ซูิเยว่เดินไปเปิดประตูห้องให้คนเอาอาหาร ถังน้ำและเสื้อผ้าสะอาดเข้ามาส่ง
หลังจากปิดประตูแล้ว ซูิเยว่ก็พิงกับที่บังลมในห้อง ดวงตามองไปทางจี๋โม่หานแล้วถาม “ท่านจะทานก่อนหรือว่าจะอาบน้ำก่อน?”
“อาบน้ำก่อนแล้วกัน” จี๋โม่หานลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามา “แม่หนูหิวแล้วใช่หรือไม่ ไม่ต้องรอข้า เ้าทานไปก่อนเลย”
“ได้ ท่านก็ไปอาบเถิด หม่อมฉันรับรองว่าจะไม่แอบดู” ซูิเยว่พูดไปพลางเดินไปนั่งข้างโต๊ะก่อนจะเริ่มทานอาหาร
จี๋โม่หานกลั้วเราะเบาๆ แล้วเดินไปด้านหลังที่บังลม
และก็ใช่อย่างที่คิด ปกติแล้วจี๋โม่หานเป็คนที่ให้ความสำคัญกับเื่ความสะอาด ถึงแม้ปากจะไม่พูดอะไร ในใจจะต้องใส่ใจอยู่แน่นอน
ซูิเยว่ตักอาหารทานไปก็ฟังเสียงน้ำที่ดังมาจากที่บังลมไป
จนกระทั่งนางทานไปได้พอสมควรแล้ว จี๋โม่หานก็อาบน้ำเสร็จพอดี เขาเปลี่ยนเป็ชุดสะอาดแล้วเดินออกมา เส้นผมยังเปียกติดอยู่ด้านหลัง
ซูิเยว่วางตะเกียบลงแล้วลุกขึ้นยืน นางหยิบผ้าขนหนูแห้งเดินไปเช็ดผมให้จี๋โม่หาน เขาจับมือของนางเอาไว้ “ไม่ทานแล้วหรือ?”
“อิ่มแล้ว” ซูิเยว่เช็ดผมที่เปียกน้ำของจี๋โม่หานจนแห้ง “เรียบร้อย ท่านรีบทานอาหารเถิด หม่อมฉันจะไปอาบน้ำแล้ว”
“อืม”
ซูิเยว่ออกจากห้องไป แล้วสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์เอาน้ำร้อนสองถังมาเทที่ห้องด้านข้าง จากนั้นก็ไปอาบน้ำให้ดีๆ สักรอบ ถึงจะเดินออกมาอย่างพอใจ
ทั้งสองคนวางแผนจะนอนพักที่นี่สองคืน พรุ่งนี้ค่อยไปหาคนชราไร้ชื่อทีู่เาฉางิ
เช้าวันต่อมา ซูิเยว่ตื่นขึ้นมาแต่งตัวให้จี๋โม่หาน นางเลือกชุดสตรีมาหนึ่งชุดจากบรรดาชุดที่เสี่ยวเอ้อร์คนเมื่อวานเอามาส่งให้ เสี่ยวเอ้อร์คนนี้ถือว่าตาดี ชุดสตรีที่ส่งมาให้นั้นเหมาะสมกับรูปร่างของจี๋โม่หานพอดี
ส่วนซูิเยว่ก็เลือกชุดผู้ชายออกมาเปลี่ยนก่อน จากนั้นถึงจะมองไปทางจี๋โม่หานพลางแย้มยิ้มดีใจ “ท่านชอบสีชมพูหรือว่าสีขาว?”
จี๋โม่หานนั่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับ แล้วพูดอย่างจำยอม “ข้าสวมชุดบุรุษก็ได้ ตอนนี้สตรีแต่งชุดบุรุษเป็เื่ปกติ”
“ไม่ได้” ซูิเยว่ปฏิเสธโดยไม่คิด “ท่านหน้าตางดงามถึงเพียงนี้ หากไม่ปกปิดเพิ่มอีกหน่อย แค่เดินออกไปก็มีคนจำได้แล้ว อีกอย่างหากฮ่องเต้ส่งคนมาตรวจสอบบริเวณนี้ล่ะ ความก็แตกกันพอดี เด็กดี เชื่อฟังเถิด”
ซูิเยว่ยิ้มตาหยีพลางเอ่ยคำพูดที่เหมือนหลอกเด็กออกมา
จี๋โม่หานยังไม่ขยับ ซูิเยว่เองก็ไม่ยอมเขา
ทั้งสองอยู่ในสภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจี๋โม่หานก็สู้นางไม่ได้ เขาจึงเอ่ยเสียงอ่อนเพื่อต่อรอง “เอาเช่นนี้แล้วกัน พวกเราสวมชุดสตรีทั้งคู่เป็อย่างไร”
“ไม่ได้” ซูิเยว่ปฏิเสธโดยไม่คิด “ตอนนี้หม่อมฉันเป็เด็กรับใช้ชายของท่าน ส่วนท่านก็คือคุณหนู ท่านจะเลือกหรือไม่ หากไม่เลือกหม่อมฉันจะเลือกแทนท่านแล้ว”
จี๋โม่หานหมดทางเลือก สุดท้ายทำได้แค่ให้ความร่วมมือ “ก็ได้ ข้าเลือกสีขาว”
“มันต้องแบบนี้สิ” ซูิเยว่ยิ้มตาหยีแล้วหยิบเสื้อสีขาวออกมา นางมองจี๋โม่หานอย่างพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง “ท่านจะสวมเองหรือจะให้หม่อมฉันช่วยสวม?”
