ราวกับเคอโยวหรานได้ค้นพบแผ่นดินใหม่ก็มิปาน นางพยายามควานหาภายในความทรงจำเ้าของร่างเดิม และก็เป็ดังคาด คนที่นี่ล้วนแต่ปลูกข้าวโดยไม่เพาะกล้า
ไม่ว่าจะปลูกสิ่งใดล้วนทำเพียงหว่านลงไปโดยตรง ดังนั้นผลผลิตจึงน้อยจนน่าสงสาร จำนวนผลผลิตต่อหมู่เฉลี่ยสามร้อยยี่สิบจินโดยประมาณ
มิน่าเล่า ข้าวสารชั้นดีของที่นี่จึงขายได้ในราคาสามสิบห้าถึงสี่สิบอีแปะต่อหนึ่งจิน แต่ข้าวชั้นดีที่นางนำไปขายในร้านขายข้าวครั้งก่อนกลับขายได้ในราคาหกสิบอีแปะต่อหนึ่งจิน
จำต้องรู้เสียก่อนว่า รายได้ในหนึ่งเดือนต่อหนึ่งครอบครัวทั่วไปแค่ประมาณหนึ่งร้อยอีแปะ ซื้อข้าวเพียงสามจินก็เป็อันหมดแล้ว
ดังนั้นในยามปกติทุกคนจึงพากันกินธัญพืชหยาบบาดคอ ทั้งยังกินไม่อิ่มท้องอยู่บ่อยครั้ง ทำได้แค่ประคองให้ไม่หิวตายเท่านั้น
เคออู่ฝูถูกสีหน้าของเคอโยวหรานทำเอาตื่นตระหนกเสียแล้ว เขาถามเสียงอ่อนว่า “โยวหราน เ้าไม่อยากให้พวกเราเช่าแล้วใช่หรือไม่?”
เคอโยวหรานโบกมือเอ่ยว่า “ไม่ๆ มิใช่เ้าค่ะ ข้าแค่้าบอกพวกท่านว่าปีนี้อย่าได้ทำนาตามวิธีการเช่นเมื่อก่อนนะเ้าคะ
พวกท่านทำเช่นนี้ หลังจากกลับไปให้เตรียมดินสักหน่อย จากนั้นใส่ปุ๋ยรองพื้นเพื่อรักษาหน้าดินเสียก่อน
รอให้ผ่านไปสักระยะ หลังจากเพาะกล้าจนพร้อมแล้ว ข้าจะสอนพวกท่านดำต้นกล้า เมื่อทำเช่นนี้ผลผลิตหลังฤดูใบไม้ร่วงจะเกิดการพลิกผันเ้าค่ะ”
เคออู่ฝูกับบุรุษร่างผอมข้างกายเขาอ้าปากคล้ายอยากพูดบางสิ่ง ทว่ายังคงลังเลไม่กล้าเอ่ยออกมา
เคอโยวหรานดูออกถึงความระแวดระวังตัวของพวกเขาจึงหลุดหัวเราะ เหตุใดตนกลับนึกไม่ถึงเสียได้
ตลอดทั้งปีครอบครัวชาวนาล้วนแต่อาศัยการทำนาหากิน พวกเขาไม่กล้ายอมรับวิธีการใหม่ๆ เพราะหากเกิดความผิดพลาดเพียงนิดก็อาจปลิดชีวิตของพวกเขาได้!
เมื่อคิดเช่นนี้ เคอโยวหรานพลันเอ่ยเสริมว่า “ท่านอาอู่ฝูเ้าคะ ข้าจะรับผิดชอบเื่เพาะกล้าให้เอง พวกท่านแค่เพาะปลูกตามวิธีที่ข้าเสนอเป็พอ หากปีนี้ไม่มีผลผลิต ข้าจะมอบธัญพืชเจ็ดส่วนตามผลผลิตของปีที่แล้วให้พวกท่าน เป็อย่างไรเ้าคะ?”
