บทที่ 176 สารภาพ
ความรู้สึกคันคะเยอที่เกิดขึ้น ทำให้อูเหวินโฮ่วนึกอยากจะหัวเราะทว่ากลับหัวเราะไม่ออก อยากร้องไห้ก็ร้องไห้ไม่ได้ แม้แต่จะขยับตัวก็ยังทำไม่ได้เช่นกัน ความทรมานและความไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้ รวมถึงความรู้สึกที่อยากจะผ่าแยกร่างตัวเองออกมา ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก
อูเหวินโฮ่วบำเพ็ญเพียรมาเกือบพันปีแล้ว เมื่อก่อนเขาเคยเป็ถึงอัจฉริยะชั้นแนวหน้า ความตายสำหรับเขาถือเป็เื่ธรรมดา แต่ยามนี้ความรู้สึกคันกลับทำให้แม้แต่ิญญาของเขายังสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
ผู้ดูแลหอพิพากษาและลูกศิษย์ในหอพิพากษาต่างมองดูอูเหวินโฮ่วที่กำลังสั่นสะท้านไปทั้งตัว ดวงตาเผยความหวาดกลัวและความสิ้นหวังอย่างสุดซึ้ง พวกเขาจึงมองหน้ากันไปมาด้วยความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากนายน้อยได้สั่งไว้ก่อนหน้านี้ว่า หลังจากกินโอสถแล้วจะสามารถเค้นถามได้ ผู้ดูแลหอพิพากษาจึงเดินเข้าไปถามว่า “เ้าเป็ใคร มาจากที่ใดกัน? แล้วมาทำอะไรที่นี่?”
อูเหวินโฮ่วไม่อยากตอบ แต่ความคันที่แทรกซึมเข้าไปถึงกระดูกทำให้เขาไม่มีความคิดกล้าจะต่อต้าน ริมฝีปากสั่นเทา เขาพยายามสุดกำลังที่จะพูดเสียงเบาว่า “ข้าชื่ออูเหวินโฮ่ว มาจากดินแดนมาร! ดินแดนมาร้าบุกเข้าเทียนตู ข้าถูกส่งมาเพื่อสอดแนม!”
ทันทีที่พูดจบ ภายในหอพิพากษาก็ราวกับถูกฟ้าผ่า ทุกคนต่างตกตะลึง สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปในทันที
แม้ว่าบรรดาผู้ดูแลหอพิพากษาเหล่านี้จะไม่เคยออกจากเทียนตู และไม่เคยเห็นคนนอกเทียนตูมาก่อน แต่ความรู้ของนักพรตจากตระกูลชั้นสูงของเทียนตูนั้น ไม่อาจนำมาเทียบกับนักพรตธรรมดาได้ แม้พวกเขาจะไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับโลกภายนอกของเทียนตู ทว่าพวกเขาต่างรู้ว่าดินแดนมารเป็สถานที่อย่างไร
ผู้ดูแลหอพิพากษาทราบว่าหากสิ่งที่คนผู้นี้พูดเป็ความจริง เทียนตูก็จะต้องเผชิญหน้ากับเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เขาจึงไม่กล้าชักช้าแม้แต่น้อย รีบกระโจนออกไปรายงานต่อนายน้อยทันที
ลู่อวี่มอบหมายให้นักพรตหอพิพากษาสอบสวนผู้บำเพ็ญขั้นเกิดเทพเ้านี้ โดยตั้งใจว่าคนผู้นี้น่าจะต้องมีแผนการบางอย่างกับเมืองเทียนอวิ๋น และเขาก็้าสืบหาร่องรอยของคนผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในถ้ำนักพรตโบราณเมื่อหลายปีก่อนผ่านคนผู้นี้ด้วย แต่ไม่คาดคิดเลยว่าจะเป็การค้นพบครั้งใหญ่เช่นนี้
“ว่าอย่างไรนะ?” หลังจากฟังรายงานของผู้ดูแลหอพิพากษา ลู่อวี่ก็แทบไม่เชื่อหูตัวเอง ดินแดนมารจะบุกเทียนตู และคนที่เขาจับตัวมานี้เป็สายลับที่ดินแดนมารส่งเข้ามาสอดแนม? เป็ไปได้อย่างไร?
