สายลมในยามเช้าพัดเย็นสบายพร้อมกับแสงแดดที่เป็ประกายสีแดงสดราวกับเื
ภายในป้อมปราการเมืองแบล็กสโตนกำลังวุ่นวายอยู่กับการเก็บของ
หลังจากการสู้รบเมื่อวานนี้ เหล่าทหารเมืองแบล็กสโตนเกือบสี่พันนายถูกสังหารลงที่นี่ นอกจากรอยเืและศพจำนวนนับไม่ถ้วนแล้ว ยังมีอาวุธและชุดเกราะอีกมากมายกระจัดกระจายอยู่บนพื้นเต็มไปหมด เหล่าทาสเมืองแซมบอร์ดไม่ลังเลที่จะถอดชุดเกราะจากตัวศพมาสวมทับบนร่างของตัวเอง และฉกฉวยอาวุธของพวกข้าศึกมาถือไว้ในมือ ตอนนี้พวกเขาไม่ต่างอะไรกับทหารที่มีอาวุธครบมือ ก่อนออกเดินทางพวกเขาได้ทำการค้นหาสมบัติภายในป้อมอีกรอบหนึ่งแล้วขนไปไว้บนรถม้า เพื่อนำกลับไปที่เมืองแซมบอร์ดด้วย
ถึงแม้ว่าสภาพร่างกายของพวกเขาส่วนใหญ่จะไม่ค่อยดีเท่าไรนักเนื่องจากถูกทรมานมานานหลายปี แต่ก็ใช่ว่าจะเคลื่อนไหวไม่ได้ พวกเขาโชคดีที่มีาาแซมบอร์ดผู้ยิ่งใหญ่ที่เหมือนกับ์ประทานลงมาให้ ดังนั้นจิตใจของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความฮึกเหิม
ด้วยการสั่งการของแลมพาร์ด พวกเขาทุกคนต่างกุลีกุจอเตรียมตัวสำหรับเดินทางกลับบ้านเกิดที่จากมาหลายปี ในยุคที่เต็มไปด้วยาบนแผ่นดินอาเซรอทนั้น ผู้ชายส่วนใหญ่จะขี่ม้าเป็อยู้แล้ว ตอนนี้พวกเขาต่างขี่ม้าศึกของเหล่าทหารแบล็กสโตนที่ยึดมาเป็สินา ก่อนจะแบ่งกำลังไปปกป้องรถม้าที่มีผู้หญิงนั่งอยู่ไม่กี่คน พวกเขากำหอกดาบในมือแน่น เต็มไปด้วยบรรยากาศที่น่าเกรงขาม
กองทัพที่แบ่งออกเป็สองกองพร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว แลมพาร์ดทำความเคารพซุนเฟย จากนั้นก็เริ่มจัดขบวนกลุ่มของตัวเองเพื่อนำเหล่าทาสย้อนกลับไปที่เมืองแซมบอร์ด
ตอนนั้น ทั้งลานจัตุรัสก็เต็มไปด้วยเสียงร่ำลาและเสียงอวยพร
ในขณะเดียวกันก็มีร่างผอมแห้งของลูก้าที่ประคองร่างของผู้เฒ่าโซล่าเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าของซุนเฟย
หลังจากทำความเคารพตามแบบฉบับขุนนางที่เข้าเฝ้าาาแล้ว ผู้เฒ่าโซล่าก็คุกเข่าลงกับพื้นพลางกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ฝ่าา ได้โปรดให้ข้าน้อยติดตามกองทัพไปด้วยเถอะขอรับ เทือกเขาอาทิตย์แห่งนี้เป็พื้นที่ที่ห่างไกลและรกร้าง ภูมิประเทศไม่ต่างอะไรกับเขาวงกต ตลอดทางเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย อีกทั้งยังเป็ป่าทึบและมีผาสูงชัน หากกองทัพไม่มีผู้นำทางที่ชำนาญเกรงว่าจะหลงทางได้ง่ายๆ ข้าน้อยเป็ทาสอยู่ที่นี่มายี่สิบหกปีแล้ว กระหม่อมคุ้นเคยกับทุกเส้นทางของที่นี่ รู้ตำแหน่งของหลุมแร่ทุกหลุม เคยเห็นสัตว์อสูรในเทือกเขาแห่งนี้มาแล้วทุกตัว กระหม่อมรับประกันว่าสามารถช่วยฝ่าาออกจากเทือกเขาอาทิตย์แห่งนี้ได้เร็วที่สุด...”
