เฉียวรุ่ยได้ยินคำพูดของหลิ่วเทียนฉีก็มีสีหน้างุนงง หันไปมองคนรัก
“อะไรนะ? เทียนฉี เ้าว่ามันเป็? เป็คำสาปหรือ?”
หลิ่วเทียนฉีมองใบหน้างุนงงของคนในอ้อมแขน เขาถอนหายใจเบาๆ ทีหนึ่ง
“ทิศเหนือของแคว้นจินอวี่มีแคว้นเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อแคว้นอูเอ่อร์ ที่นั่นมีผู้ชำนาญศาสตร์ที่ได้รับความเคารพที่สุดคือหมอผี ศาสตร์ที่ผู้คนเทิดทูนที่สุดคือวิชาคุณไสย ส่วนวิชาคำสาปกับวิชาแมลงพิษอาถรรพ์ถือเป็วิชาคุณไสยประเภทหนึ่ง วิชาคำสาปคือการใช้ถ้อยคำและเครื่องสังเวยเพื่อควบคุมผู้คน เป็ศาสตร์เช่นเดียวกับการสาปแช่ง แมลงพิษอาถรรพ์ก็ใช้ควบคุมได้เช่นกัน หรือกระทั่งทำให้ถึงตายก็มี” หลิ่วเทียนฉีอธิบายอย่างจริงจัง
เขาดีใจมากที่อ่านนิยายต้นฉบับด้วยความตั้งใจ ดังนั้น เื่ราวทั้งหมดเขารู้กระจ่างดุจฝ่ามือ รู้จักแคว้นอูเอ่อร์แห่งนี้ลึกซึ้งยิ่งนัก!
“มี มีศาสตร์ที่ร้ายกาจเช่นนี้ด้วยหรือ?” เฉียวรุ่ยมองคนรักแล้วอุทานอย่างใ
“ใช่แล้ว คำสาปเป็ศาสตร์ที่ร้ายกาจมากชนิดหนึ่ง แม้แคว้นอูเอ่อร์เป็เพียงแคว้นเล็กกระจิริด แต่ไม่มีใครกล้าหาเื่คนของแคว้นนี้เลยล่ะ!” เป็เื่จริง ต่อให้เป็แคว้นจินอวี่ก็ไม่มีทางหาเื่พวกเขาง่ายๆ
“เ้า เ้าจะบอกว่าบุรุษชุดน้ำเงินคนนั้นเป็คนของแคว้นอูเอ่อร์หรือ?”
ได้ยินเข้า หลิ่วเทียนฉีพลันหัวเราะ “เด็กโง่ ไม่ใช่แค่คนแคว้นอูเอ่อร์ถึงจะเป็วิชาคุณไสยได้ ตอนเด็กข้าเคยได้ยินท่านพ่อเล่าว่า มีผู้ฝึกตนแคว้นจินอวี่คนหนึ่งเดินทางไปแคว้นนั้น เสียเงินมากมายเพื่อร่ำเรียนวิชาคุณไสย หลังสำเร็จวิชาจึงเดินทางกลับแคว้นตน ทำเลวสารพัด ทยอยใช้วิชาคำสาปกับแมลงพิษอาถรรพ์ควบคุมผู้ฝึกตนหญิงวัยแรกแย้มร้อยกว่าคน ขังผู้ฝึกตนหญิงเหล่านี้ไว้ในถ้ำให้เขาเล่นสนุก เก็บเกี่ยวพลังหยินมาเสริมพลังหยาง”
“หา? ถึงกับ ถึงกับมีคนชั่วช้าเช่นนี้เลยหรือ!” ได้ยินคำบอกเล่า เฉียวรุ่ยซึ่งมีคุณธรรมคับอกจึงด่าเสียงดัง
“ต่อมา ผู้ฝึกตนคนนี้พบบุตรสาวของผู้มากความสามารถระดับดวงปราณคนหนึ่ง เขาคิดใช้คำสาปควบคุมอีกฝ่าย ซึ่งนั่นเป็การจุดโทสะให้ผู้มากความสามารถคนนั้น ผู้มากความสามารถระดับดวงปราณจึงไปแคว้นอูเอ่อร์ ใช้เงินมากมายเชิญหมอผีที่มีวิชาคุณไสยแข็งแกร่ง สังหารผู้ฝึกตนคนนั้นเสีย”
“อ้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า พอใจกับจุดจบเป็อย่างยิ่ง
“ฉะนั้น หมอผีคนนี้จึงไม่อาจล่วงเกินได้ ต้องเคารพและอยู่ให้ห่าง ข้าว่าบุรุษชุดน้ำเงินคนนั้นดูชั่วร้ายอย่างยิ่ง แปดเก้าในสิบส่วนคงเป็หมอผี เสี่ยวรุ่ย เ้าพยายามอยู่ห่างเขาสักหน่อย ไม่เช่นนั้นข้ากลัวว่าเ้าจะถูกเขาควบคุม ถึงเวลาตนเป็ใครก็ไม่รู้ กลายเป็ตุ๊กตาของเขา ปล่อยให้อีกฝ่ายจับวางหรืออาจยอมตายเพื่ออีกฝ่ายก็เป็ได้!”