แม้ว่าลู่อวี่จะไม่อยากเชื่อ แต่ผู้ดูแลหอพิพากษาตัวเล็กๆ ของตระกูล จะกล้าโกหกเขาด้วยเื่พวกนี้ได้อย่างไร!
“ไป ข้าจะไปดูว่าผู้บำเพ็ญขั้นเกิดเทพเ้าจากดินแดนมารผู้นี้เป็ใครกันแน่!”
เมื่อลู่อวี่มาถึงคุกใต้ดินของหอพิพากษา อูเหวินโฮ่วก็อยู่ในสภาพอ่อนแรงเต็มทีแล้ว แม้ว่าลู่อวี่จะรู้ถึงประสิทธิภาพโอสถของตน แต่นั่นเป็เพียงการวิเคราะห์ตามหลักการปรุงโอสถ เขายังไม่เคยทดสอบหรือนำมาใช้กับคนจริงๆ มาก่อน
“ให้เขากินโอสถแก้!”
ผู้ดูแลหอพิพากษารีบให้อูเหวินโฮ่วกินโอสถสีขาวอีกเม็ดที่ลู่อวี่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ ในใจรู้สึกทั้งใและชื่นชมวิธีการของนายน้อย พวกเขาพยายามเค้นถามมาสามวันสามคืนก็ยังไม่สามารถล้วงความลับจากปากคนผู้นี้ได้ แต่นายน้อยใช้โอสถเพียงเม็ดเดียวกลับแก้ปัญหาได้ จะไม่ให้ผู้ดูแลหอพิพากษาที่ทำงานมาหลายปีรู้สึกใได้อย่างไร?
อูเหวินโฮ่วรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปช้าเหลือเกิน ตอนนี้เขาอยากตายให้เร็วที่สุด เขายินดีจะบอกทุกอย่างที่อีกฝ่ายเค้นถาม แต่พวกเขากลับถามเพียงครั้งเดียวแล้วไม่เอ่ยถามสิ่งใดอีก ความคันในร่างกายค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ิญญาก็เหมือนถูกกัดกิน ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าอะไรคือการมีชีวิตที่แย่กว่าความตาย!
ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงความเย็นสายหนึ่งในโพรงปาก มียาเม็ดหนึ่งถูกป้อนเข้ามา อูเหวินโฮ่วส่งเสียงอ้อนวอน เขาทนการทรมานเช่นนี้ไม่ไหวแล้ว แต่กลับไร้เรี่ยวแรงจะเอ่ยปาก จึงได้แต่ยอมรับชะตากรรม
อย่างไรก็ตาม หลังจากกินโอสถเข้าไปไม่กี่ลมหายใจ ความรู้สึกคันทั่วร่างกายก็ค่อยๆ จางหายไป เขาจึงรู้ว่าโอสถที่กินเมื่อครู่คือโอสถแก้
หลังจากผ่านประสบการณ์ชีวิตที่แย่ยิ่งกว่าความตายเมื่อครู่ อูเหวินโฮ่วก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะอาละวาดอีกแล้ว ยามนี้เขารู้แล้วว่าไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร ทว่ายามที่ถึงขีดสุดก็ทำให้รู้สึกทรมานเหมือนจะเป็จะตายได้เช่นกัน อยากตายก็ไม่ได้ตาย ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าถึงที่สุดแล้วต้องพลิกกลับได้ทั้งสิ้น
“เ้าชื่ออูเหวินโฮ่ว?” เสียงกระจ่างใสและสงบนิ่งดังขึ้นข้างกายอูเหวินโฮ่ว
เ้าของนามปิดเปลือกตาลงทั้งอย่างนั้น ความทรมานเมื่อครู่นี้สูบพลังงานในกายเขาไปจนหมดสิ้น เขาปล่อยให้ศีรษะห้อยลงมาแล้วรอให้พลังฟื้นฟูอย่างช้าๆ ก่อนจะตอบเสียงเบาว่า ใช่
ลู่อวี่เห็นว่าเขาไม่ต่อต้านการเค้นถามของตนอีกต่อไป จึงหันไปบอกผู้ดูแลหอพิพากษาว่า “ให้เขากินโอสถฟื้นฟูพลังอีกเม็ด ใช้โอสถขั้นต่ำเป็พอ!”
