บทที่ 194 ที่แท้ก็เป็เช่นนี้
ณ พื้นที่พักอาศัยแห่งหนึ่งซึ่งถูกสร้างขึ้นด้านหลังเขตพื้นที่ฐานทัพ มู่หลงจื่อกำลังชี้นำลูกศิษย์ทั้งหลายของเขาให้ปรุงโอสถวิเศษอยู่ หากดูจากสีหน้าบึ้งตึงของเขาแล้ว ก็พอจะเดาได้ว่าหลังจากถูกจับตัวมา ชีวิตของเขาไม่ได้สุขสบายอย่างที่คิด ไม่ได้รับการดูแลอย่างที่นักปรุงโอสถขั้นห้าพึงจะได้รับแม้แต่น้อย
ในวันนั้นหลังจากถูกราชันของดินแดนมารจับตัวมา อีกฝ่ายก็สอบสวนพวกเขาอยู่พักใหญ่ มู่หลงจื่อเล่าเื่ราวที่มาที่ไปของตนเองทั้งหมดโดยละเอียด จนกระทั่งได้รับความไว้วางใจจากนักพรตดินแดนมาร แต่เขากลับไม่เล่าเื่ของตำหนักตันหลิงอย่างละเอียด หาใช่ความจงรักภักดีต่อเทียนตูไม่ แต่เป็เพราะเขารู้สึกอับอายขายหน้าที่นักปรุงโอสถขั้นห้าอย่างตนเองถูกเด็กหนุ่มผู้หนึ่งขับไล่ออกมาจากตำหนักตันหลิงต่างหาก ดังนั้นจึงปกปิดเื่นี้เป็ความลับ
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากด้านนอก “คารวะท่านราชัน!”
มู่หลงจื่อรู้ว่ามีราชันขั้นเกิดเทพเ้าของดินแดนมารมาเยือน จึงส่งสายตาเป็สัญญาณให้กับลูกศิษย์ บอกให้พวกเขาควบคุมเตาหลอมโอสถต่อ ส่วนตัวเขาก็เดินออกไปต้อนรับอีกฝ่าย เพราะอย่างไรเสียเขาก็เป็เพียงคนที่มาขอพึ่งพาอาศัย ยามที่ควรจะก้มหัวก็ต้องอ่อนน้อมถ่อมตนเข้าไว้ มิเช่นนั้นแล้ว ด้วยฐานะชื่อเสียงและนิสัยของเขายามอยู่ในเทียนตู แม้แต่ยอดฝีมือพลังขั้นเกิดเทพเ้า เขาก็ยังไม่เห็นอยู่ในสายตา
หลังจากราชันหน้าผีเดินเข้ามาในห้องปรุงโอสถ เขาก็เห็นมู่หลงจื่อที่ยืนรอต้อนรับอยู่ ั์ตาของเขาฉายแววเยือกเย็น แม้การต่อสู้กับนักพรตของเทียนตูในครั้งที่ผ่านมาจะไม่ได้พ่ายแพ้เพราะเขาเป็ต้นเหตุ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องเผ่นหนีออกมาอย่างน่าสังเวชอยู่ดี ทำให้เขาต้องอับอายต่อหน้าสหายนักพรตที่เดินทางมาด้วยกัน นักพรตดินแดนมารมีนิสัยใจคอที่โเี้ ยามนี้เขาจึงคิดในใจว่าหากตาแก่ผู้นี้ให้คำตอบที่น่าพอใจไม่ได้ เขาจะต้องทรมานมันให้สาสม เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจของตนเอง
ดังนั้น พอเห็นมู่หลงจื่อเดินออกมาต้อนรับ อีกฝ่ายยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูดอะไร เขาก็เปิดฉากสนทนาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า “ไม่ต้องพูดให้มากความ ข้ามาที่นี่เพื่อถามว่าเื่ที่เ้าสารภาพมาก่อนหน้านี้ ยังมีอะไรปกปิดอยู่อีกหรือไม่ หากมีก็รีบพูดออกมา มิเช่นนั้นคงไม่จำเป็ต้องให้บอกใช่หรือไม่ ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ยามนี้ข้าอารมณ์ไม่ค่อยดี อยากหาที่ระบายอยู่พอดี!”