หลิ่วเทียนฉีคิดว่าในหนังสือ เฉียวรุ่ยคือหุ่นไม้ชักสายตัวหนึ่ง เป็ตุ๊กตาในมือพระเอก สละทุกสิ่งให้กระทั่งชีวิตของตน แต่พระเอกกลับมองอีกฝ่ายเป็เพียงคนโง่เบาปัญญา!
“อื้อ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะอยู่ให้ห่างเขา ข้าไม่ยอมเป็ตุ๊กตาของเขาหรอก!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าเหมือนตำกระเทียม สลักคำพูดของคนรักไว้ในใจ
เห็นเฉียวรุ่ยเชื่อฟัง เขาก้มหน้าไปจูบริมฝีปากน้อยทีหนึ่ง
“เสี่ยวรุ่ย เ้ารู้ไหม? เมื่อครู่ข้ากลัวนัก กลัวเ้าจะถูกควบคุม กลัวว่าหลังจากนี้เ้าจะไม่รู้จักข้า ไม่้าข้าอีกแล้วเสียอีก!”
“ไม่ ไม่มีทาง ข้าจะเป็อย่างนั้นได้อย่างไรเล่า?” เฉียวรุ่ยส่ายศีรษะ กอดอีกฝ่ายไว้แน่น
“เสี่ยวรุ่ย เพื่อตัวเ้าและก็เพื่อข้า อยู่ห่างจากเขาหน่อยดีไหม?”
“อืม ข้ารู้ ข้ารู้แล้ว ข้าจะหลบเขา หลบเขาไปไกลๆ เลย!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าย้ำอีกครั้ง
“อืม เด็กดี!” หลิ่วเทียนฉีโอบแผ่นหลังคนรัก กอดไว้ในอ้อมแขน
เขามองศีรษะน้อยที่แนบชิดอยู่บนหน้าอกตนเองพลันยกมุมปากเล็กน้อย
หลันอวี่ิ ครั้งนี้ข้าจะไม่ให้โอกาสเ้าเข้าใกล้เสี่ยวรุ่ย ใช้ประโยชน์จากเขาอีกต่อไป เ้าอยากผงาดขึ้นมาเหนือฟ้าก็อาศัยความสามารถของตัวเ้าเองเถอะ! เสี่ยวรุ่ยไม่มีทางช่วยผู้ชายสวะอย่างเ้าอีก ไม่มีทาง!
.........
หลังอาหารเย็น หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยก็กลับมาถึงโรงเตี๊ยม
เมื่อพาหวังอันหยางมาด้วย ทั้งสามคนจึงไปหาหลิ่วเหอพร้อมกัน
“คารวะท่านพ่อ!”
“คารวะท่านอาหลิ่ว!”
“คารวะนายท่าน!” พวกเขาเห็นหน้าหลิ่วเหอจึงรีบคำนับ
“ฉีเอ๋อร์กับเสี่ยวรุ่ยเองหรือ นั่งก่อนสิ!” หลิ่วเหอมองเด็กทั้งสองอย่างยินดี ทำท่าให้พวกเขานั่งลง
“ขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยพยักหน้า นั่งลงข้างกาย
“ท่านพ่อ ข้ากับเสี่ยวรุ่ยเพิ่งเดินเที่ยวในเมืองไปรอบหนึ่ง นี่เป็ใบชาที่พวกเราซื้อมาให้ท่านขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีเอาใบชาห่อหนึ่งออกมา เขายิ้มพลางส่งให้บิดา
“อืม พวกเ้าสองคนเป็เด็กดี มีใจกตัญญูยิ่งนัก!”