ผู้ดูแลหอพิพากษาจึงป้อนยาฟื้นฟูพลังอีกเม็ดให้อูเหวินโฮ่ว เป็โอสถขั้นแปด
ด้วยความช่วยเหลือของโอสถและร่างกายของนักพรตมารขั้นเกิดเทพเ้า เพียงไม่กี่ลมหายใจ พลังของอูเหวินโฮ่วก็ฟื้นคืนมาเกือบครึ่ง เขาสามารถเงยหน้าขึ้นมาได้แล้ว
เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อของเขา ลู่อวี่ก็ไม่ได้สั่งให้คนแก้มัด เพียงถามว่า “จงเล่ามา เหตุใดดินแดนมารถึง้าบุกเทียนตู พวกเ้าเตรียมการกันไปถึงขั้นใดแล้ว!”
อูเหวินโฮ่วรู้ดีว่าหากไม่ยอมพูดออกไป ความรู้สึกน่ากลัวที่แย่ยิ่งกว่าตายเมื่อครู่อาจหวนกลับคืนมาอีกครั้ง ตอนนี้เขาเพียง้าความตายอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจแล้วว่าในภายภาคหน้าตนจะเป็เช่นไร
เขาจึงค่อยๆ ตอบว่า “ดวงดาวซึ่งเป็ที่ตั้งของดินแดนมารกำลังจะดับสูญ บรรดาราชันผู้ยิ่งใหญ่ต่างใช้พลังอันมหาศาลเพื่อถ่วงเวลาเอาไว้ แต่ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด ก็ไม่อาจต้านทานลิขิตฟ้าได้ เช่นนั้นแล้ว ดินแดนมารจึงส่งนักพรตจำนวนนับไม่ถ้วน ออกไปค้นหาโลกหล้าที่สามารถยึดครองได้ และเทียนตูก็เป็เพียงหนึ่งในนั้น!” เื่นี้เป็ที่รู้กันดีในหมู่นักพรตที่มีขั้นพลังยุทธ์สูงของดินแดนมาร ไม่นับเป็ความลับอะไร ยิ่งไปกว่านั้น ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เขายังได้รับข่าวว่าค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติจากดินแดนมารไปยังเทียนตูสร้างเสร็จแล้ว และยามนี้กำลังส่งยอดฝีมือจากดินแดนมารเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อได้ยินเหตุผลดังกล่าว สีหน้าของลู่อวี่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาตระหนักได้ว่าการต่อสู้กับดินแดนมารในครั้งนี้ คงไม่มีทางเจรจาต่อรองกันได้ แม้เทียนตูจะกว้างใหญ่และมีประชากรมหาศาล แต่หากให้เทียบกับดินแดนมารแล้วก็ยังถือว่าเล็กจ้อยนัก ชาติที่แล้วแม้ลู่อวี่จะไม่เคยไปเยือนดินแดนมาร แต่ก็มีความรู้เกี่ยวกับที่นั่นอยู่บ้าง ไม่ต้องพูดถึงเื่อื่น เพียงมหาเมธีขั้น์ก็มีถึงหกคนแล้ว ด้วยกำลังของเทียนตูคงไม่มีทางเอาชนะได้
โชคดีที่ฟังจากคำพูดของอูเหวินโฮ่ว บรรดาราชันและมหาเมธีของดินแดนมารเ่าั้ ต่างยุ่งอยู่กับการพยุงโลกของตนไม่ให้พังทลาย จึงยังไม่มีเวลามาจัดการที่นี่ นับว่ายังพอมีโชคดีอยู่บ้าง
“ยังมีสิ่งใดอีกหรือไม่ อย่าให้ข้าต้องไต่ถามทีละเื่ จงกล่าวทุกสิ่งที่รู้มาเถิด แล้วข้าจะให้เ้าจากไปอย่างสงบ!” ลู่อวี่พูดอย่างหมดความอดทน
ทันใดนั้น ผู้ดูแลหอพิพากษาก็ยกเก้าอี้มาให้ พร้อมกับชงชาจิติญญาให้นายน้อยของตนก่อนจะล่าถอยออกไป เมื่อครู่ยามที่ลู่อวี่เข้ามานั้น ผู้ดูแลคนอื่นๆ ก็ถูกเขาไล่ออกไปจนหมด เห็นได้ชัดว่าเป็คนที่อ่านบรรยากาศออก จากเื่ที่ได้ยินเมื่อครู่ เขารู้ดีว่าเทียนตูกำลังจะเผชิญหน้ากับวิกฤตอันใหญ่หลวงเขาจึงไม่อยากให้เกิดปัญหาใดจากหอพิพากษา
“ฮ่าๆ รู้ยามนี้ก็สายไปแล้ว ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติระหว่างดินแดนมารกับเทียนตูของพวกเ้า มันสร้างเสร็จแล้ว เหล่านักพรตจากดินแดนมารจำนวนมากเริ่มทยอยเข้าสู่เทียนตู ถึงตอนนั้น พวกเ้าทุกคนจะต้องตาย ที่นี่จะกลายเป็โลกของสิ่งมีชีวิตจากดินแดนมารของข้า!”
