จากนั้นบทสนทนาระหว่างฉันกับคุณลุงองอาจก็ยังดำเนินไปเรื่อย ๆ โดยที่บทสนทนาส่วนใหญ่ก็จะเป็เื่ราวในอดีตบ้างเื่ปัจจุบันบ้างสลับกันไป และแม้ว่าการพูดคุยจะไม่ได้ดูสนิทสนมเหมือนดังแต่ก่อนแต่ก็ดูจะผ่อนคลายลงมากกว่าเดิม
ส่วนฉันเองแม้จะคลายความรู้สึกอึดอัดที่มีไปได้บ้าง แต่ก็ยังคงเลือกตอบคำถามของคนตรงหน้าด้วยท่าทีที่สงบและระมัดระวังกิริยาเอาไว้ กระทั่งเมื่อสุดท้ายคุณลุงองอาจก็เลือกที่จะเข้าประเด็นที่ฉันมาในวันนี้สักที
“นี่ลุงก็มัวแต่ชวนคุยเื่นู้นเื่นี้ไปเรื่อยเลย เฮ้ออออ...มัวแต่คุยเื่เก่า ๆ จนเกือบลืมไปเลย ฮ่าๆๆๆ อย่าถือสาคนแก่เลยนะ เอาเป็ว่าเื่งานหนูลูกจันสะดวกวันไหนก็เข้ามาได้เลยนะเดี๋ยวลุงจะแจ้งฝ่ายบุคคลเอาไว้ให้”
ใบหน้ายิ้มแย้มดูใจดีพูดประโยคที่ฉันรอคอยมานานและด้วยประโยคนั้นก็ทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างออกมา
“นะ...นี่ลูกจันได้งานแล้วหรอคะ” (^-^) ฉันที่ดีใจจนเผลอหลุดพูดคำพูดเป็กันเองออกไป
“ใช่แล้วจ้ะ...” (^-^)
“ขอบพระคุณท่านมากเลยนะคะ ขอบพระคุณจริง ๆ ค่ะ” (^-^)
ฉันกล่าวขอบคุณด้วยใบหน้าที่ระบายยิ้มกว้างด้วยความดีใจอย่างไม่อาจปิดได้
“ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร อีกอย่างอย่างหนูลูกจันลุงเองก็เคยเห็นความสามารถมาแล้วทั้งเื่ภาษาที่ลุงขอชมเลยว่าหนูเก่งมาก อีกทั้งเื่ธุรกิจที่ลุงเองก็มั่นใจว่าหนูได้เรียนรู้ว่าจากท่านเ้าภพมามากโขอยู่ ดังนั้นหนูมั่นใจได้เลยว่าลุงรับหนูเพราะความสามารถของหนูจริง ๆ นะ”
คุณลุงองอาจที่เหมือนจะมองฉันได้อย่างทะลุปรุโปร่งจนพูดในสิ่งที่ฉันเองก็แอบคิดหลังจากได้ฟังการตอบรับเข้าทำงานอยู่เหมือนกัน และด้วยคำพูดนั้นก็ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกทั้งดีใจและนับถือคนตรงหน้าไปในเวลาเดียวกัน
“ขอบคุณนะคะท่าน ขอบคุณที่เห็นถึงความสามารถของดิฉัน ถ้าไม่มีอะไรเพิ่มเติมแล้วดิฉันขอตัวก่อนนะคะท่าน” (^-^)
ฉันพูดขอบคุณคนตรงหน้าอีกครั้งก่อนจะขอตัวกลับห้องเช่าด้วยใจที่โลดแล่นอยากจะไปบอกข่าวดีให้คุณพ่อกับพี่นิดได้รับรู้
เพียงแต่...ใครเล่าจะรู้ว่าความดีใจของฉันกลับมีได้เพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น เพราะหลังจากที่ฉันกำลังจะเตรียมตัวหันหลังออกไปเสียงโทรศัพท์ของคุณลุงองอาจที่ดังขึ้นก็ได้ทำให้ใบหน้าหวานที่ระบายยิ้มกว้างเมื่อครู่พลันมลายหายในบัดดล...
กริ๊งงงงงงง ~~
“ฮัลโหลครับ...”
เสียงบทสนทนาของคุณลุงองอาจที่เอ่ยทักทายปลายสายหลังจากที่เขากดรับ ส่วนฉันที่กำลังจะเอ่ยกล่าวลาก็ได้แต่ยืนเก้ ๆ กัง ๆ ทำตัวไม่ถูก
“ห๊ะ...!! ว่าไงนะครับ ทำไมล่ะครับ...”
ก่อนที่น้ำเสียงอารามด้วยความใจะแผดออกมาดังลั่น พร้อมกับสายตาที่มองมาที่ฉันอีกทั้งมือยังกวักให้ฉันอยู่ต่อ และด้วยการกระทำของคนตรงหน้านั้นก็ทำให้ฉันรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง
“ผมคงจะทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ...ต้องขอโทษด้วย”
บทสนทนาที่ยังคงเต็มไปด้วยน้ำเสียงเข้มข้น อีกทั้งยังคงดำเนินต่อไป เพียงแต่ฉันกลับได้ยินแค่เพียงฝั่งของคุณลุงองอาจฝ่ายเดียวเท่านั้น
“ว่าไงนะ...!!”
