เปลวไฟยังคงแผดเผาอยู่บนเตา เนื้อเสียบไม้ที่เรียงรายเป็ระเบียบส่องประกายน้ำมันเยิ้มน่ารับประทาน บางคราวก็มีน้ำมันหยดลงไปในกองไฟ ทุกครั้งที่เป็เช่นนี้ เสี่ยวอวี้ก็จะรีบเลื่อนมันออกไปทันที
“เสร็จแล้ว” เสี่ยวอวี้ยิ้มพลางย่างของที่เหลือทั้งหมดให้ลู่เต้า
ลู่เต้าเห็นเนื้อเสียบไม้กองเป็ูเาก็ยิ้มแก้มปริ แต่ไม่นานก็สงบสติอารมณ์ลงแล้วถามว่า “จริง…จริงเหรอ ให้ข้ากินทั้งหมดเลยหรือ”
“ห้ามเหลือนะ! ไม่เช่นนั้นข้าจะโกรธ” เสี่ยวอวี้แสร้งทำเป็โกรธ
เมื่อเ้าของร้านพูดเช่นนี้แล้ว ลู่เต้าก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป เขาหยิบกระดูกอ่อนไก่หนึ่งไม้ด้วยมือซ้ายและหัวใจไก่หนึ่งไม้ด้วยมือขวาส่งเข้าปาก เห็นเพียงเขากัดแล้วดึงอย่างเอร็ดอร่อย ไม้ทั้งอันถูกเขากัดจนเกลี้ยงเกลา ไม่เหลือแม้แต่เศษเนื้อติดอยู่เลย
“อร่อย!”
เสี่ยวอวี้ชอบท่าทางของลู่เต้าที่กำลังเพลิดเพลินกับอาหารนัก นางยิ้มแย้มพลางดึงเก้าอี้ข้างๆ ลู่เต้าออกมานั่ง ในมือถือไหเหล้าและจอกเหล้าสองใบ
“ดื่มสักจอกหรือไม่”
“ข้าไม่ดื่มสุรา”
“ช่างเถอะ ดื่มเป็เพื่อนข้า!” เสี่ยวอวี้ยิ้มพลางรินเหล้าใส่จอกให้เขาและตัวเองจนเกือบเต็ม นางยกจอกขึ้น “ข้าก่อนนะ”
นางยกดื่มรวดเดียว แล้วถอนหายใจอย่างสบายอารมณ์ “ถึงตาเ้าแล้ว”
ลู่เต้าหยิบจอกขึ้นมาดม กลิ่นเหล้าฉุนกึกทำให้เขาอยากจามและเกือบจะถอยออกมา แต่เมื่อคิดอีกที หญิงสาวก็ดื่มไปแล้ว หากตนเองไม่ดื่มก็คงจะเสียหน้า
ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกัดฟันสู้ เขาจึงกลั้นหายใจยกดื่มรวดเดียว เหล้านั้นทั้งเผ็ดทั้งฉุน เมื่อเข้าปากก็เหมือนไฟเผา ไหลผ่านลำคอลงไปถึงกระเพาะก็ยังรู้สึกแสบร้อน
เสี่ยวอวี้เห็นสีหน้าเหยเกของเขาก็หัวเราะลั่น นางรินเหล้าอีกถ้วยแล้วดื่มรวดเดียวพลางเรอออกมา “ไม่ค่อยเห็นผู้ชายไม่ดื่มสุราเลย! เ้ามาจากที่ใดกัน”
“เขายัก…” ลู่เต้านึกถึงคำกำชับของไป๋เสียจึงหยุดพูดกลางคัน แล้วเอ่ยว่า “เมืองัทมิฬ”
ใบหน้าเสี่ยวอวี้แดงก่ำ นางมองลู่เต้าด้วยดวงตาสวยที่แฝงไปด้วยความเมามาย “โอ้? ก็ใกล้ทีเดียว”
“ว่าแต่ เนื้อเสียบไม้ของเ้ารสชาติดีมาก เหตุใดจึงไม่ไปเปิดร้านในย่านอาหารคึกคัก กลับมาเลือกเปิดในตรอกเล็กๆ เช่นนี้” ลู่เต้ากินไม่หยุด คิดใช้รสชาติของเนื้อย่างมากลบรสสุรา