“แต่ร่างกายของท่าน...” ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการหลงทางคนหนึ่ง ซุนเฟยย่อมเข้าใจถึงความขมขื่นในการหลงทางแล้วหาทางออกไม่ได้เป็อย่างดี ดังนั้นตอนแรกที่ได้ยินข้อเสนอนี้ ดวงตาของเขาก็เป็ประกายขึ้นมาทันที อีกทั้งสิ่งที่ท่านผู้เฒ่ากล่าวมาก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล ต้องมาเดินทัพอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่ไม่คุ้นเคยคงต้องเสียเวลาไม่น้อยถึงจะคลำหาทางออกได้ แน่นอนว่าถ้ามีคนนำทางที่คุ้นเคยกับเส้นทางของเทือกเขาแห่งนี้มานำทางให้ย่อมเป็เื่ดี แต่สภาพร่างกายของท่านผู้เฒ่าก็ยังคงอ่อนแออยู่มาก ถ้าเดินทางไกลคงทำให้ร่างกายไม่สู้ดีแน่ๆ
“ฝ่าาทรงวางพระทัยได้ ข้าน้อยเป็ตาเฒ่ากระดูกแข็ง...” ท่านผู้เฒ่ากล่าวอย่างห้าวหาญก่อนจะผลักร่างของลูก้าที่ช่วยประคองตัวเองออกไป แล้วใช้สองมือยกก้อนหินที่หนักหนึ่งร้อยจินขึ้น (ห้าสิบกิโลกรัม) แล้วหันมาพูดด้วยใบหน้าแดงก่ำว่า “ฝ่าาทรงทอดพระเนตร ข้าน้อยยังสามารถยกก้อนหินที่หนักกว่านี้ได้อีก ได้โปรดอนุญาตให้ข้าน้อยร่วมเดินทางไปด้วย ให้ข้าน้อยได้มีส่วนร่วมในการช่วยอาณาจักรแซมบอร์ดด้วยเถิด...” พูดถึงตรงนี้ เขาก็มีท่าทีสลดเล็กน้อย “ยี่สิบกว่าปีแล้วที่ข้าน้อยเฝ้ารอวันนี้!”
ซุนเฟยถูกสายตาที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและฮึกเหิมของผู้เฒ่าตรงหน้าทำให้ใจอ่อน
“ก็ได้ เอาแบบนั้นก็แล้วกัน โอเลเกร์ เ้านำเฟลมมิ่ง บีตส์ออกมาให้ผู้นำทางของพวกเรา...” พูดถึงตรงนี้ สายตาของซุนเฟยก็หันมามองลูก้าด้วยรอยยิ้มพลางพูดว่า “เด็กน้อย เ้าก็มาด้วยแล้วกัน ขึ้นขี่ม้าตัวเดียวกับท่านลุงโซล่าและคอยดูแลท่านลุงให้ดีๆ เล่า!”
“เอ๋? จริงหรือขอรับ? ขอบพระทัยขอรับฝ่าา...ฝ่าาทรงพระเจริญ!”
ลูก้าน้อยพลันะโขึ้นม้าอย่างตื่นเต้น ในตอนแรกเขาก็คิดจะขอฝ่าาติดตามไปด้วย คาดไม่ถึงเลยว่าฝ่าาจะเป็ผู้เอ่ยปากก่อน ั้แ่ตอนที่ฟื้นขึ้นมาในตอนนั้น และได้เห็นหน้าซุนเฟยเป็คนแรก ใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสภายใต้ดวงอาทิตย์และมือที่แสนอบอุ่นคู่นั้นได้ประทับอยู่ในจิติญญาของเด็กหนุ่มคนนี้ การได้ติดตามาาสำหรับเด็กหนุ่มแล้ว ถือเป็เื่ที่ทำให้เขามีความสุขที่สุดั้แ่เกิดมา
ไม่ช้า พัศดีโอเลเกร์ก็นำเฟลมมิ่ง บีตส์เข้ามา
ด้วยความพยายามมานานหลายปีของาาเมืองชื่อสุ่ยในการเพาะพันธุ์สัตว์อสูรระดับสี่เฟลมมิ่ง บีตส์และการฝึกให้มันเชื่อง ทำให้รุ่นลูกรุ่นหลานของเฟลมมิ่ง บีตส์ลดนิสัยก้าวร้าวของสัตว์อสูรระดับสี่ลงไปมาก และนี่ก็เป็หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้มันต้องพ่ายแพ้ต่ออัศวินเกราะหนักในการปะทะกันก่อนหน้านี้ แต่หลังจากที่มันได้ดื่มเครื่องดื่มที่ผสม 'น้ำยาฮัลค์' เข้าไปแล้ว ดูเหมือนว่ามันจะกลับไปมีนิสัยตามบรรพบุรุษของมัน การพัฒนาของเฟลมมิ่ง บีตส์เหมือนกับเ้าอ้วนโอเลเกร์ที่มีการพัฒนาร่างกายถึงสองครั้ง มันสามารถบรรทุกของหนักได้มากขึ้นและความสามารถในการพุ่งชนก็รุนแรงขึ้น แม้กระทั่งกีบเท้าทั้งสี่ของมันยังปรากฏเปลวเพลิงเวทมนตร์สีแดงจางๆ ออกมา เขี้ยวของมันดูยาวขึ้นและแหลมคมยิ่งกว่าเดิม รวมทั้งสัญชาตญาณของสัตว์อสูรก็ฟื้นคืนมาเต็มร้อย ทำให้มันดุร้ายและก้าวร้าวมาก มันจะแสดงท่าทีเชื่องๆ ต่อเ้านายของตัวเองเท่านั้น
