ทั้งสองจ้องมองลงไปยังความมืดเบื้องล่าง เสียงลมแ่เบาผ่านช่องแคบเหมือนเสียงกระซิบ ทั้งชาร์ลส์และโจเซฟยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง สายตาต่างจับจ้องกัน ราวกับกำลังชั่งใจว่าควรจะก้าวต่อไปดีหรือไม่
"เราจะทำยังไงต่อ?" โจเซฟเอ่ยถาม
"เราไม่มีทางเลือกอื่น" ชาร์ลส์ตอบเสียงเรียบ "มาถึงขนาดนี้แล้ว คงต้องลงไปสำรวจให้จบ"
โจเซฟพยักหน้าช้า ๆ "แต่เราจะลงไปทั้งอย่างนี้ไม่ได้ ไม่มีแสงไฟ จะมองอะไรไม่เห็น"
ทั้งสองสบตากันและได้ข้อสรุปตรงกันว่า พวกเขาต้องกลับไปที่รถม้าเพื่อหาอุปกรณ์นำทาง ชาร์ลส์พยักหน้าและพูดเสียงเบา "กลับไปเอาตะเกียงเถอะ... แล้วเราค่อยมาเริ่มกันใหม่"
เมื่อพวกเขากลับมาถึงรถม้าที่จอดอยู่หน้าอาคารร้าง คนขับรถม้าเหลือบมองทั้งสองคนที่กำลังตรงเข้ามา ปรับสายบังเหียนเตรียมพร้อมจะออกรถ
โจเซฟยกมือขึ้นห้ามเขาไว้ก่อน
"ไม่ต้องรีบ เรายังไม่เสร็จ แค่แวะมาเอาของ เดี๋ยวก็กลับไป"
เนื่องจากหน่วยสืบสวนพิเศษคนไม่พอ ต่างคนต่างกำลังทำหน้าที่ของตนเองอยู่ โจเซฟและชาร์ลส์ที่ปกติสามารถควบคุมรถม้าได้เอง แต่ด้วยลักษณะภารกิจที่ต้องเน้นไปที่การสอบสวนและการสังเกตปริศนาที่ซับซ้อน พวกเขาจึง้าจดจ่อกับการตามรอยและการวิเคราะห์หลักฐานมากกว่าการขับรถม้า
นอกจากนี้ บางครั้งด้วยสถานที่ที่พวกเขาต้องสำรวจเป็บริเวณห่างไกลและเสี่ยงอันตราย อย่างเช่นเขตเมืองเก่า การใช้รถม้าเป็สิ่งจำเป็ในการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น การมีคนขับรถแยกต่างหากช่วยให้พวกเขาประหยัดเวลา ไม่ต้องเสียสมาธิไปกับการควบคุมรถม้าเอง และสามารถลงมือสำรวจหรือหลบหนีได้ทันทีเมื่อจำเป็
คนขับรถม้าที่ถูกเลือกจึงเป็หนึ่งในผู้ช่วยที่ไว้ใจได้จากหน่วยพิเศษ แม้เขาจะไม่ใช่สมาชิกโดยตรง แต่ก็มีประสบการณ์ในการขับรถม้าและพาคนออกจากสถานการณ์อันตรายมาก่อน
ชาร์ลส์ค้นหาในกล่องสัมภาระจนเจอตะเกียงน้ำมันเก่า ๆ สองอัน ที่พวกเขาพกติดมาด้วยสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เขาหยิบพวกมันขึ้นมาตรวจสอบอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขาแสดงความโล่งใจเมื่อเห็นว่าน้ำมันยังเหลือพอใช้งาน
"โชคดีที่ยังมีน้ำมันเหลือ" ชาร์ลส์กล่าว เขาจุดไฟตะเกียงเพื่อให้แสงสว่าง โจเซฟรับตะเกียงมาไว้ในมืออันหนึ่ง
"ได้เวลาไปกันต่อแล้ว" ชาร์ลส์บอก