ลู่อวี่ไม่มีอารมณ์จะต่อปากต่อคำกับคนผู้นี้มากนัก จึงถามต่อว่า “พวกที่มาถึงก่อนเป็ใครบ้าง ระดับขั้นพลังยุทธ์เป็อย่างไร ดินแดนมารจะส่งนักพรตมาที่เทียนตูกี่คน?”
อูเหวินโฮ่วแค่นเสียงหัวเราะสองครั้งแล้วตอบว่า “ข้าเป็เพียงสายลับเท่านั้น เื่ที่ข้าไม่ควรรู้ ข้าจะไปรู้อย่างไร? พวกเขาไม่ยอมบอกข้าหรอก!”
ลู่อวี่ไม่เชื่อนักพรตมารขั้นเกิดเทพเ้าผู้นี้ แม้เขาจะไม่มีตำแหน่งหรือฐานะใดในดินแดนมาร แต่ในบรรดาผู้ที่ถูกส่งมายังเทียนตู ย่อมต้องเป็หนึ่งในบุคคลระดับสูง เขาจึงพูดอย่างเ็าว่า “เ้าคิดว่าสิ่งที่ข้าให้เ้ากินเมื่อครู่ มันหมดฤทธิ์แล้วหรือ?”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง อูเหวินโฮ่วก็พูดอย่างยากลำบากว่า “ข้าไม่ใช่นักพรตจากดินแดนมารโดยกำเนิด แต่เข้าร่วมกับพวกเขาในภายหลัง ดังนั้นแม้ระดับขั้นพลังยุทธ์จะไม่เลว แต่ข้อมูลหลายอย่างก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ล่วงรู้! ข้ารู้เพียงว่าครั้งนี้ผู้ที่มาเยือนมีระดับขั้นพลังยุทธ์สูงสุดคือ่ปลายของขั้นเกิดเทพเ้า และมีจำนวนไม่น้อย ส่วนจะมากันกี่คนนั้น ข้าไม่ทราบจริงๆ!”
“เ้าไม่ใช่นักพรตจากดินแดนมารโดยกำเนิด?” ลู่อวี่ถามอย่างขุ่นเคือง แต่เขาก็เชื่อว่าอูเหวินโฮ่วไม่ได้โกหก เพราะรู้ดีว่านักพรตจากดินแดนมารมักเรียกดินแดนมารว่าแดนศักดิ์สิทธิ์ ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่าในเทียนตูยังมีนิกายนักพรตสายมารอยู่แห่งหนึ่ง และยังเป็หนึ่งในสี่นิกายใหญ่อีกด้วย แม้จะทำตัวเงียบสงบมาโดยตลอด แต่พลังของพวกเขาไม่อาจประมาทได้ ยามนี้ดินแดนมาร้าบุกรุกเทียนตู สำนักปีศาจศักดิ์สิทธิ์อาจยอมสวามิภักดิ์ไปนานแล้ว อูเหวินโฮ่วผู้นี้ก็อาจจะเป็คนของสำนักปีศาจศักดิ์สิทธิ์?
“เ้าเป็นักพรตของสำนักปีศาจศักดิ์สิทธิ์หรือ?”
“ไม่ใช่ ข้าเป็เพียงนักพรตสันโดษ ได้รับโอกาสให้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งมาร โชคดีได้บำเพ็ญเพียรจนมีระดับขั้นพลังยุทธ์เช่นทุกวันนี้ได้!”