ก่อนที่คุณลุงองอาจจะะโออกมาอีกครั้งและมันก็ทำให้ฉันถึงกับสะดุ้งโหยง
“เดี๋ยวครับ...เดี๋ยวก่อน”
“ครับๆๆ ผมทราบแล้วครับ เข้าใจแล้วครับ แค่นี้นะครับ”
สิ้นเสียงสนทนาพร้อมกับนิ้วมือที่กดวางสาย คำตอบรับเพียงไม่กี่ประโยคของคุณลุงองอาจตอนที่คุยกับปลายสายและเมื่อบวกเข้ากับอากัปกิริยาหลังจากที่คุณลุงองอาจกดวางสายแล้ว ลางสังหรณ์บางอย่างที่พลันเกิดขึ้นกลางใจก็ทำให้หัวใจที่เพิ่งจะพองโตเริ่มที่จะเปลี่ยนเป็เต้นระรัวทันที
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ดิฉันขอตัวก่อนนะคะท่าน”
ฉันรีบเอ่ยลาผู้ใหญ่ตรงหน้าอีกครั้งทันทีด้วยกลัวเหลือเกินว่าจะได้ยินประโยคที่อาจจะทำให้ใจสลาย
และในจังหวะที่ฉันกำลังจะหมุนตัวเดินออกไปจากห้องที่เต็มไปด้วยมวลพลังงานอึดอัด เสียงเรียกที่ดูกระอักกระอ่วนใจก็ดังขึ้นจนทำให้เท้าที่กำลังก้าวเดินหยุดชะงักลงทันที
“หนูลูกจัน...เอ่อ...เื่งาน”
คำพูดตะกุกตะกักเอ่ยเรียกมาพร้อมกับรูปประโยคที่ฉันหวาดหวั่น แต่ฉันจะยอมเสียงานที่เพิ่งได้ไม่ถึงห้านาทีไปได้ยังไง
“ค่ะท่าน เื่งานดิฉันขอเริ่มงานเป็วันพรุ่งนี้ได้เลยค่ะท่าน”
ฉันรีบชิงบอกออกไปทั้ง ๆ ที่ใจเหมือนจะจับลางสังหรณ์ได้ว่าสิ่งที่ฉันกลัวกำลังจะเกิดขึ้น
“เื่งานลุงต้องขอโทษด้วยนะ เอ่อ...ลุงคงรับหนูเข้าทำงานไม่ได้แล้วล่ะ...”
สิ้นเสียงที่เหมือนกับการราดน้ำดับความหวังที่มีของฉัน ร่างบางก็พลันสั่นสะท้านจนแทบจะล้มลงไปกองอยู่ที่พื้น เพียงแต่ด้วยศักดิ์ศรีที่ยังคงเหลืออยู่ทำให้ฉันจำต้องกัดฟันข่มใจเอาไว้
“พะ...เพราะอะไรหรือคะท่าน ก็ในเมื่อ...”
ฉันที่พยายามระงับความเสียใจเอาไว้ไม่ให้น้ำตาไหลออกมาประจานความอ่อนแอ เอ่ยถามแม้จะรู้คำตอบดีว่าเพราะอะไร
“ลุงขอโทษจริง ๆ นะลูกจัน ลุงขอโทษ”
แต่ทว่า...ด้วยอากัปกิริยาของผู้ใหญ่ตรงหน้าที่แสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัดว่าอึดอัดใจมากแค่ไหนก็ทำให้ฉันพอจะเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างขึ้นมาได้และเลือกที่จะตัดใจไม่อยากฟังคำตอบอีกต่อไปแล้ว
“โอเคค่ะดิฉันเข้าใจแล้ว ขอบคุณสำหรับโอกาสที่ให้เข้าสัมภาษณ์งานนะคะ”
ฉันโค้งตัวอีกครั้งทั้งที่มือบางกำหมัดแน่น ก่อนจะเดินก้าวเท้าเปิดประตูออกไปอย่างไว เพราะไม่้าให้ใครมาเห็นน้ำตาที่กำลังจะไหลในไม่ช้านี้
เพียงแต่ว่า...ยามที่ชะตาชีวิตเมื่อมันถึงคราวเคราะห์ตกดวงวินาศเข้าให้แล้ว ความโหดร้ายที่ยังคงโหมกระหน่ำมาไม่หยุดก็ยังคงส่งความเลวร้ายสาดใส่ฉันอย่างต่อเนื่อง เพราะทันทีที่ฉันเดินผ่านโต๊ะทำงานของพนักงานคนหนึ่งในบริษัทแห่งนี้ ข่าวบางอย่างที่กำลังถูกถ่ายทอดผ่านคลื่นวิทยุก็ได้ลอยเข้ามาในหูจนฉันถึงกับตัวแข็งทื่อหยุดชะงักงันเพื่อฟังเื่ราวนั้นให้ชัดในทันที
มันเป็เสียงของผู้ประกาศข่าวของช่องเมาส์วงการดาราและวงการสังคมไฮโซที่คุ้นเคยช่องหนึ่งที่ฉันเองก็พอจะจำเสียงได้ดีว่าเสียงนี้เป็ของใคร เพราะเมื่อครั้งหนึ่งเธอคนนี้ก็เคยมาขอสัมภาษณ์ฉันออกอากาศอยู่เหมือนกัน และด้วยเสียงเจื้อยแจ้วที่กำลังพูดอยู่นั้นก็ทำให้ฉันที่ยืนอึ้งถึงกับตัวชาไปทั่วร่างเพราะไม่อยากเชื่อหูตัวเอง...
