หลงหว่านเอ๋อร์ขอให้ซูเมิ่งหานออกห่างครู่หนึ่ง เธอไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นเคล็ดแสงศักดิ์สิทธิ์ เพราะไม่รู้ว่าเย่เฟิงเล่าเื่ผู้ฝึกวิถีเซียนให้คนตรงหน้าฟังหรือไม่
“ไม่เป็ไร เราเป็พวกเดียวกัน”
แม้ตอนนี้เย่เฟิงจะกล่าวด้วยความกระอักกระอ่วน แต่เมื่อเผชิญหน้ากับหญิงสาวทั้งสองคนก็ทำให้เขาผุดยิ้ม
“เข้าใจแล้ว”
เมื่อหลงหว่านเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็เหลือบมองซูเมิ่งหานก่อนพยักหน้าให้เล็กน้อย พลังชี่ไหลมารวมกันที่ฝ่ามือของเธอเพื่อเตรียมใช้เคล็ดแสงศักดิ์สิทธิ์ แสงสีทองนี้ช่วยรักษาาแทั่วทั้งร่างของเย่เฟิง ทำให้รอยแผลจากกระบี่พลังปราณเริ่มฟื้นฟู
ซูเมิ่งหานประหลาดใจเล็กน้อย หลงหว่านเอ๋อร์คนนี้ก็เป็ผู้ฝึกวิถีเซียนเช่นกันสินะ? แถมดูเหมือนว่าเย่เฟิงจะปฏิบัติต่อเธอเป็อย่างดีด้วย อีกทั้งหญิงสาวคนนี้ยังมีระดับพลังลมปราณสูงมาก เพราะการรักษาแบบนี้ซูเมิ่งหานไม่อาจทำได้เลย... แต่เพื่อเย่เฟิง ซูเมิ่งหานจึงละทิ้งความรู้สึกหึงหวงไว้ชั่วคราว
ในเวลานี้ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่ารักษาเย่เฟิงให้ดีขึ้น
อีกด้านหนึ่ง เย่เวิ่นเทียนก้าวเท้าเข้าไปในป่าเพื่อหาหลินซือฉิงที่ซ่อนตัวอยู่ “หนูหลิน เป็ยังไงบ้าง?”
เย่เวิ่นเทียนยืนขวางสายตาของหลินซือฉิง ทำให้คนอ่อนวัยกว่ามองไม่เห็นว่าเย่เฟิงและหญิงสาวทั้งสองคนกำลังทำอะไร
เมื่อได้ยินคำถามของเย่เวิ่นเทียน หลินซือฉิงก็รู้ว่ามันแฝงหลายความหมาย
เธอรู้สึกอย่างไรบ้างที่ได้เห็นการต่อสู้ของยุทธจักรด้วยตาตัวเอง?
เธอรู้สึกอย่างไรเมื่อรู้ว่าชายสวมหน้ากากคือเย่เฟิง?
เธอรู้สึกอย่างไรกับเย่เฟิง?
และเธอจะทำอะไรต่อไปหลังจากนี้?
ชั่วขณะหนึ่งหลินซือฉิงไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร แต่ความรู้สึกที่เธอมีต่อชายชรานั้นไม่ดีนัก เพราะเื่การหมั้นหมายระหว่างเธอและหลานชายของอีกฝ่าย หญิงสาวเม้มริมฝีปากก่อนตอบ “ไม่ว่ายังไงเย่เฟิงก็เหมือนมีคนที่ชอบอยู่แล้ว พวกคุณปู่ก็รู้เื่นี้ดี ฉะนั้นมันก็ไม่เหมาะที่จะให้หนูไปเป็สะใภ้ตระกูลเย่เลยนี่คะ?”
“เื่นั้นมันก็...” เย่เวิ่นเทียนเอ่ยด้วยท่าทีไม่ทุกข์ร้อน ทันใดนั้นสายตาของเขาก็จ้องไปด้านข้างทันที “ใครซ่อนตัวอยู่ตรงนั้น? ฉันเห็นแล้ว ออกมาเดี๋ยวนี้”
ทันทีที่ชายชราพูดจบ คนคนหนึ่งก็ปรากฏตัวทันที เธอคือเซียวเยว่นั่นเอง ตอนนี้บรรดาผู้ฝึกวรยุทธ์ต่างแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เซียวเยว่อยากไปดูว่าเซียวฉี่เป็อย่างไร แต่เมื่อเห็นเย่เวิ่นเทียนมาถึง เธอก็ตัดสินใจซ่อนตัวเสียก่อน ไม่คิดเลยว่าจะถูกพบเข้าเช่นนี้
“เอ่อ คือ...”
เซียวเยว่ไม่รู้ว่าควรเรียกเย่เวินเทียนอย่างไร เธอรู้เพียงว่าชายคนนี้น่ากลัวยิ่งกว่าชายผู้สวมเสื้อคลุมสีขาวเมื่อครู่ ในสายตาของเธอ ผู้ฝึกวรยุทธ์ต่างสังหารคนได้อย่างเืเย็นยิ่งนัก!