“หา?” มู่หลงจื่อสะดุ้งสุดตัว เขาคิดว่าราชันของดินแดนมารผู้นี้จะมาเร่งให้เขารีบปรุงโอสถขั้นห้าเสียอีก คิดไม่ถึงว่าจะมาด้วยเื่นี้ คราแรกแม้ว่าเขาจะปกปิดเื่บางอย่างเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็เื่สำคัญอะไร ทว่าดูจากสถานการณ์ยามนี้แล้ว คล้ายว่าผลลัพธ์จะออกมาเลวร้ายยิ่งนัก
“พูดมา!” ราชันหน้าผีะโเสียงดัง เสียงของเขามีคลื่นพลังแฝงอยู่เล็กน้อย เป็การใช้เคล็ดวิชาลับ ‘วิชามาร์ลวงจิต’ ซึ่งคุณสมบัติของมันก็ตรงตามชื่อ สามารถล่อลวงจิติญญาของคนที่ตกเป็เป้าหมายได้โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว หากไม่มีการป้องกันตัว ก็จะหลุดปากเปิดเผยความลับออกมาอย่างง่ายดาย แต่ถึงเคล็ดวิชานี้จะดูเหมือนใช้งานได้ง่ายและอรรถประโยชน์ได้ไม่มากนัก แต่กลับเป็หนึ่งในเคล็ดวิชาลับเฉพาะของนักพรตขั้นเกิดเทพเ้าเท่านั้น จึงจะสามารถฝึกฝนได้
มู่หลงจื่อรู้สึกหวาดกลัวคนของดินแดนมารอยู่แล้ว ยามนี้เมื่อถูกราชันหน้าผีข่มขู่ก็ยิ่งหวาดกลัวไปอีก ไหนเลยจะปกปิดความลับของตนเอาไว้ได้ จึงรีบกล่าวด้วยความหวาดหวั่น “ขอท่านราชันโปรดอภัยด้วย ข้าน้อยเคยบอกว่าตนเองเป็หนึ่งในกำลังหลักของตำหนักตันหลิงที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่โดยตำหนักมหาเทพ แต่ถอนตัวออกมาเพราะมีปัญหากับผู้อื่น แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น พูดไปแล้วก็น่าอับอาย ข้าน้อยถูกเ้าลู่อวี่ นายน้อยตระกูลลู่ที่เป็ผู้นำของตำหนักตันหลิงขับไล่ออกมา หาได้ถอนตัวออกมาด้วยความสมัครใจไม่!”
ราชันหน้าผีแค่นเสียงเ็า เขาคิดในใจ ‘โดนไล่ออกมาหรือ เช่นนี้ก็คงไม่ใช่นักปรุงโอสถฝีมือดีอย่างที่ลือกันแล้ว กลับกล้ามาหลอกลวงดินแดนมารของข้า! แต่นายน้อยตระกูลลู่ผู้นั้นสามารถนั่งตำแหน่งผู้นำของตำหนักตันหลิงได้ เช่นนั้นคงไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน!’
ดังนั้นจึงเอ่ยถาม “นายน้อยตระกูลลู่ผู้นั้นมีฝีมือการปรุงโอสถยอดเยี่ยมมากหรือ? เป็นักปรุงโอสถขั้นใดกัน? ประสิทธิภาพการปรุงโอสถของตำหนักตันหลิงภายใต้การควบคุมของเขาเป็เช่นไร? ทางที่ดีเ้าไม่ควรปล่อยให้ข้าจี้ถามทีละจุด!” ขณะที่พูดออกไป ใบหน้าดุร้ายของราชันหน้าผีก็เผยรอยยิ้มประหลาดออกมา บอกไม่ได้ว่าเจตนาดีหรือร้าย จากนั้นก็ปล่อยลำแสงสีดำเข้าไปในร่างกายของมู่หลงจื่อ
“นี่คือลำแสงิญญาร้ายของข้า คนที่โดนมันเล่นงาน สามจิตเจ็ดิญญาจะถูกกลืนกินจนไม่เหลือ สุดท้ายแม้ร่างกายจะยังคงอยู่ แต่ก็เป็เพียงซากศพที่ยังมีลมหายใจเท่านั้น ยามนี้ข้ายังไม่ได้ปลดปล่อยพลังของมัน เ้าจึงยังไม่เป็อะไร แต่หากคำพูดของเ้าไม่ถูกใจข้าแม้เพียงครึ่งคำ เช่นนั้นเ้าก็ลิ้มรสอาหารมื้อนี้ให้เต็มที่เถิด!”
