เล่มที่ 5 บทที่ 146 เป็เ้าเอง
แม้จะไม่ใช่เื่โกหกก็ไม่เป็ไร…
ต่อให้เป็ศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยนแล้วจะทำไม!
สาขาของสำนักเวิ่นเจี้ยนอยู่ไกลถึงหน้าผาอวิ๋น ต่อให้เกิดเื่ที่ทะเลอูไห่ จะมีศิษย์ในสำนักข้ามน้ำข้ามูเามาแก้แค้นอย่างนั้นเลยหรือ?
‘อย่าว่าแต่สำนักเวิ่นเจี้ยนเลย…’
‘ต่อให้เป็สำนักฉางเซิงหรือสำนักเทียนเสวียน เมื่อมาถึงทะเลอูไห่แล้วก็ไม่ต่างอะไรกับคนไร้สำนัก เ้าหลินเฟยก็ช่างไร้เดียงสา คิดว่าแสดงตัวว่าเป็ศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยนแล้วพวกเขากลัวจะอย่างนั้นหรือ?’
“ในเมื่อเป็ศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยน ข้าก็สมควรเรียกเ้าว่าศิษย์น้องหลิน…” ระหว่างที่พูดอันจื่อเจี๋ยก็มองหลินเฟยด้วยสายตาดูแคลน
“แต่ว่าที่นี่ไม่ใช่หน้าผาอวิ๋น การที่ออกหน้าช่วยคนอื่นอย่างไม่ดูตาม้าตาเรือ อาจจะทำให้เกิดเื่ได้ ข้ารู้จักสำนักเวิ่นเจี้ยนก็จริง แต่ชื่อิของข้าไม่ได้รู้จัก…”
“ข้าก็ว่าอยู่ ใครกันที่มันจะซวยได้ขนาดนี้ ที่แท้คือเ้านั่นเองที่เลี้ยงชื่อิ…”
“เ้า…” อันจื่อเจี๋ยหน้าคล้ำหมองลงทันที เดิมทีก็อารมณ์ไม่ดีเพราะชื่อิถูกทำร้ายจนาเ็อยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งถูกหลินเฟยตอกย้ำเข้าไป จึงมีสีหน้าย่ำแย่ลงกว่าเดิม ก่อนจะมองไปทางหลินเฟยแล้วแค่นหัวเราะเ็าออกมา
“ที่เรียกศิษย์น้องก็เพราะเกรงใจเท่านั้น แต่อย่าคิดว่าข้าจะกลัวสำนักเวิ่นเจี้ยน ทางที่ดีจงมอบกระบี่นั่นมาจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นละก็ ร้านของเ้าได้พินาศแน่…”
“งั้นหรือ…” หลินเฟยหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ตอบอะไร แต่ยื่นมือไปคว้ากระบี่ที่ยังอยู่ในฝักวางลงบนโต๊ะ
“กระบี่อยู่นี่แล้ว ถ้าอยากได้ก็เอาไปสิ”
พูดจบ หลินเฟยก็ก้าวถอยหลังออกไป
กระบี่เล่มนี้ถูกหลอมด้วยเปลวไฟซานหยิน หลังจากที่หลอมเสร็จแล้ว จะมีเปลวไฟดวงน้อยลุกโชนขึ้นมา แต่บัดนี้ขณะที่กระบี่นอนแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะ กลับไม่มีเปลวไฟปรากฏออกมาแม้แต่น้อย…
