจะกลืนกินแสงสว่างทั้งมวลให้สิ้นสูญ
เสียงกึกก้องจากตราพญายมดังกังวาน ปลดปล่อยพลังอันน่าสะพรึงกลัว ตราวิเศษนี้โบกโบยอยู่ท่ามกลางกลวิธีอันแยบยลของเหล่าปรมาจารย์ทั้งเก้า บ้างก็ลอยขึ้นสู่เวหา บ้างก็หมุนวน บ้างก็พุ่งขึ้นลง บ้างก็แล่นซ้ายขวา ราวกับสายฟ้าฟาด
เยี่ยหลิงหลานเป็ผู้ลงมือคนสุดท้าย แผ่นป้ายหยกตราพญายมสีดำสนิทหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็แผ่นหยกขนาดเพียงนิ้วโป้ง แล้ววางนิ่งบนฝ่ามือนาง
“ขอแสดงความยินดีกับบุปผารัตติกาลผู้เป็เ้าของอาวุธชิ้นนี้ สำหรับของล้ำค่าชิ้นต่อไป เป็วัตถุิญญาหยวนซิว”
ในการประลองคราวนี้มียอดฝีมือหยวนซิวมากที่สุด และผู้มีวาสนาในรอบที่สามมากถึงสิบสามคน มีทั้งปรมาจารย์และอัจฉริยะ สุดท้ายแล้ววัตถุิญญาชิ้นนั้นก็ตกเป็ของปรมาจารย์หานอวี้แห่งสำนักหานเทียน
จากคำอธิบายของจอมปราชญ์อวิ๋นจิ้ง วัตถุนี้คือเรือน้ำแข็งล่องเมฆา ซึ่งเป็ยานพาหนะวิเศษสำหรับการเดินทางข้ามมิติที่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระท่ามกลางดินแดนน้ำแข็งและหิมะ
“ของชิ้นที่สี่คือกระบี่ ซึ่งถูกรังสรรค์ขึ้นจากเหล็กดาราา ณ แดนลี้ลับภายในสุสานดารา”
นี่คืออาวุธิญญาซิงซิว หลิ่วิเยวี่ยและเป่ยหวาเทียนอวิ๋นต่างทยอยขึ้นสู่ลานประมูล นอกจากนี้ยังมีปรมาจารย์ซิงซิวอีกสี่ท่าน อัจฉริยะซิงซิวอีกห้าคน ทุกคนต่างงัดกลยุทธ์สุดยอดออกมาประชัน สุดท้ายกระบี่ประดับดาราก็ตกเป็ของเป่ยหวาเทียนอวิ๋น
ชั่วขณะนั้นเป่ยหวาเทียนอวิ๋นเปี่ยมด้วยพลังอันล้นเหลือ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
“ของชิ้นที่ห้าคือเตาหลอมยา ซึ่งสามารถหลอมรวมสุดยอดตัวยาชั้นเลิศได้”
เตาหลอมยานี้ดึงดูดความสนใจจากเหล่าปรมาจารย์โอสถเป็อย่างมาก เตาหลอมนี้มีนามว่าเตาม่วงอำพัน ซึ่งก่อให้เกิดการประมูลอย่างดุเดือดจากผู้มีวาสนาถึงสิบกว่าคน
ศาสตร์การปรุงยาช่างแปลกตา หนิงเทียนเฝ้ามองด้วยความสนใจ กินเวลานานหนึ่งก้านธูป ในที่สุดก็ตกไปอยู่ในมือของตานชื่อจื่อจากโถงหยวนปฐี
ตานชื่อจื่อเป็ปรมาจารย์แห่งการปรุงยาผู้สำเร็จในขอบเขตเหนือเมฆา เขาถึงกับต้องทุ่มเทพลังกายพลังใจ ฟันฝ่าอุปสรรคมากมายกว่าจะคว้าเตาหลอมนี้มาได้
“ของล้ำค่าชิ้นที่หกคือแผ่นหยก ซึ่งเป็สมบัติจาก์”
คำพูดของจอมปราชญ์อวิ๋นจิ้งดึงดูดความสนใจจากทุกสารทิศ เพียงชั่วพริบตาเหล่าปรมาจารย์ก็ปรากฏตัวทีละคน ท้ายที่สุดก็มียอดฝีมือถึงสิบคนปรากฏตัว
หนึ่งในนั้นคือเทพธิดาเหยากวงผู้เลอโฉม งามสง่าไร้เทียมทาน นางเป็ผู้คว้าหยกไปครองได้สำเร็จ
“ของชิ้นที่เจ็ดคือหอกัสังหารสุริยา มาจากถ้ำเส่าหยางบนเขาเสวียนเสวียน เริ่มต้นประมูลที่อาวุธวิเศษระดับสูงสามชิ้น”
เหล่าผู้คนในงานต่างพากันจับจ้องไปที่หอกยาวลายันั้น และด้วยราคาอันสูงลิ่วทำเอาหลายคนต้องอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
อาวุธวิเศษระดับสูงสามชิ้นแลกกับหอกัเพียงเล่มเดียว สิ่งนี้คุ้มค่าหรือไม่?