ลู่อวี่มองอูเหวินโฮ่วอย่างดูแคลน เขาไม่นึกเชื่อคำพูดของคนผู้นี้ แต่ยามนี้ภูมิหลังของเขาไม่ใช่เื่สำคัญแล้ว ในเมื่อดินแดนมาร้าบุกรุกเข้ามาในเทียนตู เื่ใหญ่เช่นนี้อย่างไรก็ต้องรีบรายงานให้บิดาและท่านผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่ทราบเสียก่อน!
ณ เขตต้องห้ามหลังูเาของตระกูลลู่
“มีเื่เช่นนี้ด้วยหรือ?” ท่านผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่มีสีหน้าเปลี่ยนไปไม่น้อย หลังจากฟังรายงานของลู่อวี่ แต่เขารู้ดีว่าเื่ใหญ่เช่นนี้ลู่อวี่ไม่มีทางคาดเดาส่งเดช ยามนี้สิ่งที่ควรทำคือคิดหาวิธีการว่าตระกูลลู่จะรับมือกับภัยพิบัติครั้งนี้อย่างไร
การบุกรุกของดินแดนมารในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็ภัยพิบัติต่อเทียนตูเท่านั้น แต่ยังถือเป็ภัยพิบัติของทุกขุมกำลังน้อยใหญ่อีกด้วย หากรับมือไม่ดี คงได้ถึงกาลอวสานของเทียนตู ด้วยความโเี้อำมหิตของนักพรตจากดินแดนมาร แม้แต่คนธรรมดาก็ไม่อาจรอดพ้นจากการสังหารหมู่ของพวกเขา
ครึ่งชั่วยามต่อมา ผู้าุโระดับสูงของตระกูลลู่ต่างได้รับข้อมูลกันถ้วนหน้า พวกเขาล้วนตกตะลึงกับเื่นี้ ประมุขตระกูลอย่างลู่เหว่ยจุนและเหล่าผู้เฒ่าทั้งหลายต่างลงไปที่คุกใต้ดินเพื่อยืนยันเื่นี้ด้วยตนเอง หลังจากได้ข้อสรุปแล้วทุกคนต่างก็มีสีหน้าเคร่งขรึม
ยอดฝีมือขั้นตงซวนขึ้นไปทั้งหมดของตระกูลลู่ล้วนมารวมตัวกันในห้องโถงใหญ่ เพื่อปรึกษาหารือถึงวิธีการรับมือกับภัยพิบัติในครั้งนี้
ท่านผู้เฒ่าสูงสุดลู่ไท่ชังเป็คนแรกที่เอ่ยขึ้นว่า “พวกเ้าคงทราบเื่ราวกันดีแล้ว โลกของดินแดนมารใกล้จะดับสูญ ไม่ว่าอย่างไร นักพรตจากดินแดนมารเหล่านี้ย่อมเป็ศัตรูกับพวกเรามากกว่าเป็มิตร บัดนี้จงถ่ายทอดคำสั่งออกไป ให้กว้านซื้อสมุนไพร โอสถ อาวุธ และวัตถุดิบต่างๆ อย่างไม่จำกัดปริมาณ การแลกเปลี่ยนโอสถไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความวุ่นวาย! แต่วัตถุดิบต่างๆ ต้องเริ่มสะสมไว้เป็จำนวนมาก การต่อสู้กับดินแดนมารในครั้งนี้ เกรงว่าอาจยืดเยื้อเป็เวลานาน การเตรียมตัวไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสมอ!”
“ประเดี๋ยวลู่อวี่น้อยไปกับข้า พาอูเหวินโฮ่วไปแจ้งข่าวนี้ที่ตำหนักมหาเทพ ตระกูลของเราจะเข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อมรับศึก จงแจกจ่ายสมุนไพรและอาวุธให้กับทุกคน!”
หลังจากท่านผู้เฒ่าสูงสุดลู่ไท่ชังสั่งการด้วยน้ำเสียงไม่ช้าหรือเร็วจนเกินไป เขาก็สั่งให้คนไปพาตัวอูเหวินโฮ่วขึ้นมาจากคุกใต้ดิน จากนั้นก็พาลู่อวี่มุ่งหน้าไปยังตำหนักมหาเทพทันที