เสี่ยวอวี้ไม่พูดอะไร นางมองเหม่อลอยด้วยดวงตาพร่ามัวราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง นางหยิบไหเหล้าขึ้นมารินใส่จอกตัวเองอีกครั้ง แล้วกล่าวว่า “ครั้งหนึ่ง… ครอบครัวของข้าก็เคยรุ่งเรือง ร้านของเราก็เป็ร้านที่ใหญ่ที่สุดในย่านอาหาร…”
เดิมทีร้านโทรมๆ แห่งนี้เป็ร้านเนื้อเสียบไม้ที่มีชื่อเสียงที่สุดในย่านอาหาร ชื่อก็คือร้านโทรมๆ เช่นกัน บิดามารดาทำงานหนัก ทุกอย่างช่างงดงามนัก
ไม่นึกเลยว่าต่อมามารดาจะล้มป่วย บิดาตามหมอมารักษาเท่าใดก็ไม่หาย เมื่อเห็นว่าภรรยามีอาการทรุดหนักลงทุกวัน บิดาจึงตัดสินใจขึ้นูเาเซียนเพื่อตามหายาอายุวัฒนะมารักษาภรรยา แล้วก็ขาดการติดต่อไป
มีคนบอกมารดาว่าสามีของนางเอาเงินทั้งหมดหนีไปแล้ว
มารดาไม่เชื่อ สุดท้ายแล้วก็ยังคงเป็ห่วงเป็ใยความปลอดภัยของบิดา
หลังจากมารดาเสียชีวิต เสี่ยวอวี้วัยเก้าขวบก็ถูกบังคับให้รับ่ต่อร้าน แต่ฝีมือการย่างเนื้อเสียบไม้ของนางก็ยังสู้บิดามารดาไม่ได้ กิจการในร้านจึงตกต่ำลงอย่างมาก ทนแบกรับค่าเช่าที่สูงลิ่วไม่ไหว จึงต้องย้ายจากย่านอาหารที่คึกคักมายังตรอกเล็กๆ ที่มีผู้คนพลุกพล่านน้อยกว่า และอาศัยลูกค้าขาประจำเก่าแก่ประทังชีวิต
เสี่ยวอวี้กล่าว “โชคดีที่มีทุกคนคอยสนับสนุน ร้านโทรมๆ แห่งนี้จึงอยู่รอดมาได้”
เสี่ยวไฉที่กำลังเก็บโต๊ะอยู่ด้านข้างเอ่ยปากบ่น “พวกตาแก่ลามกนั่นชอบมาจับมือถือไม้พี่อยู่เรื่อย”
แน่นอนว่านางรู้เื่นี้ ถึงแม้จะไม่ชอบใจนัก แต่เพื่อความอยู่รอด นางก็ต้องทน “ถูกจับสักหน่อยก็ไม่เห็นเป็ไร”
“ข้าทนไม่ได้!” เสี่ยวไฉเอ่ยขัด
“ช่างเถอะ เด็กๆ ไม่เข้าใจหรอก” เสี่ยวอวี้พูดอย่างจนใจ
ฤทธิ์เหล้าเริ่มออกฤทธิ์ เสี่ยวอวี้เริ่มรู้สึกร้อนขนมา ด้วยความที่นางเป็คนเปิดเผย จึงปลดเสื้อออกเผยให้เห็นหน้าอก นางยังหยิบพัดขนาดใหญ่ที่ใช้พัดถ่านมาพัด แล้วบ่นว่า “ร้อนจะตายอยู่แล้ว…”
ลู่เต้าเหมือนถูกกดจุดชีพจร ดวงตาจ้องมองส่วนเว้าส่วนโค้งที่น่าภาคภูมิใจนั้นโดยไม่ละสายตา
เสี่ยวไฉเห็นว่าพี่สาวเริ่มเมาอีกแล้ว จึงรีบเข้าไปขวางทั้งสองคนเอาไว้ แล้วตะคอกใส่ลู่เต้าว่า “เ้ามองอะไร!”
เสี่ยวอวี้ยกจอกขึ้นยิ้มด้วยความเมามาย “มองสักหน่อยก็ไม่เห็นจะเป็ไร มีอะไรหรือ”
นางดึงเสื้อลงต่ำ จงใจเผยให้เห็นมากกว่าเดิม ทำเอาเสี่ยวไฉวัยสิบขวบแทบจะเป็ลมะโว่า “ไม่ได้นะ!!!”