ใบชาทิพย์นี้ แม้ไม่ใช่ของแพงเท่าไร แต่ใจของเด็กทั้งสองที่ระลึกถึงตนกลับทำให้หลิ่วเหอพอใจเป็อย่างมาก
“ท่านพ่อ นี่คือหวังอันหยาง เมื่อวานบิดาของเขาเสีย เขาขายตัวอยู่ที่ถนนเพื่อหาเงินฝังศพบิดา ลูกเห็นเขาเป็บุตรกตัญญู จึงซื้อเขากลับมาขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีจูงหวังอันหยางที่ยืนอยู่ด้านข้างมาแนะนำเสียงเบา
หลิ่วเหอฟังจบ สายตาพลันจับจ้องอยู่บนร่างอีกฝ่าย
เห็นบุรุษสองเพศตัวน้อยหน้าตาเกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้านยืนอยู่ตรงหน้าก็พยักหน้าเล็กน้อย “อายุเท่าไรแล้วหรือ?”
“สิบสี่ขอรับ!” หวังอันหยางมองบุรุษที่เป็ผู้ใหญ่สุขุมตรงหน้าเล็กน้อย เขารีบตอบกลับ
นี่เป็ครั้งแรกที่หวังอันหยางได้พบบิดาของนายน้อย พูดตามตรง เขาคิดไม่ถึงว่านายท่านผู้นี้จะหน้าตาอ่อนเยาว์เช่นนี้ ภายนอกแลดูสามสิบต้นๆ ไม่เหมือนคนที่มีลูกโตปานนี้สักนิด
แต่หวังอันหยางเข้าใจได้ อีกฝ่ายเป็ถึงผู้ฝึกตน ย่อมแตกต่างจากคนธรรมดาที่ไม่อาจฝึกตนได้อย่างเขา เพราะว่าผู้ฝึกตนนั้น จะมีใบหน้าอ่อนเยาว์เป็อย่างมาก โดยเฉพาะหลังผนึกดวงปราณแล้ว ผู้ฝึกตนสามารถปรับเปลี่ยนหน้าตาของตนได้ตามใจอีกด้วย เช่นนั้นจึงยิ่งงดงามและอ่อนเยาว์ขึ้นไปอีก
“โถ เพิ่งอายุสิบสี่เองหรือ! ในตระกูลยังมีญาติคนอื่นอีกไหม?” หลิ่วเหอถามต่อ
“ไม่มีขอรับ ข้าน้อยมีบิดาเป็ครอบครัวเพียงคนเดียวขอรับ!” หวังอันหยางส่ายศีรษะบอก
ได้ยินคำตอบ หลิ่วเทียนฉีพลันขมวดคิ้ว ในใจคิด ‘หวังอันหยางผู้นี้ เคียดแค้นบิดาอีกคนหนึ่งมากเท่าใดกันนะ ถึงกับบอกว่าไม่เหลือใครในครอบครัวเลยหรือ?’
แต่ก็ไม่แปลก อายุสามขวบถูกขับไล่ออกจากตระกูล เป็ใครก็ไม่มีทางใจกว้าง อภัยให้บิดาที่ขับไล่ตนเองออกจากตระกูลได้หรอกกระมัง?
“น่าสงสารนัก!” หลิ่วเหอพยักหน้า สายตาที่มองหวังอันหยางมีความเห็นใจเพิ่มขึ้น
“ท่านพ่อ อีกไม่กี่วันลูกจะไปวิทยาลัยเซิ่งตู หากเข้าวิทยาลัย วันมะรืนก็ไม่อาจอยู่ข้างกาย ตอบแทนบุญคุณท่านได้เป็ประจำอีก เพราะอย่างนั้น ลูกจึงหวังให้หวังอันหยางอยู่ข้างกายท่านแทนลูก รับใช้ท่าน ทดแทนบุญคุณท่าน เช่นนี้ใจของลูกถึงจะสบายใจขึ้นบ้างขอรับ!”
“ฉีเอ๋อร์!” หลิ่วเหอได้ยินหลิ่วเทียนฉีกล่าวเช่นนี้ ขอบตาเขาเริ่มแดงเรื่อ
“ขอท่านพ่อโปรดรับเขาไว้ด้วย หลังจากนี้ ถึงฉีเอ๋อร์ไม่อยู่ข้างกายท่าน แต่อย่างน้อยข้างกายท่านก็ยังมีคนที่กตัญญู พร้อมทดแทนบุญคุณท่านอยู่!” หลิ่วเทียนฉีมองบิดา เอ่ยขึ้นอย่างใส่ใจ
ได้ยินเช่นนี้ หลิ่วเหอพยักหน้าหลายหน “ได้บุตรเยี่ยงเทียนฉี ข้าหลิ่วเหอยัง้าอะไรอีกเล่า?”
“พูดอย่างนี้ ท่านพ่อตกลงรับเขาแล้วหรือขอรับ?”