“ฉันชื่อเย่เวิ่นเทียน จำไว้ว่าต่อจากนี้ไปฉันคือปู่ของพวกเธอ”
เย่เวิ่นเทียนกระแอมขณะลูบเคราสีขาวของตัวเอง
ตุบ
เมื่อหนานฟางได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็หัวเราะลั่น ด้วยความไม่ระวังจึงร่วงตกจากต้นไม้ ชายชราคนนี้สุดยอดจริงๆ เมื่อเห็นสาวงามก็ให้พวกเธอเรียกตัวเองว่าปู่ นี่จะให้เย่เฟิงเป็พ่อพันธุ์หรืออย่างไร?
“ไอ้เด็กนี่ แกหัวเราะอะไรของแก?”
เย่เวิ่นเทียนมีระดับพลังลมปราณสูงยิ่งนัก การรับรู้จึงเฉียบแหลมกว่าหลงโม่หรานหลายเท่า ชายชรารู้ว่าหนานฟางซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้มานานแล้ว เมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่ายหัวเราะก็ถามอย่างอารมณ์เสีย
“ไม่ ไม่มีอะไรครับ” แน่นอนว่าหนานฟางไม่กล้าทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคือง “พูดต่อได้เลยครับ ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน...”
เขากวาดสายตามองไปโดยรอบ
ไม่มีใครสักคน ด้านหนึ่งคือเย่เวิ่นเทียนกับหญิงสาวสองคน อีกด้านเป็เย่เฟิงและหญิงสาวอีกสองคน ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ หากให้เขาอยู่ต่อ มันดูไม่เหมาะสมเท่าไรนัก!
อืม ไปฉี่ดีกว่า...
เขามองเด็กหนุ่มจากตำหนักไท่จี๋เป็ครั้งสุดท้าย ก่อนส่ายหน้าอย่างเศร้าใจ จากนั้นวิ่งไปจนลับสายตา
ประโยค ‘ฉันคือปู่ของพวกเธอ’ ของเย่เวิ่นเทียน ทำให้เซียวเยว่และหลินซือฉิงกระอักกระอ่วน ดูเหมือนพวกเธอทั้งสามคนที่นี่เคยถูกเย่เฟิงช่วยชีวิต?
เซียวเยว่และหลินซือฉิงมองหน้ากัน ทั้งคู่เห็นความอึดอัดในดวงตาของกันและกัน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพฤติกรรมเช่นนี้ของเย่เวิ่นเทียน ทั้งสองคนก็ไม่รู้ว่าควรตอบโต้อย่างไร
“เขาเป็พวกจับปลาสองมืออย่างที่คิดไว้จริงด้วย...” เซียวเยว่ลอบคิดในใจ เมื่อเธอเห็นหลงหว่านเอ๋อร์และซูเมิ่งหานก็รู้ว่าสิ่งที่ตนสันนิษฐานนั้นถูกต้อง ผู้ชายคนนี้เ้าชู้ แล้วยังมีสัญญาหมั้นกับหลินซือฉิงอีกงั้นเหรอ?
เซียวเยว่มองหลินซือฉิงด้วยแววตาสงสาร เมื่อเห็นดวงหน้างามก็ยิ่งรู้สึกสงสารจับใจ สาวสวยเช่นนี้กลับถูกบังคับให้หมั้นหมายกับคนเ้าชู้ ช่างไม่ยุติธรรมเสียจริง
“มีอะไรหรือคะพี่เซียว?”
หลินซือฉิงกะพริบตาปริบๆ เธอคิดว่าเซียวเยว่ยังไม่รู้ถึงความร้ายกาจของเย่เวิ่นเทียนดี และตอนนี้ชายชราดูจะถูกใจเซียวเยว่เข้าเสียแล้ว หญิงสาวรู้ดีว่า หากเธอต่อต้านการหมั้นกับเย่เฟิง คนที่เดือดร้อนต้องเป็เซียวเยว่แน่นอน น่าสงสารพี่สาวคนนี้ที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรเลย
“พวกเธอคุยกันตามสบายนะ...”
เย่เวิ่นเทียนโบกมือโดยไม่พูดไปมากกว่านี้ เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าอันแสนไกล ที่นั่นกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง
เื่ที่ทะเลตะวันออกยังไม่จบลงแค่นี้!
หากมองจากภายนอก เขาดูผ่อนคลายไร้กังวล แต่ความจริงกลับรู้สึกกดดันอย่างยิ่ง ตอนนี้ตัวตนของเย่เฟิงถูกเปิดเผยแล้ว เมื่อใดที่ข่าวนี้กระจายออกไป อาศัยชายแก่อย่างเขาคนเดียวคงไม่อาจรับมือศัตรูที่อาฆาตแค้นได้
เขาจำเป็ต้องหาวิธีรับมือให้เร็วที่สุด...