“หื้อ?” ซูจิ้งขมวดคิ้วแน่น มองไปทางกระบี่ด้วยความหวาดระแวง
น่าเสียดายที่อันจื่อเจี๋ยยังไม่รู้ตัว ขณะที่กระบี่ถูกวางลง เขาก็รีบเดินเข้าไปคว้าทันที…
ทว่า…
ยังไม่ทันที่จะัั ลำแสงกระบี่ก็พวยพุ่งออกมา ก่อนจะมีเสียงัคำรามดังลั่น พริบตาต่อมาลำแสงกระบี่ก็ะเิออกเกิดเป็แสงจ้าเจิดจรัสราวกับดวงดาว แถมยังร้อนระอุราวดวงอาทิตย์ สะบั้นตรงไปทางอันจื่อเจี๋ยทันที
อันจื่อเจี๋ยเองก็ว่องไวพอตัว ชั่วขณะที่ลำแสงกระบี่สะบั้นลงมานั้น เขาก็รีบสะบัดชุดคลุมดำออก จนเกิดเป็เงาแดงพุ่งออกมา ไม่นานก็รวมตัวกลายเป็อสุรกายชื่อิที่มีผมเผ้ารุงรัง บนหัวมีเขางอก กรงเล็บของมันประกบเข้าด้วยกัน สามารถสกัดลำแสงกระบี่เอาไว้ได้พอดี
“เหอะ แกว่งเท้าหาเสี้ยนจริงๆ!” อันจื่อเจี๋ยแค่นหัวเราะเยือกเย็น ชื่อิตนนี้เป็สิ่งมีชีวิตพิเศษ แม้แต่อาจารย์ยังเคยพูดว่าหากนำมาบำเพ็ญเป็รากฐานแล้วละก็ วันหน้าเมื่อได้ประมือกับคู่ต่อสู้ ก็จะย่อมมีชัยกว่าเป็เท่าตัว แต่่นี้กลับซวยยิ่งนัก ทั้งเจอผู้บำเพ็ญกระบี่พิสดารอย่างซูจิ้ง แถมชื่อิยังถูกอีกฝ่ายทำร้ายจนาเ็ติดต่อกันมาอีก
ทว่าลำแสงกระบี่แค่นี้ หากคิดจะต่อกรกับชื่อิ ดูท่าเ้าหลินเฟยคงไม่อยากมีชีวิตต่อไปแล้ว…
ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าก็จะสั่งสอนให้หลาบจำเอง
คิดได้ดังนั้น อันจื่อเจี๋ยก็วาดมือบงการชื่อิอีกครั้ง ชื่อิที่กำลังจับลำแสงกระบี่เอาไว้ ก็คำรามเสียงออกมาดัง ครู่เดียวลำตัวของมันก็ขยายใหญ่ขึ้นเป็สิบเท่า บัดนี้มันสูงขึ้นมานับสิบจ้างราวกับูเาลูกย่อม และกำลังยกขาขึ้นเตรียมเหยียบหลินเฟยให้แบนแนบกับพื้น
ทว่า…
ยังไม่ทันที่จะเหยียบ ชื่อิก็กลับร้องโหยหวนออกมาก่อน…
พริบตาต่อมาลำแสงกระบี่ที่ชื่อิจับไว้ ก็กลายเป็เปลวไฟ ลุกท่วมไปทั่ว
“ตุ้บ…”
เสียงตกกระทบระหว่างพื้นและศีรษะของชื่อิที่ถูกสะบั้นขาดดังออกมาเสียก่อน
ภายในร้านหลอมอาวุธเงียบสนิทโดยพลัน
ทุกคนมองภาพเบื้องหน้าจนตาค้าง
ชื่อิของอันจื่อเจี๋ยถูกสะบั้นจนหัวขาดไปแล้ว!
