ตอนที่ชิวเหิงพูดประโยคนี้ออกมา ทุกคนต่างก็หันมามองเขาในทันทีซึ่งทุกคนล้วนมองเห็นความกระวนกระวายในสายตาของเขา
หลังจากหอหลิงเป่าถูกสำนักโลหิตและสำนักภูตผีเข้ารุกราน ศักยภาพจึงอ่อนด้อยมากที่สุด แทบจะเรียกได้ว่าสูญเสียต้นทุนในการต้านทานกับอีกหกสำนักที่เหลือทีเดียว
ส่วนสัตว์เพลิงพิภพตัวนั้น หลังจากหลุดพ้นไปจากเทือกเขาชื่อเหยียนก็ทำให้ตลอดทั้งเทือกเขาชื่อเหยียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าพลิกดิน และค่ายกลใหญ่ “เพลิงพิภพเผานภา” ที่หอหลิงเป่าอาศัยพึ่งพาก็ถูกสัตว์เพลิงพิภพทำลายลงจนหมดสิ้นประสิทธิผล
และก็ด้วยเหตุนี้ ลูกศิษย์ของหอหลิงเป่าทุกคนจึงหวาดกลัวไม่เป็สุข
ก่อนหน้าที่ชิวเหิงจะเข้ามาในประตู์ก็รู้แล้วว่าภูตผีปีศาจจะรุกรานอาณาจักรหลีเทียน เขาจึงคิดว่าหลังจากที่หอหลิงเป่าสูญเสียค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภาไปก็คงไม่มีพลังเหลือพอต้านทานไม่ให้ภูตผีปีศาจเ่าั้ทำลายเทือกเขาชื่อเหยียนได้อีก
เขาไม่อยากรีบกลับไปที่อาณาจักรหลีเทียนเพราะกังวลว่าพอกลับไปแล้วอาจจะถูกภูตผีปีศาจฆ่าตายทันที
เขาหวาดกลัวจริงๆ
แม้ว่าคนอื่นๆ จะรู้สึกเหยียดหยันชิวเหิง ทว่าในบรรดาคนเ่าั้ก็มีคนส่วนหนึ่งที่เงียบงันไปเพราะคำพูดของชิวเหิง
พวกเขาต่างก็รู้สึกว่าอาณาจักรหลีเทียนตอนนี้ตกอยู่ในสภาวะยากลำบาก หากคิดในแง่ร้าย อาณาจักรหลีเทียน...อาจจะถูกรุกรานและยึดครองโดยภูตผีปีศาจไปหมดแล้ว ซึ่งนี่ก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้เสียเลย
และหากเป็เช่นนั้นจริงๆ การที่พวกเขากลับอาณาจักรหลีเทียนไปในเวลานี้ ก็เท่ากับพาตัวไปตายชัดๆ!
“ทำไม?” หงช่านแห่งวังยมบาลขมวดคิ้ว มองไปยังทุกคนที่เงียบงันลง กล่าว “พวกเ้าก็เห็นด้วยกับคำพูดชิวเหิงอย่างนั้นหรือ?”
เฟิงหลัวแห่งสำนักโลหิตแค่นเสียงเ็าหนึ่งครั้ง กล่าว “ตอนที่อาณาจักรหลีเทียน้าความช่วยเหลือมากที่สุด พวกเราควรจะรีบกลับไปโดยเร็ว! ไม่มีอาณาจักรหลีเทียน พวกเราก็เป็ได้แค่ผีเร่ร่อนกลุ่มหนึ่ง ทุกคนต่างก็มาจากอาณาจักรหลีเทียน ได้รับความเมตตาปราณีจากสำนัก เมื่อสำนักเผชิญกับเภทภัย พวกเราก็ควรร่วมเป็ร่วมตายกับสำนัก!”