หนิงเทียนมองหอกัสังหารสุริยา หมื่นสรรพสิ่งในใจรับรู้ถึงแรงขับไล่อย่างรุนแรง ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับเขาอย่างสุดซึ้ง
หอกัสังหารสุริยาแสดงท่าทีเป็ศัตรูต่อหนิงเทียน นี่หมายความว่าอย่างไร?
อวิ๋นชางเหยี่ยขึ้นลานประมูลเป็คนแรก แววตาทอประกายร้อนแรง เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัย
เป่ยหวาเทียนอวิ๋นขึ้นลานประมูลเป็คนที่สอง ซึ่งดึงดูดสายตาของผู้คนมากมาย
อัจฉริยะที่ทรงพลังที่สุดของซิงซิวและหยวนซิวปรากฏตัวแล้ว เช่นนี้จะมีปฏิกิริยาจากจื๋อซิวหรือไม่?
ตี๋เยี่ยนจวินััได้ถึงความผันผวน ก่อนจะรีบเหินขึ้นลานประมูลทันที
ตามมาด้วยหลงยวน ชายหนุ่มรูปงามที่ยืนอยู่ข้างกายจอมปราชญ์หลงชางแห่งสำนัก์
คราวนี้มีอัจฉริยะทั้งสิ้นสิบห้าคนบนลานประมูล ส่วนใหญ่เป็หยวนซิว
ผู้ที่โดดเด่นที่สุด คือ อวิ๋นชางเหยี่ย เป่ยหวาเทียนอวิ๋น และหลงยวน
ทั้งสามต่างประชันฝีมือ งัดกลยุทธ์ลับสุดยอดออกมาใช้ แต่สุดท้ายหอกัสังหารสุริยาก็ตกไปอยู่ในมือของอวิ๋นชางเหยี่ย
ในวินาทีนั้นอวิ๋นชางเหยี่ยก็เหลือบมองหนิงเทียน สายตาไร้อารมณ์แฝงไว้ด้วยความเ็า
ภายในจิตใจของหนิงเทียนััได้ถึงความเกลียดชังอันรุนแรงจากอวิ๋นชางเหยี่ย เช่นเดียวกับแรงต่อต้านจากหอกัสังหารสุริยา ลางสังหรณ์บอกเขาว่าชะตาลิขิตให้เขาต้องเป็ศัตรูกับยอดอัจฉริยะแห่งสำนักหยวนซิวผู้นี้
“ของชิ้นที่แปดคือหอคอยดวงดาว”
นี่คืออาวุธิญญาซิงซิว แต่สิ่งที่น่าพิศวงคือผู้ที่มีวาสนาได้ล้วนเป็ดาวรุ่งหนุ่มสาว ไม่มีปรมาจารย์สักคนเดียวปรากฏกาย
หลิ่วิเยวี่ยก้าวขึ้นลานประมูล นางฝึกฝนศาสตร์จากคัมภีร์ดาวเหนือ์ศักดิ์สิทธิ์ หอคอยดวงดาวนี้จึงตกเป็ของนางในที่สุด
นางหันกายกลับอย่างสง่างาม สายตาเหลือบมองหนิงเทียนเพียงชั่วครู่ ก่อนกลับไปยังข้างกายของเทพธิดาเหยากวง
ซูอวิ๋นโกรธจนขบกรามแทบแตก นางไม่คาดคิดเลยว่าซูิเยวี่ยผู้โสมมจะได้โชคลาภเป็หนที่สอง ทั้งยังชิงหอคอยดวงดาวมาครองได้สำเร็จ
“ชิ้นที่เก้าคือหินฤทัยน้ำแข็ง หินล้ำค่าโบราณนี้เปี่ยมไปด้วยความลี้ลับ”
เพียงคำอธิบายสั้นๆ จากจอมปราชญ์อวิ๋นจิ้งก็ปลุกเร้าให้เหล่าปรมาจารย์หยวนซิวพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรง
เหล่ายอดฝีมือในงานต่างตั้งจิตจดจ่อเพื่อััพลัง สุดท้ายมีเพียงสามคนเท่านั้นที่ก้าวขึ้นลานประมูล และหนึ่งในนั้นคือซูอวิ๋น
ด้วยพลังพิเศษจากร่างเหมันต์ซานหยิน ซูอวิ๋นจึงคว้าหินฤทัยน้ำแข็งมาครองได้อย่างง่ายดาย ซึ่งดึงดูดสายตาจากเหล่าอัจฉริยะสำนักหยวนซิวได้มากมาย หนึ่งในนั้นคืออวิ๋นชางเหยี่ย
---------------------------------------
[1] 令 แปลว่า คำสั่ง บัญชา หรือประกาศ