ลูก้าน้อยวิ่งเข้าไปดึงบังเหียนมันอย่างดีใจ
ใครๆ ก็รู้ดีว่า หากเฟลมมิ่ง บีตส์เห็นคนแปลกหน้าวิ่งเข้ามาหา มันจะเกิดอาการดุร้ายขึ้น เฟลมมิ่ง บีตส์ยกเท้าหน้าขึ้นพลางร้องออกมาอย่างโมโห ก่อนจะย่ำกับพื้นอย่างรุนแรง แต่โชคดีที่เ้าลมกรดทมิฬจับตาดูอยู่ตลอดเวลา มันจึงรีบเห่าออกมาเสียงดังด้วยความโมโห ‘โฮ่งๆๆ’ ทำให้เกิดฉากตลกขึ้นมา เมื่อเฟลมมิ่ง บีตส์ที่ทำท่าจะเหยียบลูก้าพลันหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด ท่าทางสลดแบบนี้ราวกับว่ากำลังถูกพี่ใหญ่อบรมตัวเองอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ยอมให้ลูก้าน้อยและผู้เฒ่าโซล่าเข้าใกล้มันเด็ดขาด
ในตอนนั้นเอง ร่างของซุนเฟยก็พลันแข็งทื่อไปชั่วครู่ นึกว่าตัวเองจะได้เห็นลูก้าโดยเหยียบเสียแล้ว
การที่สัตว์เลี้ยงตัวนี้ไม่ไว้หน้าตัวเองทำให้ซุนเฟยรู้สึกโมโหนิดๆ ขณะที่กำลังจะเปลี่ยนเป็ 'โหมดดรูอิด' เพื่อคุยกับสัตว์เลี้ยงแสนดื้อตัวนี้ ก็มีร่างบอบบางเดินออกมาจากด้านหลัง มือขาวผ่องค่อยๆ ลูบลงบนหัวของเ้าเฟลมมิ่ง บีตส์อย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปส่งยิ้มน้อยๆ ให้แก่ลูก้าและท่านผู้เฒ่าโซล่าพลางกวักมือเรียกให้เดินเข้ามา ฉากที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำเอาทุกคนพากันอ้าปากค้าง เฟลมมิ่ง บีตส์ยอมคุกเข่าลงข้างกายของทั้งสองคนอย่างเชื่องๆ ยินยอมให้พวกเขาขึ้นขี่ ท่าทีโมโหร้ายเมื่อครู่พลันหายไป
“แองเจล่า เ้าทำอย่างไรให้สัตว์เลี้ยงเชื่องได้ขนาดนี้เนี่ย?”
ขณะที่กองทัพเดินทางออกจากป้อมปราการเมืองแบล็กสโตน ซุนเฟยที่นั่งอยู่บนหลังของสุนัขั์สีดำก็เอ่ยปากถามขึ้นมาในขณะที่กำลังโอบกอดร่างคู่หมั้นสาวของตัวเองไว้ สายลมในยามเช้าพัดเอากลิ่นหอมละมุนของคู่หมั้นสาวลอยเข้ามาในจมูกซุนเฟย มันทำให้เขารู้สึกสงบและอบอุ่นใจ
ถึงแม้ว่าสายลมใน่ปลายฤดูใบไม้ร่วงจะหนาวสั่น แต่แองเจล่าก็ไม่ยอมกลับขึ้นไปบนรถม้าอีก กระโปรงสั้นสีขาวที่กระพือไปตามลมเผยให้เห็น่เรียวขาขาวนวลถึงสองในสาม ด้านล่างของนางสวมถุงน่องสีดำไว้ สีขาวตัดกับสีดำสร้างเสน่ห์ลึกลับเย้ายวนให้แก่นางโดยไม่รู้ตัว นางหน้าแดงไม่หายเพราะตัวเองเป็คนขอขึ้นไปนั่งบนหลังสุนัขั์สีดำกับซุนเฟยเอง สาวน้อยพยายามไม่สนใจสายตาล้อเลียนจากบรรดาคนรอบข้าง นางแค่รู้สึกว่า ยามที่วงแขนแข็งแกร่งของอีกฝ่ายโอบเอวนางไว้ มันทำให้นางรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยที่สุด
“ข้าก็ไม่ทราบเ้าค่ะ” เมื่อได้ยินซุนเฟยถาม แองเจล่าก็ขมวดคิ้วสวยเล็กน้อยก่อนตอบอีกว่า “พวกมันเหมือนจะเข้าใจความคิดของข้า ทั้งยังเชื่องและเป็มิตรมาก พวกเขาเหมือนเด็กตัวน้อยๆ...”