ลี่ฝานแห่งสำนักหลิงอวิ๋นพยักหน้าเบาๆ แสดงว่าเห็นด้วย
ทว่าโจวอี้แห่งสำนักภูตผีและพวกกวานชิวแห่งหุบเขาเทากลับยังคงเงียบงันดุจเดิม
ผ่านไปครู่หนึ่งโจวอี้ก็พลันพูดขึ้นมาว่า “ในบรรดาพวกเรา บางคนอยู่ในสภาพที่พร้อมจะฝ่าทะลุได้ทุกเมื่อ เวลานี้พวกเราควรพัฒนาศักยภาพให้ได้สูงสุดเท่าที่จะทำได้ มิฉะนั้นรอจนกลับอาณาจักรหลีเทียนไปแล้วพวกเราก็จะไม่มีเวลาว่างมาฝึกบำเพ็ญตบะเพื่อให้ตัวเองฝ่าทะลุขั้นได้อีก พวกเราสามารถรอไปอีกนิด รอจนกว่าจะเป็่เวลาสุดท้ายก่อนที่คลื่นพลังงานในค่ายกลนำส่งโบราณจะหายไปจริงๆ แล้วค่อยเดินทางกลับอาณาจักรหลีเทียน”
“ทุกคนสามารถอาศัย่เวลาสั้นๆ นี้มาทำความเข้าใจกับประสบการณ์ที่ตัวเองพบเจอจากที่แห่งนี้ ค้นหาหนทางในการนำโชควาสนาที่พวกเราได้รับมาใช้”
“สามารถกลับไปด้วยพละกำลังที่แข็งแกร่งที่สุด บางทีอาจเป็ทางเลือกที่ดีสำหรับสถานการณ์ของอาณาจักรหลีเทียนในตอนนี้”
“พวกเ้าคิดว่าอย่างไร?”
โจวอี้เอ่ยถามทุกคน
กวานชิวและชิวเหิงแห่งหอหลิงเป่า และยังมีคนของอารามเสวียนอู้อีกหลายคนต่างก็พยักหน้าแสดงความเห็นด้วย
หงช่านมองพวกเขาด้วยสายตาลึกล้ำ ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ก็ดี ถ้าเช่นนั้นทุกคนจงจัดการตัวเองกันต่อไป ข้าจะคอยสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของค่ายกลนำส่งโบราณนั่น และจะเตือนทุกคนก่อนที่คลื่นพลังงานจะหายไปอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อที่ทุกคนจะได้เดินทางกลับไปได้”
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนี้” เฟิงหลัวก็เห็นด้วย
หลังจากนั้นทุกคนก็นั่งเงียบๆ อยู่ด้านข้างค่ายกลนำส่งโบราณ คนทั้งเจ็ดสำนักกระจายตัวกันออกไป ต่างฝ่ายต่างทำความเข้าใจกับโชควาสนาที่ตัวเองได้รับมาในประตู์
เนี่ยเทียนนั่งอยู่กับลี่ฝานและเจียงหลิงจู เขาทำสมาธิ หรี่ตาลงใช้กระแสจิตมาตรวจสอบมหาสมุทริญญาจุดตันเถียน
ในมหาสมุทริญญา น้ำวนพลังงานสองลูก ลูกหนึ่งน้ำวนเปลวเพลิง ลูกหนึ่งน้ำวนพืชหญ้าต่างก็เคลื่อนโคจรช้าๆ
ปราณิญญาขาวโพลนหลังจากถูกกลั่นหลอมครั้งแล้วครั้งเล่าก็คล้ายจะไต่ไปถึงขีดสุด ก่อนหน้าที่มหาสมุทริญญาของเขายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติก็ดูเหมือนว่ายากที่มันจะกลั่นหลอมต่อไปได้อีก
เขาเข้าใจดีว่าตัวเองมาถึงริมขอบของการฝ่าทะลุอีกครั้งแล้ว แค่้าโอกาสครั้งหนึ่ง เขาก็อาจจะพัฒนาไปได้อีกขั้น
และขณะที่เขาใช้พลังจิตสังเกตการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทริญญาอยู่เงียบๆ ซึ่งบางครั้งก็จะหยิบหินวิเศษออกมาหนึ่งก้อนเพื่อดูดซับพลังิญญาที่อยู่ด้านใน เขาพลันเกิดความรู้สึกผิดปกติบางอย่าง
เขาหันขวับไปมองภาพประตู์บนหลังมือ
ในภาพประตู์ ตราประทับรูปดาวหกแฉกสองดวงได้ปลดปล่อยแสงดาวจางๆ ออกมาอย่างเงียบเชียบตามการบำเพ็ญตบะของเขา
เมื่อแสงดาวปรากฏ เขาจึงลืมตาโพลง เงยหน้ามองท้องฟ้า
นอกอาณาจักรที่มืดมิดเย็นเยียบ ดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ในทางช้างเผือกมีบางดวงเปล่งประกายวิบวับ บางดวงกลับมืดดับไร้แสง
ดาวบางดวงอยู่ห่างจากเขาไปไกลแสนไกล เล็กกระจิดริดราวเมล็ดข้าวสาร และก็มีดาวบางดวงที่เขาเห็นว่าใหญ่ั์พอๆ กับฐานแท่นโม่
ตอนที่เขาใช้พลังจิตตรวจสอบมหาสมุทริญญา ดวงดาวเ่าั้ก็คล้ายว่าได้รับการชักนำจากดาวหกแฉก
เขารวบรวมสมาธิไปรับัั พลันรู้สึกว่าแสงดาวที่สาดส่องลงมาจากดวงดาราเ่าั้ได้มารวมตัวกันอยู่ที่เขา
เดิมทีเขาคิดว่าแสงดาวเ่าั้ที่ส่องมาสามารถนำมาหลอมละลายเข้าสู่มหาสมุทรจิติญญาได้
ทว่าพอเขาร่ายเวทกลับไม่พบการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในมหาสมุทรจิติญญาของตัวเอง
กลับกลายเป็มหาสมุทริญญาจุดตันเถียนที่เกิดจากการรวมตัวกันของปราณิญญาต่างหากที่มีดาวดวงหนึ่งเปล่งแสงวาบขึ้นมา
“เอ๊ะ!”