ทั้งสองคนหันกลับไปยังอาคารร้าง พวกเขาเดินไปตามเส้นทางเดิม บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดผ่านและเศษใบไม้ที่ลอยตามอากาศ
ระหว่างที่เดินไปตามทาง ชาร์ลส์ก็บ่นออกมา ขณะยกมือกางออกเล็กน้อยให้ลมเย็นพัดผ่าน
"หวังว่าตอนนี้ฝนจะไม่ตกนะ"
โจเซฟพยักหน้าเห็นด้วย "นายคงต้องภาวนาให้ฝนไม่ตกจริง ๆ แล้วล่ะ"
พวกเขาเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงประตูทางลับที่เปิดอ้าค้างไว้ ตะเกียงน้ำมันในมือของชาร์ลส์ให้แสงสว่างเพียงพอที่จะมองเห็นขั้นบันไดที่ทอดยาวลงไป แต่ยังคงมีเงามืดที่แอบซ่อนตามซอกผนัง สองคู่หูยืนอยู่ที่ปากบันได ลมหายใจช้าและระมัดระวัง
ทั้งสองพยักหน้าให้กัน ก่อนก้าวลงไปยังขั้นบันไดอย่างช้า ๆ เสียงฝีเท้ากระทบกับหินเก่าและชื้นแฉะทำให้เกิดเสียงสะท้อนก้อง บันไดดูเหมือนทอดยาวไม่สิ้นสุด ผนังสองข้างแตกร้าว บางจุดมีเถาวัลย์เลื้อยผ่านช่องแตกและหยดน้ำจากเพดานรั่วลงมาเป็จังหวะ สร้างความเงียบงันที่น่าหวาดหวั่น
กลิ่นอับของความชื้นและฝุ่นเก่าทำให้หายใจติดขัด บาง่ของบันไดมีคราบดำที่อาจเป็ร่องรอยจากควันไฟในอดีต โจเซฟลูบผนังเบา ๆ ขณะที่เดินตามหลังชาร์ลส์ เขารู้สึกได้ถึงความไม่มั่นคง ราวกับผนังเหล่านี้บรรจุความลับมากมายที่ไม่เคยถูกเปิดเผย
แสงจากตะเกียงน้ำมันในมือของชาร์ลส์สาดไปข้างหน้า เผยให้เห็นปลายสุดของบันได พวกเขามาหยุดยืนที่พื้นราบเล็ก ๆ ซึ่งเป็จุดเชื่อมเข้าสู่ทางเดินแคบและมืดสนิท
"ใกล้ถึงแล้ว" ชาร์ลส์เอ่ยเสียงเบา ขณะพยายามสังเกตรอบข้าง
เมื่อพวกเขาเดินผ่านทางเดินแคบไปจนสุดปลายทาง ประตูไม้บานหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า ประตูนั้นบวมจากความชื้นและขึ้นราไปตามขอบ แต่ยังไม่ผุพังเสียทีเดียว ชาร์ลส์และโจเซฟช่วยกันออกแรงผลัก มันส่งเสียง ก่อนจะเปิดออก เผยให้เห็นภายในห้องกว้างที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง
แสงจากตะเกียงของพวกเขาสาดไปทั่วห้อง เผยให้เห็นห้องทดลองที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์วิจัยเก่า โต๊ะยาวเรียงรายเต็มไปด้วยขวดแก้วที่มีฝุ่นจับหนา บางขวดมีสารสีหม่นที่แห้งติดก้นขวด มีทั้งหลอดแก้ว เครื่องชั่งน้ำหนัก และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ขึ้นสนิม โต๊ะกลางห้องถูกปกคลุมด้วยเอกสารที่เก่าจนกระดาษเปลี่ยนเป็สีเหลืองซีด ขอบบางแผ่นผุพังไปตามกาลเวลา บางส่วนถูกเขียนด้วยลายมือเร่งรีบและหมึกซีดจาง