เย่เฟิงที่อยู่อีกด้านกำลังรับการรักษาด้วยเคล็ดแสงศักดิ์สิทธิ์จากหลงหว่านเอ๋อร์ ในที่สุดอาการของเขาก็ดีขึ้น เืหยุดไหลจากาแทั่วร่างกายแล้ว เสื้อเชิ้ตและกางเกงสีดำของเย่เฟิงขาดรุ่งริ่งจนดูเหมือนขอทาน
ชูชูออกจากที่ซ่อนก่อนวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าเป็กังวล
เมื่อซูเมิ่งหานเห็นชูชูก็ยิ่งหึงมากขึ้น เย่เฟิงหายหน้าไปเพียงพักเดียวก็คว้าสาวสวยมาอีกแล้วเหรอ...
ชายหนุ่มงงงวยเล็กน้อยเมื่อรับรู้ความคิดของซูเมิ่งหาน สาวน้อยคนนี้เก่งไปหมดทุกอย่าง เสียแต่ขี้หึงไปหน่อย ถึงอย่างนั้นความรู้สึกหึงหวงเช่นนี้ก็เป็การแสดงความรักที่มีต่อเขามิใช่หรือ?
เย่เฟิงพิงรถบรรทุก ก่อนคว้าเอวนุ่มของซูเมิ่งหาน “อะนี่ เริ่มดูดซับเลย”
ชายหนุ่มหยิบปะการังต้นเล็กออกมา
หากซูเมิ่งหานไม่ได้มาด้วยตัวเองเช่นนี้ หรือเขากลับไปไม่ทัน พลังฟ้าดินของปะการังต้นเล็กคงหมดไป ดีที่ตอนนี้ยังพอจะเพิ่มระดับพลังลมปราณได้อยู่
“ทำแบบเดียวกับตอนดูดซับหินจิติญญานะ” เย่เฟิงชี้แนะอีกฝ่าย
เมื่อซูเมิ่งหานเห็นเย่เฟิงคุยกับเธอด้วยความเอาใจใส่ก็เก็บความรู้สึกหึงหวง ก่อนรับปะการังต้นเล็กมา เมื่อเห็นว่าปะการังเปื้อนเืก็ไม่สบายใจ เพราะเธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากเขามาถึงแถบทะเลตะวันออก
“นี่ไอ้หนู” เย่เวิ่นเทียนเดินเข้ามาแล้วเอ่ยเสียงต่ำ “แกรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงช่วยหลงโม่หรานไว้?”
“ก็พอรู้นิดหน่อย” เย่เฟิงไม่ได้หันกลับมามอง ทำเพียงพยักหน้าเล็กน้อย “ดูจากความอวดดีและหยิ่งผยองของเขาแล้ว ตราบใดที่เขายังไม่ตาย ผู้าุโตระกูลหลงก็คงไม่เคลื่อนไหว เมื่อใดที่ผู้าุโตระกูลหลงปรากฏตัวขึ้น สถานการณ์ทั้งหมดก็คงยากจะจัดการ...”
“ไม่เลว”
เย่เวิ่นเทียนเดินมาหาคนเป็หลานก่อนเหลือบมองหลงหว่านเอ๋อร์ ได้ยินว่าเด็กสาวคนนี้ถึงขั้นแตกหักกับผู้เป็พ่อ ชายชราขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าเหตุการณ์จะไปไกลเช่นนี้
เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะไม่ยอมรับหลงหว่านเอ๋อร์เข้าสู่ตระกูลเย่ แต่การที่เธอยอมทำลายจุดตันเถียนของตัวเองเพื่อประโยชน์ของเย่เฟิง ลงมือตัดแขนหลงโม่หราน และยังเป็ปฏิปักษ์กับตระกูลหลงอีก หากเขายังต่อต้านเธอก็ไม่เหมาะสมนัก
“ช่างเถอะ เื่ของคนหนุ่มสาว เชิญจัดการกันเอาเองแล้วกัน”
เย่เวิ่นเทียนโบกมือ เื่ความรู้สึกเช่นนี้ช่างน่ารำคาญใจ เขาจึงไม่สนใจและปล่อยให้เย่เฟิงจัดการเอง เพียงเอ่ยทิ้งท้ายบางอย่างแก่อีกฝ่าย “จำไว้นะ ถ้าแกทำให้ตระกูลเย่กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งไม่ได้ ชายแก่อย่างฉันจะไม่ยอมปล่อยแกไปแน่!”
“…”
เย่เฟิงไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป เป็อย่างที่เขาคิดไว้เลย ภาพตระกูลเย่ในหัวของตาแก่นี่ยังคงแข็งแกร่งอยู่เสมอ เขาหันมองร่างของเด็กหนุ่มจากสำนักไท่จี๋ที่สิ้นลมไปแล้ว ดูเหมือนเขาต้องใช้ทักษะ ‘ผนึกิญญา’ อีกครั้งแล้วสิ…