เขาตะลึงระคนแปลกใจเล็กน้อย จากนั้นจึงไม่สนใจมหาสมุทรจิติญญาอีก แต่รวมสมาธิทั้งหมดมาไว้ที่มหาสมุทรพลังิญญาในจุดตันเถียน
เวลานี้ เขาก็ค้นพบอีกว่าตราประทับดาวหกแฉกสองดวงบนหลังมือยิ่งเปลี่ยนมาเป็สว่างไสว
เนื่องจากการดำรงอยู่ของตราประทับดาวหกแฉกสองดวง แสงดาวที่สาดส่องลงมาจากทางช้างเผือกอันหนาวเหน็บจึงสาดส่องลงมาที่เขาเพียงผู้เดียว
แสงดาวค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายเขาทีละนิดตามการโคจรของคาถาหลอมลมปราณ
ไม่นานหลังจากนั้น แสงดาวหนึ่งดวงในมหาสมุทริญญาจุดตันเถียนดวงนั้นก็ยิ่งสว่างเจิดจ้า
เนี่ยเทียนที่เกิดความฮึกเหิมคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงในมหาสมุทริญญาตลอดเวลา เขาเห็นว่าเมื่อแสงดาวดวงนั้นเปล่งประกายระยิบระยับก็มีแสงดาวอีกดวงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา
จากนั้นมหาสมุทริญญาจุดตันเถียนของเขาที่นิ่งสงบก็พลันเกิดเป็คลื่นลูกั์น่าใเพราะการดำรงอยู่ของดาวสองดวง
ปราณิญญาขาวโพลนในมหาสมุทริญญาปั่นป่วน ไหลกรากอย่างบ้าคลั่ง น้ำวนพลังิญญาสองลูกหมุนคว้างด้วยความเร็วผิดปกติแล้วเริ่มรับเอาพลังิญญาบริสุทธิ์เข้าไปใหม่อีกครั้ง
“เปรียะ!”