เป็คำตอบเดียวกันกับก่อนหน้านี้
ใบหน้าของซุนเฟยเปื้อนรอยยิ้ม ก่อนหน้านี้ซุนเฟยคาดเดาไว้ว่าแองเจล่าอาจจะมีพลังลึกลับบางอย่างที่ทำให้พวกสัตว์รู้สึกสนิทสนมกับนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างการฝึกของพวกม้าศึกและเฟลมมิ่ง บีตส์ พร์ด้านนี้ของนางก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น นางไม่ต้องพยายามอะไรมาก เพียงฉีกรอยยิ้มพิสุทธิ์ไปให้ เหล่าสัตว์อสูรก็ยอมศิโรราบเชื่อฟังนางอย่างไม่มีข้อยกเว้น
แต่เห็นได้ชัดว่าแองเจล่าเองก็ยังหาสาเหตุไม่พบเช่นกัน
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น กองทัพได้เคลื่อนกำลังพลออกทางประตูด้านหลังของป้อมปราการเมืองแบล็กสโตนแล้ว
“ข้าไม่อาจทิ้งกำแพงเมืองที่แข็งแกร่งเช่นนี้ไว้ให้อาณาจักรแบล็กสโตนและาาแบล็กสโตนที่ชั่วช้าผู้นั้นได้!”
หลังจากที่ทุกคนเดินทางออกมาจากป้อม ซุนเฟยก็ใช้พลังของคนเถื่อนทำลายสิ่งก่อสร้างภายในและกำแพงป้อมปราการเมืองแบล็กสโตนทั้งหมดจนพังพินาศ ป้อมปราการทางการทหารของเมืองแบล็กสโตนที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคนได้พังพินาศลง กลายเป็เพียงซากปรักหักพังและกลายเป็เพียงอดีตที่รุ่งเรืองของเมืองแบล็กสโตน หากพวกเขาอยากจะฟื้นฟูที่นี่ ด้วยศักยภาพของอาณาจักรแบล็กสโตน อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลาถึงสามปีจึงจะสามารถฟื้นฟูกลับคืนมาได้
……
วันต่อมา กองทัพเมืองแซมบอร์ดก็ยังคงเดินทางได้อย่างราบรื่น
ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไรก็ยิ่งเห็นอันตรายของภูมิประเทศเทือกเขาแห่งนี้เด่นชัดขึ้น ทุกที่เต็มไปด้วยโขดหินและผาสูงชัน ต้นไม้อายุหนึ่งร้อยปีโตขึ้นมาตามรอยแยกของก้อนหิน ด้วยร่มไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่ว ทำให้แสงอาทิตย์ยากที่จะเล็ดลอดลงมายังพื้นดินได้ หลังพ้นเที่ยงวันไปทัศนวิสัยก็เริ่มมืดขึ้น พอตกเย็นไปก็มีหมอกสีขาวปรากฏขึ้นมา ยิ่งทำให้ทัศนวิสัยแย่ลงไปอีก ตลอดเส้นทางล้อมรอบไปด้วยก้อนหินขรุขระและต้นไม้เก่าแก่ หากไม่ชำนาญทางจริงๆ ก็ง่ายที่จะหลงอยู่ในเทือกเขาแห่งนี้
โชคดีจริงๆ ที่กองทัพเรามี GPS เดินได้อย่างท่านผู้เฒ่าโซล่า
ดูเหมือนว่าจะเป็จริงอย่างที่ท่านผู้เฒ่ากล่าวไว้ เขารู้ทุกเส้นทางบนเทือกเขาแห่งนี้ดี เกรงว่าจะรู้จักแม้แต่หญ้าทุกเส้น หินทุกก้อนประหนึ่งเป็รอยเหี่ยวย่นบนหน้าของเขาก็ว่าได้ ทุกครั้งที่มองไม่เห็นเส้นทางไป ก็ได้ท่านผู้เฒ่าโซลาช่วยชี้ทางให้ เรียกได้ว่าลดความยุ่งยากให้แก่กองทัพเมืองแซมบอร์ดและซุนเฟยจอมหลงทางเป็อย่างมาก