“นี่มัน?” เคออู่ฝูตกตะลึงจนเอ่ยสิ่งใดไม่ออก
บุรุษร่างผอมอ้าปากค้างเช่นกัน ถึงขั้นหาเสียงของตนไม่พบในชั่วขณะ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยติดอ่างว่า “จะ...จะ...จริงหรือ?”
เคอโยวหรานคลี่ยิ้มบางตอบ “จริงเ้าค่ะ หากท่านไม่เชื่อ ข้าสามารถเขียนสัญญาให้พวกท่านได้นะเ้าคะ”
“ไม่ มิต้อง อาเชื่อเ้า” เคออู่ฝูโบกมือ กระทั่งหลับฝันเขาก็ยังไม่กล้าคิดว่าจะมีเื่ดีๆ เช่นนี้
ทุกคนล้วนแต่เป็คนในหมู่บ้านเดียวกัน ต่างรู้ลึกตื้นหนาบางกันทั้งสิ้น เคอโยวหรานเป็คนซื่อตรงั้แ่เด็กจนโต ไม่เคยโป้ปดเลยสักครั้ง เคออู่ฝูกับบุรุษร่างผอมจึงไว้ใจนางเป็อย่างยิ่ง
ตอนขามาคนทั้งสองลังเลใจ ใคร่ครวญถึงความเป็ไปได้นานาประการ ถึงขั้นเคยคิดว่าจะคุกเข่าวิงวอนสกุลต้วน บางคราอีกฝ่ายอาจยอมมอบหนทางรอดให้กับพวกเขา
ตอนขากลับฝีเท้ายังคงเบาหวิวอยู่บ้าง ไม่กล้าเชื่อแม้แต่นิดว่าเื่ราวจะราบรื่นได้ถึงเพียงนี้
พวกเขาเพิ่งจะอ้าปาก เคอโยวหรานก็ตกลงเสียแล้ว ยังมิต้องเอ่ยถึงเื่ลดค่าเช่าลงสามส่วน กระทั่งเมล็ดพันธุ์พวกเขาก็ไม่ต้องจัดเตรียมอีกด้วย
ที่นาหนึ่งหมู่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์กว่าหนึ่งร้อยกว่าจิน เช่นนี้ช่วยพวกเขาประหยัดเสบียงอาหารไปได้ไม่น้อยทีเดียว
เคออู่ฝูฝีเท้าเบาหวิว ปริปากเอ่ยภายใต้การประคองของบุรุษร่างผอมว่า “ต้าหู เ้าหยิกพ่อสักหน่อย ดูเถิดว่าพ่อยังไม่ตื่นหรือไม่ กำลังฝันอยู่ใช่หรือไม่?”
บุรุษร่างผอมออกแรงหยิกตนเองโดยไม่ลังเล เจ็บจนเขาน้ำตาเล็ดออกมา พลันเอ่ยทั้งหัวเราะและร้องไห้ว่า
“ฮ่าๆๆๆ ท่านพ่อ เื่จริงขอรับ เพราะข้าเจ็บ ฮือๆ...”