ชาร์ลส์และโจเซฟเพ่งมองเอกสารที่ถูกเขียนด้วยลายมือหวัด ๆ ซึ่งบางจุดแทบจะเลือนหายไปตามกาลเวลา พวกเขาพยายามอ่านข้อมูลบนหน้ากระดาษที่ขาดและซีดเหลือง
"คิล เบิกค์... น่าจะหมายถึง ไมเคิล เบิร์ก แน่ ๆ" ชาร์ลส์พึมพำเบา ๆ ขณะที่พลิกหน้ากระดาษอย่างระมัดระวัง แต่เมื่อเห็นว่าเอกสารเสียหายเกินกว่าจะอ่านได้จึงมันวางลง
ทั้งชาร์ลส์และโจเซฟรู้สึกได้ว่าห้องทดลองแห่งนี้ไม่ได้ถูกแตะต้องมาเป็เวลานาน กลิ่นอับชื้นและฝุ่นเก่าที่คละคลุ้งทำให้บรรยากาศชวนอึดอัด
โจเซฟพลิกเอกสารอีกชุดหนึ่งขึ้นมาดู ขณะที่ชาร์ลส์เดินสำรวจโต๊ะและขวดแก้วที่วางอยู่ตรงหน้า
"ดูเหมือนว่า...ที่นี่เคยเป็ห้องทดลองอะไรบางอย่าง" โจเซฟเอ่ยขึ้นเบา ๆ
ชาร์ลส์พยักหน้า มือของเขาแตะไปบนหน้ากระดาษที่ซีดจาง "ข้อมูลทางการแพทย์..." เขากระซิบ "แต่บางส่วนเหมือนจะเป็บันทึกส่วนตัวของใครบางคน..."
ในขณะเดียวกัน ชาร์ลส์หยิบแฟ้มเอกสารเก่า ๆ ออกมาจากใต้โต๊ะ หัวแฟ้มถูกเขียนด้วยหมึกที่จางจนแทบอ่านไม่ออก แต่เมื่อเพ่งพินิจ
แต่ละหน้าในบันทึกเผยให้เห็นร่องรอยของข้อความที่เลือนราง ชาร์ลส์ค่อย ๆ เพ่งมองตัวอักษรอย่างตั้งใจ พอจับใจความได้ว่าในแฟ้มเอกสารนี้ พวกเขาพบเบาะแสเกี่ยวกับงานวิจัยที่ไม่ธรรมดา มันกล่าวถึง ยาวิเศษ ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการแยกร่าง ผู้ใช้ได้หลายร่าง โดยทุก ๆ ร่างจะเหมือนกับร่างจริงทุกประการ สามารถควบคุมและบงการได้อย่างสมบูรณ์แบบ เหมือนร่างเ่าั้เป็ตัวตนที่แท้จริงั้แ่กำเนิด
'ร่างแยกนี้เหมาะกับภารกิจอันตรายที่เสี่ยงชีวิต เพราะหากร่างแยกถูกทำลาย ร่างจริงจะยังคงปลอดภัย…'
แต่พวกเขาพบปัญหาสำคัญที่ทำให้โครงการนี้ไม่เคยสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ บันทึกระบุถึงส่วนผสมสำคัญที่ขาดหายไป นั่นคือ ปรสิตชนิดหนึ่ง ซึ่งสูญพันธุ์ไปนานแล้ว ปรสิตนี้ถูกบันทึกว่าเป็วัตถุดิบสำคัญในการสร้างยาวิเศษ หากไม่มีมัน สูตรนี้ก็จะไม่สมบูรณ์ และยาแยกร่างจะไม่สามารถใช้งานได้
ชาร์ลส์เปิดหน้าบันทึกถัดไป และพบว่ามีต้นฉบับของ สูตรยาแยกร่าง อยู่ในสมุดเล่มหนึ่ง เขาเพ่งมองตัวอักษรบนกระดาษที่ดูเหมือนเป็ภาษาที่มีลักษณะโบราณ แต่เขาก็อ่านออก มันเหมือนกับภาษาที่เขาเคยเห็นมาก่อนในบ้านของ โรเบิร์ต ธอร์น ในคดีพิษเออร์กอตก่อนหน้านี้