“อืม ในเมื่อนี่เป็หัวใจกตัญญูของลูก พ่อย่อมรับไว้อยู่แล้ว”
“ดีขอรับ เช่นนั้นลูกจะให้เขาอยู่ที่นี่เลย ท่านพ่อลองคุยกับเขาสักนิด สร้างสัมพันธ์นายบ่าวสักหน่อย ลูกกับเสี่ยวรุ่ยขอกลับไปพักผ่อนก่อนนะขอรับ!”
“ได้ พวกเ้าสองคนกลับไปก่อนเถอะ! ข้าจะคุยกับเขาอีกสักพัก!” หลิ่วเหอพยักหน้าเห็นด้วย
“ขอรับท่านพ่อ!”
“ถ้าเช่นนั้น พวกเราไปนะขอรับท่านอาหลิ่ว!” สองคนลุกขึ้นออกจากห้องไป
เมื่อเห็นทั้งสองจากไป ในห้องเหลือเพียงตนกับนายท่าน หวังอันหยางกำชายเสื้อ เขารู้สึกประหม่าเล็กน้อย
“เ้าชื่อหวังอันหยาง ถ้าเช่นนั้น หลังจากนี้ข้าเรียกเ้าว่าอันหยางได้ไหม?”
“ขอรับ นายท่าน!” หวังอันหยางพยักหน้า ไม่คัดค้าน
“ไม่ต้องเกร็งปานนั้น ข้าไม่ใช่คนทารุณ ขอแค่เ้าไม่ทำผิดใหญ่หลวง ข้าจะไม่ด่าว่าเ้า ส่วนทุบตีนั่นยิ่งเป็ไปไม่ได้ เ้าเป็คนที่ฉีเอ๋อร์มอบให้ข้า หลังจากนี้เ้าก็คอยรับใช้ อยู่ข้างกายข้าเถอะ!”
“ขอรับ นายท่าน!” หวังอันหยางขานรับ
“ดี เวลาไม่เช้าแล้ว เ้ากลับไปพักผ่อนเถิด!”
“ขอรับ นายท่าน!” หวังอันหยางขานรับอีกครั้ง หมุนตัวจะออกไป
“อันหยาง...”
“นายท่านยังมีสิ่งใดอีกหรือขอรับ?” ได้ยินหลิ่วเหอเรียก เขาหมุนตัวกลับมามอง
“ฉีเอ๋อร์จัดที่พักให้เ้าแล้วหรือ?” หลิ่วเหอถามอย่างเป็ห่วง
“อ้อ จัดการแล้วขอรับ ข้าพักอยู่ห้องข้างนายท่านนี่เอง หากนายท่านมีธุระอันใด เรียกใช้ข้าได้ตลอดเวลาขอรับ” คิดดูแล้ว นายน้อยจงใจขอห้องนี้ให้ตนสินะ?
“อืม ข้ารู้แล้ว เ้ารีบกลับไปพักเถอะ!” หลิ่วเหอโบกมือ ส่งสัญญาณให้อีกฝ่าย
“ขอรับ!” หวังอันหยางขานรับครั้งสุดท้าย ก่อนเดินออกจากห้อง
.........
วันต่อมา ทุกคนเริ่มออกเดินทาง
เมื่อนั่งอยู่ในรถ หลิ่วเทียนฉีเอาชุดชงชาที่พกติดตัวออกมา เขาชงชาให้บิดาไปพลาง สอนหวังอันหยางไปพลาง
“วันนี้ชาที่ข้าจะชงให้ท่านพ่อคือดอกปลายทิพย์ เป็หนึ่งในชาทิพย์ห้าชนิดที่ท่านพ่อชอบ เ้าต้องตั้งใจ คอยดูว่าข้าชงชาอย่างไรด้วยล่ะ!”
“ขอรับ นายน้อย!” หวังอันหยางพยักหน้า ตั้งใจเรียนรู้ มองอย่างละเอียดไม่ละเลยสักนิด
เมื่อชงชาเรียบร้อย หลิ่วเทียนฉีรินน้ำชาหนึ่งถ้วยส่งให้บิดาอย่างนอบน้อม
“อันหยาง แหวนมิติวงนี้ข้าให้เ้า หลังจากนี้ชุดชงชา กาน้ำและเตาถ่านน้อยเหล่านี้ เ้าต้องพกติดตัวเอาไว้ หากเป็เช่นนี้ ยามท่านพ่ออยากดื่ม เ้าจะได้ชงชาให้ท่านได้ตลอด!”