มู่หลงจื่อถูกคำพูดของราชันหน้าผีข่มขู่จนหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ราชันหน้าผียังกล่าวไม่ทันจบ เขาก็เหงื่อท่วมตัวจนเปียกโชก ร่างกายสั่นเทา แต่เขากลับพยายามอดทนไม่ส่งเสียงร้องออกมา ได้แต่จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาหวาดกลัวระคนอ้อนวอน
“หือ ยังไม่คิดจะพูดอีกหรือ?”
“อ๊าก อ๊าก นายน้อยตระกูลลู่ผู้นั้นเป็นักพรตที่มีความรู้ด้านการปรุงโอสถสูงส่งที่สุดในเทียนตูแล้ว เป็อัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดของตระกูลลู่ ยามนี้เพิ่งจะอายุยี่สิบกว่าปี แต่กลับบรรลุขั้นพลังยุทธ์ถึง่ต้นขั้นตงซวนแล้ว”
“นอกจากนี้ยังเป็ถึงนักปรุงโอสถขั้นสี่ เพราะก่อนหน้านี้เคยได้ยินว่าเขาเคยปรุงโอสถขั้นสี่ที่ช่วยยืดอายุขัยได้ถึงสามร้อยปีออกมา ส่วนโอสถขั้นห้ายิ่งไม่ต้องพูดถึง เมื่อก่อนเสิ่นตานเจวี๋ยจากเขาหนิงชุยเฟิงเคยขอความช่วยเหลือจากศิษย์พี่ของเขา คิดจะต่อกรกับตระกูลลู่ แต่กลับโดนนายน้อยตระกูลลู่เล่นงานจนพ่ายแพ้ย่อยยับ ถึงขั้นต้องหลบหนีออกจากเทียนตูอย่างน่าอนาถ”
“ศิษย์พี่ของเสิ่นตานเจวี๋ยเป็ถึงศิษย์สายตรงของสำนักจิ่วติ่ง ฝีมือการปรุงโอสถล้ำเลิศ แต่ก็ยังพ่ายแพ้ให้กับนายน้อยตระกูลลู่ ได้ยินมาว่าในการประลองครั้งสุดท้าย นายน้อยตระกูลลู่สามารถปรุงโอสถพร้อมกันได้ถึงเก้าเตาหลอม ทุกเตาที่ปรุงออกมาล้วนเป็โอสถขั้นห้าทั้งหมด สุดท้ายได้โอสถออกมามากกว่าแสนเม็ด! แต่เื่นี้ข้าเพียงได้ยินมาจากนักปรุงโอสถคนอื่นๆ ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเื่ราวทั้งหมดเป็ความจริงหรือไม่”
“หลังจากนายน้อยตระกูลลู่เข้าควบคุมตำหนักตันหลิง ตัวข้าไม่อาจยอมรับได้และคิดจะต่อสู้แย่งชิงตำแหน่ง แต่กลับโดนเขาขับไล่ออกมา แต่กระนั้นข้าก็ทราบดีว่าภายใต้การชี้แนะของลู่อวี่ ประสิทธิภาพการปรุงโอสถของนักปรุงโอสถทุกคนที่มารวมตัวกันนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และคุณภาพของโอสถที่ปรุงออกมาก็ยอดเยี่ยมด้วย!”
ยิ่งได้ฟังเื่ราวทั้งหมด สีหน้าของราชันหน้าผีก็ยิ่งมืดครึ้ม ภายในใจหนักอึ้ง ที่แท้ก็เป็เช่นนี้เอง
ปรุงโอสถครั้งเดียวแต่ได้โอสถขั้นห้าออกมามากกว่าแสนเม็ด ถึงโอสถวิเศษชนิดนี้จะมีความพิเศษอยู่บ้าง แต่การปรุงออกมาได้เป็แสนเม็ดต้องมีความสามารถขั้นใดกัน หากอยู่ในดินแดนมาร ยอดฝีมือขั้นมหาเมธีจำนวนมากจะต้องปกป้องคุ้มครองคนผู้นี้ดุจสมบัติล้ำค่า ทว่าข่าวสำคัญเช่นนี้กลับถูกตาแก่นี่ปิดบังเพราะกลัวเสียหน้า
“เพียะ!” มู่หลงจื่อโดนราชันหน้าผีที่โมโหจนตัวสั่นตบหน้าจนตัวกระเด็นออกไปหลายจั้ง ตัวเขาลอยคว้างกลางอากาศหมุนวนไปมาหลายรอบ ก่อนที่จะร่วงลงสู่พื้นดิน อนิจจา หากขั้นพลังยุทธ์ของเขาไม่แข็งแกร่งพอ ฝ่ามือนี้คงจบชีวิตของเขาไปแล้ว
“นักปรุงโอสถฝีมือกระจอกเช่นเ้า นานถึงเพียงนี้แล้วยังหลอมโอสถขั้นห้าไม่สำเร็จแม้แต่เตาเดียว กลับคิดจะไปต่อกรกับนักปรุงโอสถที่หลอมโอสถพร้อมกันเก้าเตาหลอม แล้วยังปรุงสำเร็จได้โอสถมากกว่าแสนเม็ด ช่างไม่รู้จักประมาณตนเอง! หากไม่ใช่เพราะดินแดนอสูรของข้ากำลังขาดแคลนแรงงาน ข้าคงได้สูบิญญาเ้าออกมาทรมานให้ตายทั้งเป็!”