ทันใดนั้นทั้งเจียงหลี ฟานซื่อ ซูจิ้งและจ้าวซื้อไห่ก็ราวกับต้องคำสาป เอาแต่จ้องชื่อิที่สลายเป็หมอกควันสีแดงเป็เวลานาน โดยไม่มีคำพูดเล็ดออกมาแม้แต่น้อย
“นี่…” อันจื่อเจี๋ยอ้าปากตาค้าง ลืมแม้กระทั่งค่ายกลบงการในมือที่ร่ายค้างไว้ ทั้งตัวแข็งค้างราวกับกลายเป็รูปปั้น ‘เป็ไปได้อย่างไร…’
ชื่อิที่ติดตามเขามายี่สิบปี กลับถูกลำแสงกระบี่สะบั้นขาดในครั้งเดียว
อันจื่อเจี๋ยรู้สึกไม่อยากจะเชื่อกับภาพที่เห็นตรงหน้า…
กระบี่เล่มนั้นยังวางอยู่บนโต๊ะแท้ๆ หากไม่ใช่เพราะหัวชื่อิถูกฟันจนตกพื้นละก็ คงไม่มีใครคิดว่าแค่ลำแสงของกระบี่ที่ยังไม่ได้ออกจากฝักจะสามารถสะบั้นชื่อิของอันจื่อเจี๋ยได้…
และทั้งหมดก็เป็ฝีมือของผู้บำเพ็ญหนุ่มอายุประมาณยี่สิบ แถมยังมีขั้นบำเพ็ญแค่มิ่งหุนซึ่งฝ่าเคราะห์ได้แค่ด่านแรกเท่านั้น…
บรรยากาศในร้านหลอมอาวุธตึงเครียดขึ้นกว่าเดิม
แม้แต่เจียงหลีเองก็เพิ่งเคยเห็นหลินเฟยลงมือเช่นนี้ แม้ทั้งคู่จะรู้ว่าอีกฝ่ายเก่งกาจแค่ไหน แต่คิดไม่ถึงว่าจะร้ายกาจเพียงนี้…
“บ้าเอ๊ย!” ขณะที่ทุกคนยังคงตกตะลึงไม่ได้สติ จู่ๆจ้าวซื่อไห่ก็โพล่งออกมา
เสียงนี้ทำให้ทุกคนตื่นจากภวังค์ในที่สุด
ทุกคนจึงเห็นว่าใบหน้าของจ้าวซื่อไห่ตอนนี้ถอดสีจนซีดขาว สายตาที่มองหลินเฟยก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวราวกับคนที่อยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ผู้บำเพ็ญหนุ่ม แต่เป็สัตว์ร้ายกินคน ยิ่งไปกว่านั้นร่างกายจ้าวซื่อไห่กำลังสั่นเทาราวกับลูกนก หากสองมือของเขาไม่ได้เท้าอยู่บนโต๊ะแล้วละก็ เกรงว่าคงจะประคองร่างไว้ไม่อยู่กระทั่งล้มลงไปแล้ว…
“เ้าๆๆ…” จ้าวซื่อไห่กลืนน้ำลายด้วยความยากเย็น สายตาที่มองหลินเฟยก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“เป็เ้างั้นหรือ?”
“ใช่ ข้าเอง” หลินเฟยพยักหน้าน้อยๆ ยอมรับแต่โดยดี เพราะไม่มีอะไรต้องปิดบัง หลินเฟยไม่เกรงกลัวสำนักเชียนซานจะมาแก้แค้นแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่มองจ้าวซื่อไห่ ก็มักจะคิดถึงมนต์อัสนีอู่หยินเสมอ จึงทำเพียงยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยออกมา
“จริงสิ มนต์อัสนีอู่หยินของเ้าถูกข้าใช้ไปแล้ว ต่อให้อยากคืนก็คงไม่มีแล้วล่ะ…”
“ไม่กล้าหรอก…” ตอนนั้นเขาเห็นอีกฝ่ายสะบั้นอัสนีเก้าสายขณะฝ่าเคราะห์มิ่งหุนกับตา ดังนั้นมนต์อัสนีอู่หยินจึงดูกระจอกลงไปเลย ภายหลังเขาก็ได้หนีตายหัวซุกหัวซุนอย่างไม่คิดชีวิตกลับสำนักไป หลังจากนั้นก็ไม่กล้านึกถึงเื่นี้อีกเลย
‘บัดนี้เขาได้พบหลินเฟยอีกครั้ง มีหรือที่จะกล้าเอ่ยถึงเื่มนต์อัสนีอู่หยิน?’
‘จะให้ตอกย้ำเื่ที่เขาเคยลอบทำร้ายได้อย่างไรกัน?’
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