คนทั้งสองล้วนเป็เช่นนี้ มุ่งหน้ากลับจวนโดยยิ้มไปพลางร้องไห้ไปพลางตลอดทาง ทันทีที่เข้าประตูจวน ทุกคนในครอบครัวยังนึกว่าหารือไม่สำเร็จ ต่างพากันกอดคอร่ำไห้ออกมาเสียแล้ว
รอจนกระทั่งเข้าใจว่าเื่ราวเป็มาอย่างไร ทุกคนในครอบครัวของเคออู่ฝูพลันนึกหวาดหวั่นขึ้นมา แต่ละคนต่างยินดีจนมิอาจข่มตาหลับตลอดคืน เช้าตรู่วันต่อมาก็ออกไปเตรียมหน้าดินตามวิธีที่เคอโยวหรานสอนั้แ่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง
เมื่อประสบกับเื่นี้ เคอโยวหรานพลันตระหนักได้ถึงความสำคัญของวิธีไถคราดและการเพาะปลูก
หลังเคออู่ฝูออกจากจวนสกุลต้วน เคอโยวหรานก็สวมหมวกเหวยเม่าและถือตะกร้าลูกหมาป่า จากนั้นดึงต้วนเหลยถิงมุ่งหน้าไปทางจวนผู้ใหญ่บ้านเฉินด้วยความเร่งรีบ
“โยวหราน เกิดเื่อันใดขึ้นหรือ? เหตุใดจึงรีบร้อนถึงเพียงนี้เล่า?” ผู้ใหญ่บ้านเฉินเอ่ยด้วยความไม่สบายใจ
เคอโยวหรานถามด้วยความรีบร้อน “ท่านผู้าุโเ้าคะ พวกชาวบ้านเริ่มการเพาะปลูกกันไปแล้วหรือไม่เ้าคะ?”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินส่ายหน้าก่อนเอ่ย “ยังเลย เพียงแต่เวลานี้ก็ใกล้แล้ว พากันไถคราดที่นาจนเกือบเสร็จทั้งหมด ภายในวันสองวันนี้ก็จะเริ่มหว่านข้าวแล้ว”
เคอโยวหรานกล่าวด้วยความยินดี “ดีเหลือเกินเ้าค่ะ ท่านผู้าุโจะเรียกรวมชาวบ้านได้หรือไม่เ้าคะ บอกให้พวกเขาอย่าเพิ่งหว่านเมล็ดพันธุ์ ข้ารู้วิธีเพาะปลูกอื่นๆ มา สามารถทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้เท่าตัวเ้าค่ะ”
“จริงหรือ?” ผู้ใหญ่บ้านเฉินเอ่ยด้วยความตื่นเต้น ทอดมองไปทางเคอโยวหรานตาปริบๆ
เขารู้ว่าแม่นางน้อยเป็ศิษย์ของท่านปรมาจารย์ที่มีความรู้กว้างขวางเปี่ยมความสามารถทั้งสองคน สามารถคิดวิธีทำเต้าหู้ขึ้นมาได้ เช่นนั้นเื่วิธีการเพาะปลูกนี้จะต้องมิใช่เื่เท็จอย่างแน่นอน
ครั้นเห็นเคอโยวหรานพยักหน้า ทั้งนางยังบอกวิธีเพาะปลูก กำจัดแมลง ขจัดวัชพืช ป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชผลอย่างละเอียดรอบหนึ่ง
ผู้ใหญ่บ้านเฉินจึงเอ่ยด้วยความยินดีว่า “ข้าจะไปเรียกรวมชาวบ้านประเดี๋ยวนี้ เื่นี้มิอาจรั้งรอ หากบอกช้าเกินไปชาวบ้านอาจลงมือหว่านเมล็ดพันธุ์เสียก่อน เช่นนั้นก็คงจัดการได้ยากเสียแล้ว”
กล่าวจบ ผู้ใหญ่บ้านเฉินพลันวิ่งออกไปลั่นกระดิ่งภายในหมู่บ้าน
ตามจังหวะของเสียงกระดิ่ง ทุกคนต่างรับรู้ว่ามีเื่สำคัญจะประกาศ จึงพากันเรียกคนในหมู่บ้านมาจนพร้อมเพรียง
ไม่นานนัก นอกจากผู้นำสกุลเคอที่ป่วยหนักจนมิอาจลุกขึ้นจากเตียง ทุกคนในหมู่บ้านก็ล้วนมาถึง
ขณะมองผู้ใหญ่บ้านเฉินกับเคอโยวหรานสองสามีภรรยาที่ยืนอยู่หน้าสุด ปู่รองสกุลเคอพลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่น่าฟังนัก