บัดนี้ราชันหน้าผีไม่มีอารมณ์จะมาเสียเวลาอยู่กับนักปรุงโอสถขั้นห้าจอมปลอมผู้นี้อีกแล้ว ในเทียนตูมีนักปรุงโอสถฝีมือดีเช่นนี้อยู่ด้วย แล้วยังเป็ถึงนักปรุงโอสถขั้นสี่ ข้อมูลสำคัญเช่นนี้หากเขารับรู้ั้แ่แรก ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องควบคุมหรือสังหารลู่อวี่ผู้นั้นให้ได้ แต่ตอนนี้จะต้องทำอย่างไรต่อไป กลับต้องประชุมหารือกันให้ดีเสียก่อน
ภายในเทียนตูมีนักปรุงโอสถที่น่าจะเป็นักปรุงโอสถขั้นสี่อยู่ด้วย เื่นี้ส่งผลกระทบไม่น้อยต่อแผนการบุกยึดเทียนตูของดินแดนมาร ที่น่าโมโหยิ่งกว่าคือสายลับของดินแดนมารที่ถูกส่งไปแฝงตัวในเทียนตู บัดนี้ยังไม่มีผู้ใดรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของแวดวงปรุงโอสถในเทียนตูแม้แต่น้อย ช่างน่าขันและน่าแค้นเคืองจริงๆ อีกประเดี๋ยวเมื่อได้เผชิญหน้ากับราชันเฮยซาผู้นั้น จะต้องให้บทเรียนแก่เขาเสียบ้าง!
เพียงพริบตาเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปกว่าสามเดือน าทางฝั่งตะวันตกของเทียนตูยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด!
่สองสามวันที่ผ่านมานี้ เป็่เวลาที่นักพรตจากขุมกำลังน้อยใหญ่ในเทียนตูผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าระวังภัย นักพรตตระกูลลู่สร้างผลงานการต่อสู้ในแนวหน้าเอาไว้มากมาย ดังนั้นลู่เหว่ยจุนจึงแจ้งข่าวให้ลู่อวี่กลับมาร่วมงานเลี้ยงฉลอง
นักพรตตระกูลลู่ที่เข้าร่วมามีมากกว่าสามร้อยคน ระดับขั้นพลังยุทธ์ต่ำสุดคือ่ปลายของขั้นฟันฝ่า สูงสุดคือ่ปลายของขั้นตงซวน พวกเขากระจายกำลังกันไปประจำการยังจุดต่างๆ ที่มีกองกำลังนักพรตมารอยู่
หลังจากผ่านไปหลายวัน เหล่าสมาชิกตระกูลลู่ที่ประจำการอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ก็ทยอยกลับมายังตระกูลลู่ หลังพวกเขาส่งมอบงานให้กับนักพรตกลุ่มใหม่แล้ว เมื่อทุกคนกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ก็มารวมตัวกันอยู่ที่โถงใหญ่ เพื่อรอนายน้อยลู่อวี่ซึ่งถือเป็คนสำคัญในการจัดงานเลี้ยงฉลองครั้งนี้
ในระหว่างที่รอนายน้อยลู่อวี่มาถึง นักพรตตระกูลลู่ต่างพากันจับกลุ่มพูดคุยเื่ราวที่เกิดขึ้นระหว่างการผลัดเปลี่ยนกำลังพลในครั้งนี้อย่างสนุกสนาน ทุกคนมีแววตาเปี่ยมไปด้วยความยินดีอย่างปิดไม่มิด
“ก่อนจะไปที่นั่น ข้ายังใจสั่นหวาดกลัวอยู่เลย เกรงว่าจะพลาดท่าจนต้องตายเสียแล้ว แต่เมื่อไปถึงที่นั่นแล้วได้ต่อสู้กับนักพรตดินแดนมารอยู่สองสามครั้ง ข้าถึงได้รู้ว่านักพรตมารเ่าั้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ใครพูดกัน ขอเพียงมีความกล้าหาญและความรอบคอบ การต่อสู้เพื่อเอาชนะพวกเขาได้ ไม่นับว่าเป็เื่ยากเย็นอะไร!”