“ฮ่าๆๆ!” เสี่ยวอวี้แหย่น้องชายหัวเราะลั่น
เวลาผ่านไป ลู่เต้ากินเนื้อเสียบไม้ที่กองเป็ูเาหมดเกลี้ยงโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดจึงเอ่ยว่า “ข้ารบกวนนานเกินไป ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้ว”
ว่าแล้วก็ลุกขึ้นยืนเพื่อกล่าวลา แต่ไม่นึกเลยว่าเพิ่งจะลุกขึ้นยืน เสี่ยวอวี้ที่เมาสุราแล้วก็คว้าเขาเอาไว้แล้วถามว่า “นั่งต่ออีกหน่อยสิ เ้าจะรีบไปไหนกัน”
“ข้าต้องไปหาที่พัก” ลู่เต้าถามต่อ “เ้ามีแนะนำบ้างหรือไม่”
“โอ้? ยังหาที่พักไม่ได้อย่างนั้นหรือ มีสิ!” เสี่ยวอวี้ยิ้มพลางชี้ไปยังห้องด้านใน “หากไม่รังเกียจ ก็มาพักที่บ้านข้าสิ!”
เสี่ยวไฉได้ยินว่าพี่สาวจะเชิญคนแปลกหน้ามาค้างคืนที่บ้าน ก็โกรธจนแทบะเิ เขารีบขวางทันใด “ไม่ได้!”
“ตกลงตามนี้!” เสี่ยวอวี้ผลักลู่เต้าเข้าไปในห้อง ทิ้งน้องชายเอาไว้ที่ร้านเพียงลำพัง เสี่ยวไฉได้แต่กระทืบเท้าฟึดฟัด
***
ตกดึก เหล่าหูกำลังนั่งจิบชาปั้วเหอ[1]ที่ซื้อมาจากพ่อค้าแคว้นทักษิณชาดอยู่ในห้องโถง รสชาติเย็นสดชื่น หอมอร่อยยิ่งนัก
ในขณะที่เขากำลังละเมียดละไมกับรสชาตินั้น ประตูก็ถูกเปิดออก เป็หูเอ้อร์ หลานชายของเขากลับมาหาเหล่าหูด้วยสีหน้าหม่นหมอง พร้อมกล่าวอย่างน้อยใจว่า “ท่านอา…”
เหล่าหูมองเขาอย่างพิจารณา แล้วถามว่า “เหตุใดจึงกลายเป็เช่นนี้”
“นางแพศยาฉิวอวี้ไม่รู้ไปหาจอมยุทธ์มาจากที่ใด ทำให้ข้าเสียหน้าต่อหน้าลูกน้อง ตอนนี้พวกมันไม่เชื่อฟังข้าแล้ว ไม่เห็นข้าเป็หัวหน้าอีกต่อไป” หูเอ้อร์บ่น
“โอ้?” เหล่าหูร้องเสียงสูงอย่างสนใจ
ต้องรู้ก่อนว่าสมัยที่เขายังหนุ่ม เขาเป็หนึ่งในคนที่หลงใหลผู้เป็มารดาของฉิวอวี้ จนถึงตอนนี้เหล่าหูก็ยังคงรู้สึกขุ่นเคืองที่นางไม่เลือกเขา
เขาเป็ถึงเ้าเมือง คุมเส้นเืใหญ่ของทั้งเมืองเอาไว้ มีจุดไหนด้อยกว่าพ่อครัวขายเนื้อเสียบไม้ผู้นั้นกัน
ความแค้นนี้ไม่เคยลดน้อยลงเลย กลับทวีความรุนแรงขึ้นตามกาลเวลา ถึงขั้นโกรธแค้นไปถึงลูกหลานที่ไร้เดียงสาของนาง
“นี่มันไม่ได้ตบหน้าข้า แต่มันกำลังตบหน้าท่านชัดๆ!” หูเอ้อร์ที่เติมน้ำมันเข้ากองไฟยุยงส่งเสริม
เหล่าหูมองสภาพทุลักทุเลของหลานชาย แม้แต่ดาบประจำกายก็หายไป เขาแค่นเสียง “เดิมทีข้าคิดว่าหากพวกมันยอมใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ข้าก็ไม่จำเป็ต้องฆ่าให้สิ้นซาก แต่ตอนนี้ดูเหมือนพวกมันจะไม่รู้จักบุญคุณ”
หูเอ้อร์กล่าว “แต่ตอนนี้นางมีจอมยุทธ์หนุนหลัง ข้าเห็นกับตาว่าเขาดีดนิ้วเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ดาบขาดสะบั้น!”
“จอมยุทธ์แล้วอย่างไร เมื่อมาถึงเมืองเซียนก็ต้องทำตามกฎของข้า! ข้าย่อมมีวิธีจัดการพวกมัน” เหล่าหูยิ้มเยาะ แล้วกล่าวต่อว่า “เ้าลืมไปแล้วหรือว่าสกุลหูของเรามีเซียนคอยหนุนหลัง”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าของหูเอ้อร์ก็ค่อยๆ เปื้อนยิ้มอีกครั้ง
[1] ชาปั้วเหอ คือ ชามินต์