“ผู้ใหญ่บ้านเฉิน ใกล้จะถึงการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิแล้ว ทุกคนล้วนกำลังยุ่ง ท่านเรียกพวกเรามาทำให้เสียเวลาล่าช้า เช่นนี้จะชดใช้ไหวหรือ?”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ก็เพราะการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาเยือน ถึงได้เรียกชาวบ้านทุกคนมาที่นี่ ข้ามีเื่หนึ่งจะประกาศ เป็เื่เกี่ยวกับผลผลิตของทุกคน เื่นี้เร่งด่วนอย่างยิ่ง ดังนั้นถึงได้ลั่นกระดิ่งในยามนี้อย่างไรเล่า”
ปู่รองสกุลเคอเอ่ยด้วยความหยามเหยียด “ข้าว่านะท่านอาเฉิน เวลานี้ไม่รีบหว่านเมล็ดพันธุ์ลงดิน แล้วหลังฤดูใบไม้ร่วงจะไปมีผลผลิตอุดมสมบูรณ์ได้อย่างไร ยามนี้ท่านบอกให้ทุกคนวางมือจากงาน เดิมทีก็เป็การทำให้พวกเราสิ้นเปลืองเวลาแล้ว”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินไม่อยากจะสิ้นเปลืองเวลากับคนไม่รู้ความเช่นนี้ จึงเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ชาวบ้านในหมู่บ้านเถาหยวนเอ๋ย พวกเ้าทุกคนฟังสิ่งที่ข้าพูดให้ดี ข้าได้วิธีเพาะเลี้ยงต้นกล้าและวิธีการเพาะปลูกแนวใหม่มา หากทำตามวิธีการนี้ ผลผลิตหลังฤดูใบไม้ร่วงของพวกเ้าจะสามารถเพิ่มขึ้นได้เท่าตัว
ยามนี้ทุกคนกลับไปหมักปุ๋ยและเตรียมหน้าดินตามที่ข้าบอกเสียก่อน อีกทั้งให้ส่งเมล็ดพันธุ์มายังจวนของพวกข้าเพื่อเพาะกล้าในคราเดียวกัน
รอจนกระทั่งเพาะต้นกล้าเรียบร้อยแล้ว ข้าจะสอนวิธีดำต้นกล้าให้กับพวกเ้า”
เหล่าชาวบ้านต่างถกเถียงกันอย่างดุเดือดหลังได้ยินสิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านเฉินอธิบาย มีหลายคนไม่กล้าทดลองวิธีการใหม่ ทุกคนต่างพากันหันมองหน้ากัน แต่ติดอยู่ที่ฐานะของผู้ใหญ่บ้านเฉินจึงไม่มีผู้ใดกล้าปริปากคัดค้าน
ปู่รองสกุลเคอแค่นหัวเราะเย้ยหยันพลางเอ่ย “ท่านอาเฉิน มิใช่ว่าข้าตำหนิท่าน แต่วิธีการเพาะปลูกเช่นนี้เป็สิ่งที่บรรพบุรุษตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่น พวกเราแต่ละรุ่นล้วนหว่านเมล็ดพันธุ์ลงบนดิน
เมื่อเพาะต้นกล้าจนโตแล้ว ภายหลังยังถอนออกมาและดำลงไปในดินใหม่ ทำเช่นนี้ต้นกล้ายังจะรอดได้อยู่หรือ? อย่าพูดให้ขำเกินไปหน่อยเลยจะได้หรือไม่? หากเพาะกล้าตายขึ้นมา พลาดโอกาสเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ ปีนี้ทุกคนคงไม่มีใครได้ผลผลิตแม้แต่เมล็ดเดียวแล้วกระมัง?”
“ใช่แล้ว ปู่รองกล่าวได้ถูกต้อง พวกเราไม่อยากใช้วิธีเพาะปลูกแบบใหม่”
“ใช่ๆ สิ่งที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ จะเปลี่ยนแปลงโดยง่ายได้อย่างไร พวกเราเพาะปลูกตามความเคยชินเหมือนเมื่อก่อนยังดีเสียกว่า”
“ใช่แล้ว หากไม่มีผลผลิตแม้แต่เมล็ดเดียวจะทำอย่างไร? ปีหน้าจะเอาสิ่งใดกินหรือ?”
คนในสกุลเคอต่างสนับสนุนปู่รองสกุลเคอ เสียงโต้แย้งของพวกเขาเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ทีละคน
นอกจากครอบครัวเคออู่ฝูที่ไม่เอ่ยสิ่งใด ทุกคนในสกุลเคอล้วนไม่เห็นด้วยกับวิธีการเพาะปลูกแบบใหม่ทั้งสิ้น