"นี่น่าจะเป็ฉบับคัดลอกของต้นฉบับ…" ชาร์ลส์พึมพำ ก่อนจะพบว่ามีสูตรยาหลายอย่างถูกบันทึกไว้ในเอกสารนี้
นอกจากยาแยกร่าง ยังมี ยาแปลภาษา ยารักษาแผลและโรคภัย รวมถึง น้ำยาปลูกผม ซึ่งเป็ส่วนหนึ่งของการทดลองที่พวกเขาค้นพบ
โจเซฟที่เดินมาดูเอกสารในมือเพื่อนรักของตนเอง เขาเหลือบมองเอกสารด้วยความประหลาดใจ
ชาร์ลส์พบว่ามีบันทึกอีกชุดหนึ่งที่สภาพเสียหายยับเยิน เขาเปิดมันออก และแม้จะอ่านได้ไม่มาก แต่ก็พบข้อความบางส่วนที่ทำให้เขาขบคิดอย่างหนัก
'ยาตัวแรกของการทดลอง... เราจะเริ่มปรุงยารักษาโรคตามสูตรยาโบราณ วัตถุดิบส่วนใหญ่ ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน…'
ตรงนี้ข้อความขาดหายไป ชาร์ลส์พลิกไปอีกหน้าที่มีข้อความหลงเหลือเล็กน้อย
'วัตถุดิบส่วนใหญ่สูญพันธุ์ไปเกือบหมดแล้ว แต่มีบางชนิดที่สามารถหาได้จาก 'แดนลับแล' ซึ่ง…'
ข้อความขาดหายอีกครั้ง ทำให้ชาร์ลส์ขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด เขาหันไปหาโจเซฟที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเื่เหนือธรรมชาติมากกว่าเขา พลางถามว่า "นายเคยได้ยินเกี่ยวกับแดนลับแลไหม?"
โจเซฟพยักหน้าและตอบกลับไป "มันเป็ตลาดมืดของพวกที่ข้องเกี่ยวกับโลกเหนือธรรมชาติ... พวกที่ใช้เวทมนตร์และผู้ยกระดับตัวตนมักมารวมตัวกันเพื่อซื้อขายสิ่งที่ไม่สามารถหาพบได้ในโลกปกติ"
ชาร์ลส์พยักหน้ารับรู้ "ถ้างั้น วัตถุดิบสำคัญที่หายไป อาจจะยังหาได้ที่นั่น..." เขาพึมพำเบา ๆ ขณะหันกลับไปอ่านบันทึกที่เหลือ
'เราพบซากของสิ่งมีชีวิตที่เป็วัตถุดิบหลักของยาแยกร่าง... สันนิษฐานว่าต้นกำเนิดของมัน…'
ข้อความที่สำคัญถูกตัดหายไปอีกครั้ง ชาร์ลส์กัดฟันด้วยความหงุดหงิด แต่ยังคงอ่านต่อไป
"เราจะทำการ... ในทันที..."
ข้อความถูกขาด่ ทำให้เขาไม่อาจทราบได้ว่าการทดลองนั้นไปสิ้นสุดที่ตรงไหน หรือเกิดอะไรขึ้นกับปรสิตชนิดนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้คือ การค้นพบในบันทึกนี้บ่งบอกถึงความเชื่อมโยงที่อาจเกี่ยวข้องกับคนที่หายตัวไป
"บางที... นี่อาจเป็เหตุผลที่ไมเคิล ถูกองค์กรแปรอักษรตามล่า..." โจเซฟกล่าวกับชาร์ลส์
ชาร์ลส์พยักหน้า "และอาจเป็เหตุผลเดียวกันกับที่โรแลนด์หายตัวไปด้วย..."