“ขอรับ เข้าใจแล้วนายน้อย!” หวังอันหยางพยักหน้ารับทราบ ยื่นมือไปรับแหวนมิติมา
“ส่วนนี่คือรายชื่อชาทิพย์ห้าชนิดที่ท่านพ่อชอบ มีวิธีชงชาอย่างละเอียดบอกอยู่ เ้าเอากลับไปท่องให้คล่องเสีย!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้
“ขอรับ!” หวังอันหยางขานรับ รีบรับมาพับอย่างระมัดระวัง เรียบร้อยถึงเก็บเข้าไปในแหวนมิติ
“อีกอย่างหนึ่ง ใบชาที่ซื้อกลับมาต้องใช้น้ำเกลือเจือจางล้างให้สะอาด ตากแดดให้แห้งสองครั้ง แล้วใช้เข็มเงินตรวจสอบพิษก่อน หลังมั่นใจว่าไม่มีปัญหาค่อยชงชาให้ท่าน นอกจากนี้ ชุดชงชาของท่านพ่อต้องล้างให้สะอาดวันละครั้ง หากไม่ล้างให้สะอาด อย่าให้ท่านพ่อใช้เชียวล่ะ” หลิ่วเทียนฉีมองหวังอันหยาง เอ่ยอย่างตั้งใจทีละประโยค
“ขอรับ นายน้อย!” หวังอันหยางพยักหน้า จดจำคำพูดของหลิ่วเทียนฉีไว้แม่น
หลิ่วเหอมองดูบุตรชายพูดเป็ฉากๆ อย่างวางใจหวังอันหยางไม่ลงก็ส่ายศีรษะ หลุดหัวเราะออกมา
“พอแล้วฉีเอ๋อร์ หลังจากนี้อันหยางต้องติดตามอยู่ข้างกายพ่อ พ่อจะค่อยๆ สอนเขาเอง เ้าไม่ต้องกังวลหรอก ตอนนี้เอากระดาษยันต์ออกมาดีกว่า เดี๋ยวพ่อสอนเ้าวาดยันต์เคลื่อนย้ายขั้นสาม!”
“ขอรับ ท่านพ่อ!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้า ส่งสัญญาณให้หวังอันหยางเก็บชุดชงชาบนโต๊ะและเช็ดโต๊ะให้สะอาด เขาถึงค่อยหยิบกระดาษยันต์ หมึกยันต์และพู่กันเขียนยันต์ของตนออกมา เตรียมเรียนวาดยันต์กับบิดา
เห็นท่านอาสามกับน้องเจ็ดเมตตาบุตรกตัญญู สองพ่อลูกท่าทางสุขสันต์ ในใจหลิ่วซานเต็มไปด้วยความริษยา
ก่อนหน้านี้น้องเจ็ดดูถูกตนอย่างยิ่ง ไม่ยินดีใกล้ชิดท่านอาสามมาตลอด ความสัมพันธ์ของสองพ่อลูกย่ำแย่นัก ด้วยเหตุนี้ ท่านอาสามจึงดีกับพวกเขาหลานสาวกับหลานชายเป็พิเศษ รักเป็อย่างมาก แต่ตอนนี้น้องเจ็ดความรักทั้งหมดของท่านอาสามแต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราอีกต่อไป!
หลิ่วอู่เห็นหลิ่วเทียนฉีได้รับความรักจากท่านอาสามเช่นนี้ ในใจพลันมีรสชาติยากจะหยั่งถึง ก่อนหน้านี้ท่านอาสามรักตนยิ่งนัก แต่เวลานี้กลับรักเพียงน้องเจ็ด คล้ายผู้อื่นไม่อยู่ในสายตาเช่นเดิมอีก
หลิ่วซือเห็นหลิ่วเทียนฉีมีความคิดละเอียดดั่งเม็ดฝุ่น เอ่ยความชอบความคุ้นชินของท่านอาสามออกมาได้ชัดกระจ่างปานนี้ นางรู้สึกอับอายเล็กน้อย ก่อนหน้านี้นางคิดมาตลอดว่าท่านอาสามรักน้องเจ็ดเพียงเพราะเป็บุตรแท้ๆ มาตอนนี้นางถึงเข้าใจ ท่านอาสามรักน้องเจ็ดไม่ใช่แค่เพราะสายเื ที่มากกว่าคือความกตัญญูของน้องเจ็ดที่มากกว่าผู้ใดทั้งหมด
เดิมก็เป็ลูกแท้ๆ ที่ให้กำเนิด เมื่อมีใจกตัญญูปานนี้ จะมีบิดาคนไหนไม่รักบุตรที่น่าเอ็นดูเช่นนี้เล่า?