“พอได้แล้วเส้าอวิ๋น เ้ามีความสามารถเพียงใดพวกเรารู้ดี อย่ามัวแต่โอ้อวดอีกเลย หากไม่มีนายน้อยคอยช่วยเหลืออยู่เื้ั ลำพังคนขี้ขลาดตาขาวเช่นเ้า จะกล้าสู้อย่างเอาเป็เอาตายกับนักพรตมารหรือ? สาเหตุที่พวกเราสร้างความดีความชอบอันเล็กน้อยเหล่านี้ได้ ก็เพราะมีนายน้อยคอยดูแลและคุ้มครอง หากไม่เชื่อ เ้าก็ลองไปดูนักพรตที่ตระกูลอื่นเอาเถิด แล้วจะรู้ว่าสถานการณ์ที่นั่นอันตรายเพียงใด!”
“กล่าวได้ถูกต้องแล้ว เพราะจำนวนโอสถสามส่วนที่พวกเราได้รับจากนายน้อย ไม่รู้ว่ามีนักพรตมากมายเพียงใดพยายามจะหาทางประจบเอาใจ แม้แต่นักพรตที่หยิ่งยโสโอหัง เมื่อต้องมาอยู่กับพวกเราก็ทำตัวสุภาพอ่อนน้อม ช่างเป็่เวลาที่ทำให้ข้ารู้สึกสะใจเป็อย่างยิ่ง พอนึกถึงสถานการณ์ของตระกูลลู่เมื่อหลายปีก่อนแล้วนำมาเทียบกับยามนี้ ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว!”
“ไม่ใช่เพียงเท่านั้น บารมีของนายน้อยยังมีอิทธิพลต่อนักพรตที่เข้าร่วมาเ่าั้ด้วย ต่อให้ตระกูลลู่ไม่ได้รับการจัดสรรโอสถสามส่วน พวกเราก็ยังใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นอยู่ดี เพราะอย่างไรเสียตอนนี้อำนาจตระกูลลู่ของพวกเรานั้นยิ่งใหญ่ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ใด ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินตระกูลลู่แล้ว พวกเขาพยายามจะผูกมิตรกันแทบตาย ตระกูลลู่มีชื่อเสียงโด่งดังได้ถึงเพียงนี้ แม้จะเป็ความพยายามของท่านประมุขและผู้เฒ่าทั้งหลาย แต่นายน้อยเป็ผู้ที่สร้างผลงานมากสุด”
“เอ๊ะ ก่อนหน้านี้ข้าไม่เห็นว่าน้องสามจะมีความคิดความอ่านว่าอย่างไร พอออกไปสั่งสมประสบการณ์ข้างนอกแล้วย้อนกลับมา เ้ากลับเป็คนที่มีสายตาเฉียบคมขึ้นมา ทำเอาพี่รองรู้สึกว่าต้องมองเ้าใหม่เสียแล้ว”
“ไสหัวไป ใครอยากให้เ้ามาชื่นชมกัน แต่หากนายน้อยเอ่ยชมข้าสักสองสามคำ ข้าคงจะรู้สึกภาคภูมิใจไม่น้อย ส่วนเ้าน่ะลืมไปได้เลย!”
ทันใดนั้นเองก็มีเสียงะโดังมาจากด้านนอก “นายน้อยมาถึงแล้ว!”
พอได้ยินเช่นนั้น ทุกคนในโถงใหญ่ก็พลันเงียบเสียงลงอย่างพร้อมเพรียง สีหน้าของพวกเขาดูจริงจังเคร่งขรึมขึ้นมาทันที ก่อนจะพากันลุกขึ้นยืน