หินวิเศษก้อนหนึ่งที่เนี่ยเทียนกำเอาไว้ในมือพลันแตกกระจายออกเป็เสี่ยงๆ
ดูเหมือนว่าปราณิญญาที่แฝงเร้นอยู่ในหินวิเศษก้อนนั้นได้ถูกเขาดูดเอาไปจนเกลี้ยงใน่ระยะเวลาที่สั้นมาก
เนี่ยเทียนไม่พูดคำใด เขารีบหยิบเอาหินวิเศษอีกหกก้อนออกมาจากกำไลเก็บของ มือแต่ละข้างของเขาต่างก็กำหินวิเศษเอาไว้สามก้อนเพื่อดูดซับพลังิญญาที่แฝงเร้นอยู่ภายใน
สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ไม่มีปราณิญญาฟ้าดินให้ใช้แม้แต่เส้นเดียว หากเขา้าให้มหาสมุทริญญาแปรสภาพก็จำเป็ต้องอาศัยหินวิเศษ
วินาทีที่หินวิเศษหกก้อนปรากฏอยู่กลางฝ่ามือของเขา ลี่ฝานที่หลับตาทำความเข้าใจกับพลังงานลึกลับซึ่งนั่งอยู่ข้างกันพลันลืมตาโพลง
เจียงหลิงจูที่อยู่ใกล้เขาก็ลืมตาขึ้นด้วยใบหน้าฉงนฉงาย ใช้สายตาตะลึงระคนแปลกใจมองมายังเขา
เจียงหลิงจูเป็เหมือนลี่ฝานที่ต่างก็พบว่าอยู่ๆ บนร่างของเขาก็มีคลื่นพลังงานแข็งแกร่งไหลกราก ค้นพบความผิดปกติของเขา
ดวงตาพยัคฆ์ของลี่ฝานโชนแสงคมกล้า ใช้กระแสจิตของตัวเองรับััความเคลื่อนไหวของพลังิญญานั้นเล็กน้อย แล้วจึงยิ้มยิงฟัน กล่าว “เ้าเด็กนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย”
เขามองออกว่าตอนนี้เนี่ยเทียนอยู่ใน่สำคัญของการเลื่อนขั้น
“เขาจะเลื่อนไปสู่ท้าย์่ท้ายแล้วรึ?” เจียงหลิงจูตะลึง
ลี่ฝานพยักหน้า กดเสียงให้เบาลง “ผลพวงที่เขาได้รับที่นี่อาจจะเหนือล้ำเกินกว่าที่พวกเราคาดการณ์ไว้ สามเดือนนั้นที่เขาหายตัวไป ทำให้บุคลิกลักษณะของเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ แต่ข้าเชื่อว่าสามเดือนนั้นอาจก่อให้เกิดอิทธิพลที่สำคัญต่อทั้งชีวิตของเขา!”
“ข้าถึงขั้นรู้สึกได้ว่าการประลองของประตู์ในครั้งนี้ โชควาสนาที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดได้ถูกเขา่ชิงมาเรียบร้อยแล้ว!”
เจียงหลิงจูยิ่งตะลึงเข้าไปใหญ่ นางไม่กล้าพูดอะไรมาก แต่มองประเมินไปรอบด้านอย่างระมัดระวัง คล้ายกลัวว่าคนอื่นจะได้ยินบทสนทนาระหว่างนางและลี่ฝาน
“พวกเราต้องเป็ผู้พิทักษ์ให้กับเขาหรือไม่?” ในที่สุดนางก็เอ่ยถามเบาๆ
ลี่ฝานส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม “หากเป็เมื่อก่อน พวกเราย่อมต้องระวังตัวให้มาก ทว่าตอนนี้ไม่จำเป็อีกแล้ว ในขณะที่อาณาจักรหลีเทียนกำลังเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่เพราะการรุกรานของภูตผีปีศาจ ทั้งเจ็ดสำนักต้องกลมเกลียวกันไว้ อีกทั้งเ้าเด็กนั่นยังได้รับการยอมรับจากพวกหงช่าน เฟิงหลัวและโจวอี้ พวกเขามีแต่อยากจะเห็นเนี่ยเทียนแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม ไม่มีทางขัดขวางการเติบโตของเนี่ยเทียนแน่นอน”
“ความเร็วในการฝ่าทะลุขอบเขตของเขาช่างเร็วจนน่าเหลือเชื่อ” เจียงหลิงจูรู้สึกหดหู่เล็กน้อย “ตอนที่พวกเรารู้จักเขา เขาก็แค่หลอมลมปราณขั้นสี่เท่านั้น ไม่นึกว่าเวลาสั้นๆ เพียงแค่นี้ เขาจะล้ำหน้าข้าไปแล้ว”
“คนที่อาจารย์ปู่หมายตัว แน่นอนว่าย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว” ลี่ฝานยิ้มน้อยๆ
และเวลานี้เอง ในมหาสมุทริญญาจุดตันเถียนที่พลุ่งพล่านไม่หยุดของเนี่ยเทียน น้ำวนพลังิญญาลูกที่สาม และน้ำวนเล็กๆ อีกลูกที่เกิดจากการรวมตัวกันของแสงดาวก็ปรากฏขึ้นมาแทบจะในเวลาเดียวกัน!
ชั่วขณะนั้น มหาสมุทริญญาที่กระเพื่อมไหวต่อเนื่องของเนี่ยเทียนพลันเปลี่ยนมาเป็นิ่งสงบ
เขาจึงเข้าใจทันทีว่า เขาได้ฝ่าทะลุขอบเขตสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง เหยียบย่างเข้าสู่ท้าย์่ท้ายแล้ว!
-----