ตลอดการเดินทาง พวกเขาเดินทางผ่านหลุมแร่และถ้ำแร่นับไม่ถ้วนของอาณาจักรแบล็กสโตน แน่นอนว่าซุนเฟยไม่ลืมที่จะสั่งให้โอเลเกร์นำกองกำลังทหารบุกเข้าไปอาละวาดและสังหารทหารแบล็กสโตนพร้อมกับทำลายเหมืองแร่ของพวกมันจนราบเป็หน้ากลอง ทั้งยังช่วยปลดปล่อยทาสที่ถูกบังคับให้ทำงานในเหมืองแร่อีกเป็จำนวนมาก
เนื่องจากก่อนหน้านี้ทาสเมืองแซมบอร์ดทุกคนถูกนำตัวไปรวมกันที่ป้อมปราการแบล็กสโตนเพื่อเตรียมที่จะสังหารหมู่ ทำให้ครั้งนี้ไม่มีทาสที่มาจากเมืองแซมบอร์ดเลยสักคน ดังนั้นทางกองทัพจึงไม่ต้องเข้าไปดูแลอะไรมาก ในบรรดาเหล่าทาสพวกนี้จะมี ‘ม้าแก่รู้ทาง’1 เหมือนผู้เฒ่าโซลาอยู่ด้วย พวกเขาทั้งหมดพากันคุกเข่าขอบคุณซุนเฟย จากนั้นก็โห่ร้องออกมาด้วยความดีใจ ก่อนที่จะพากันหายตัวเข้าไปในหมอก แยกย้ายกลับอาณาจักรของตัวเอง
เดินทางไปได้อีกสามชั่วโมงกว่า แม้ว่าพระอาทิตย์จะยังไม่ตกดิน แต่ในเทือกเขาอาทิตย์กลับมืดมิดจนยากที่จะเดินทางต่อไปได้
“ฝ่าา ข้าน้อยจำได้ว่าด้านหน้ามีทะเลสาบอยู่แห่งหนึ่ง และริ่มฝั่งทะเลสาบนั้นจะมีพื้นที่ป่าหินขนาดใหญ่เหมาะสำหรับการตั้งค่าย เราน่าจะพักที่นั่นในคืนนี้ดีกว่าขอรับ!” ผู้เฒ่าโซล่าที่ขี่เฟลมมิ่ง บีตส์นำหน้าหันมาเสนอความคิดเห็นของตัวเอง
“ตกลง!” ซุนเฟยก้มมองแองเจล่าที่อยู่ในอ้อมแขนของเขา ท่าทีง่วงงุนของนางทำให้ซุนเฟยพยักหน้า
เดินทางไปอีกครึ่งชั่วโมง พวกเขาก็พบทะเลสาบเล็กๆ ที่งดงามปรากฏอยู่เบื้องหน้า ผิวทะเลสาบเป็ประกาย ครึ่งหนึ่งของทะเลสาบทอประกายแสงสีเหลืองทองเหมือนพรมผืนงามที่ถูกปูอยู่ในทะเลสาบ ห่างออกไปเล็กน้อยมีป่าหินที่งดงามตั้งอยู่ไม่ไกล พื้นหินโล่งกว้างและเรียบมาก อีกทั้งมีความชื้นอยู่เล็กน้อย เหมาะสำหรับตั้งค่ายจริงๆ
ูเาทะเลสาบในฤดูใบไม้ร่วงเหมือนภาพวาดที่เต็มไปด้วยอารมณ์สุนทรีย์ ชวนให้หลงใหล
แต่ซุนเฟยกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย
เพราะริมฝั่งทะเลสาบนั้นมีควันไฟกำลังพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมทั้งมีเสียงสนุกสนานรื่นเริงดังขึ้นมาไม่ขาดสาย ดูท่าว่าจะมีคนมาถึงที่นี่ก่อนพวกเขา และคงจะมีคนจำนวนไม่น้อยเลยด้วย
------------------------------------------
1 ม้าแก้รู้ทาง หมายถึง คนที่มีประสบการณ์ จะสามารถแก้ปัญหากับเื่ต่างๆ ได้ดีกว่า