จากนั้นพวกเขาก็สำรวจหาเบาะแสเพิ่มเติมภายในห้องทดลองอันทรุดโทรมนี้ แสงจากตะเกียงน้ำมันสะท้อนกับผนังที่แตกร้าว เผยให้เห็นเครื่องมือทดลองที่ถูกทิ้งร้างมาเนิ่นนาน ขวดแก้วบางขวดมีสารเคมีที่แห้งติดก้น กลิ่นอับชื้นจากฝุ่นและร่องรอยของเชื้อรากระจายอยู่ทั่วทุกซอกมุม เอกสารบางส่วนถูกทิ้งกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ บางชิ้นถูกไหม้เกรียมจากเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เคยเกิดขึ้น
พวกเขาพยายามพลิกหาบันทึกที่อาจมีข้อมูลเกี่ยวกับปรสิตและการทดลอง แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะกระจัดกระจายและไม่สมบูรณ์
"บางทีอาจมีอะไรซ่อนอยู่ที่นี่มากกว่าที่เห็น..." โจเซฟพูดเบา ๆ
ขณะที่พวกเขาค้นหาไปเรื่อย ๆ ชาร์ลส์ก็พบร่องรอยแปลก ๆ บนพื้นเหมือนกับรอยแตกขนาดใหญ่ที่ทอดยาวไปยังผนังด้านหนึ่ง ดูราวกับพื้นบริเวณนี้เคยถูกกระแทกหรือมีบางอย่างถล่มลงมา โจเซฟเดินตามมาดูด้วยความสนใจ ก่อนทั้งสองจะพบว่าร่องรอยนี้นำไปยังทางเดินเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ด้านหลังชั้นหนังสือ ที่เหมือนจะพังมาปิดทับ
พวกเขาเลื่อนชั้นหนังสือออกด้วยความยากลำบาก เผยให้เห็น ประตูที่ปิดสนิทอยู่ ทว่าประตูนี้ไม่ได้ถูกปิดกั้นด้วยกลไกหรือกุญแจ หากแต่ถูกปิดทับด้วยเศษหินและดินที่ถล่มลงมาจากเพดาน้า
พวกเขาพบว่าเส้นทางนี้ทอดยาวไปสู่ส่วนลึกของอาคาร แต่มันถูกปิดกั้นด้วยสาเหตุทางธรรมชาติอย่าง การทรุดตัวของดินและหินที่ถล่มลงมาจากเพดาน ทำให้ทางเดินนี้เต็มไปด้วยก้อนหินขนาดใหญ่และดินที่ทับถมกัน
ชาร์ลส์ใช้ตะเกียงส่องหาเส้นทาง แต่พบว่าการแทรกตัวผ่านเป็ไปได้ยาก หินที่ถล่มลงมาไม่เพียงปิดกั้นเส้นทาง ยังสร้างความไม่มั่นคงให้กับโครงสร้างของอาคารที่ทรุดโทรมนี้ หากพวกเขาพยายามเคลื่อนย้ายหินผิดวิธี อาจทำให้เกิดการถล่มซ้ำได้
"แบบนี้เราคงดันไปไม่ไหว..." โจเซฟบ่น ขณะพยายามขยับหินก้อนหนึ่ง แต่มันไม่กระเทือนเลย
ชาร์ลส์และโจเซฟถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้าเมื่อพบว่าทางผ่านถูกปิดตาย หินที่ถล่มลงมาทับทางเดินอย่างแ่าไม่เพียงทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าไปสำรวจได้ แต่ยังเสี่ยงทำให้อาคารที่เก่าและทรุดโทรมนี้ถล่มลงมาอีก พวกเขาจึงตัดสินใจ กลับไปยังตัวเมือง เพื่อรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงหาวิธีที่อาจช่วยเปิดทางเดินลับนี้ได้โดยไม่เสี่ยงอันตรายเกินไป
ระหว่างที่พวกเขาเดินออกจากอาคารร้าง ความคิดต่าง ๆ เริ่มเล่นอยู่ในหัว
ทั้งสองตัดสินใจกลับไปหาผู้ที่อาจรู้รายละเอียด ผู้ซึ่งเคยทำงานกับไมเคิลและโรแลนด์ และอาจรู้เบาะแสเกี่ยวกับการทดลองในอดีต
"กลับไปหาฮัมฟรีย์กัน" โจเซฟพูดขึ้นระหว่างที่พวกเขาเดินไปยังรถม้า
ชาร์ลส์พยักหน้าเห็นด้วย