จี๋โม่หานเลิกคิ้ว ก่อนที่เขาจะยืนขึ้นกางแขนออกพร้อมกับยกยิ้ม “แม่หนูช่วยใส่ให้ข้าเถิด”
หูของซูิเยว่แดงขึ้นมา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นจี๋โม่หานเปลือยเสียหน่อย มีอะไรให้น่าอายกัน
นางถอดเสื้อของจี๋โม่หานออกจนเหลือแค่กางเกงตัวใน จากนั้นก็เปลี่ยนเป็ชุดสตรีให้
อดที่จะพูดไม่ได้เลยว่า รูปร่างของจี๋โม่หานนั้นดีจริงๆ ขนาดสวมชุดสตรีก็ยังไม่มีอะไรที่ไม่เหมาะเลยสักนิด เอวบาง ขายาว เอวเล็กๆ นั่นนางมองแล้วก็อดที่จะหยิกไม่ได้
จี๋โม่หานจับมือซุกซนของนางดึงเข้ามาในอ้อมกอด แล้วพูดเสียงแหบพร่าข้างหูนาง “เป็อะไรไปหรือ ถูกเสน่ห์ของข้าทำให้ทนไม่ไหวแล้วหรือ?”
ซูิเยว่ร้องจุ๊ๆ ออกมา ก่อนจะยกมือเชยคางของจี๋โม่หานขึ้นพลางหรี่ตามอง “แต่ก่อนหม่อมฉันไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่ ที่แท้องค์ชายสามก็มีมุมหลงตัวเองอยู่เหมือนกันนะ แต่ก่อนที่ท่านเ็าขนาดนั้น คงไม่ใช่ว่าแสร้งทำหรอกนะ”
จี๋โม่หานเลิกคิ้ว น้ำเสียงแฝงความหยอกล้ออยู่หลายส่วน “เช่นนั้นก็ต้องดูว่าข้าทำกับใครแล้วล่ะ”
ซูิเยว่หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะผลักอกของจี๋โม่หานแล้วออกมาจากอ้อมกอดของเขา จากนั้นก็ตรวจสอบตัวเขาจากบนลงล่างอีกรอบ “เอาล่ะ สมบูรณ์แบบ”
นางพูดไปก็หยิบผ้าอีกชุดมาทำเป็ผ้าคลุมครึ่งหน้าให้เขาก่อนจะตบมือ “แบบนี้ถึงจะยิ่งสมบูรณ์แบบ”
ต่อมาซูิเยว่ก็มัดผมให้จี๋โม่หานแบบง่ายๆ ถึงจะพอใจ “ไปกันเถิด แม่นางเวิ่นออกเดินทางกัน”
ทั้งสองเก็บของเสร็จเรียบร้อยก็เปิดประตูเดินออกไป ตอนนี้ที่โถงด้านล่างมีคนมาทานอาหารอยู่จำนวนไม่น้อย พอเห็นการเคลื่อนไหวก็มองมา มีหลายคนที่มองตาค้างไปเลยภายในชั่วพริบตา
แค่เพียงเห็นแม่นางหน้าตางดงามสวมชุดสีขาว เอวเล็ก ขายาว ตัวสูง หลุบตาลง ถึงแม้ใบหน้าครึ่งล่างจะถูกผ้าสีขาวปิดเอาไว้ แต่ก็มองเห็นได้ว่าเป็หญิงที่งามล่มเมือง
ซูิเยว่ประคองจี๋โม่หานเดินลงบันไดมา
สายตาของบุรุษจำนวนไม่น้อยต่างจ้องไปที่จี๋โม่หานที่ไม่อาจละสายตาออกไปได้
ซูิเยว่ทำเป็มองไม่เห็นอะไรแล้วเดินตรงมานั่งที่โต๊ะว่าง จากนั้นก็เรียกเสี่ยวเอ้อร์มาสั่งอาหาร
ด้านหลังมีบุรุษจำนวนไม่น้อยที่เพิ่งได้สติก็ละสายตาไปจากจี๋โม่หาน พวกเขาพูดคุยกันเสียงเบา “ที่แท้ก็คนตาบอดนี่เอง”
อีกคนก็หัวเราะออกมา “ถึงแม้จะเป็คนตาบอด แต่ว่าสตรีเช่นนี้เ้าก็เอามาไม่ได้หรอก”
ซูิเยว่ยกยิ้มที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้มออกมา นางยกแก้วขึ้นมาดื่ม จากนั้นก็จงใจวางกลับไปแรงๆ ดังปัง พวกคนที่พูดคุยกันด้านหลังก็เงียบลงทันที
จี๋โม่หานหัวเราะเบาๆ แล้วเอามือที่อยู่ใต้โต๊ะขึ้นมากุมมือของซูิเยว่เอาไว้ในฝ่ามือ
เพียงครู่เดียวอาหารก็มาวางบนโต๊ะ ซูิเยว่ล้วงเงินออกมาจากอกเสื้อส่งให้เสี่ยวเอ้อร์เพื่อเตรียมรถม้าให้พวกนางหนึ่งคัน
ตอนที่จี๋โม่หานทานอาหารก็ไม่ได้ถอดผ้าที่ปิดปากออก เขาทำเพียงแหวกมุมผ้าออกแล้วทาน ท่าทางการทานอาหารของเขาดูกระดาก ค่อยๆ กัดคำเล็กๆ ค่อยๆ กลืน ไม่ได้ให้ความรู้สึกไม่เหมาะสมเลยสักนิด
หลังจากทานอาหารเสร็จ ทั้งสองคนก็ออกจากโรงเตี๊ยมไปขึ้นรถม้าที่เตรียมเอาไว้ ก่อนจะออกเดินทางไปยังูเาฉางิ
ซูิเยว่นั่งอยู่ตรงด้านหน้าเพื่อขับรถม้า ตอนที่ใกล้จะออกจากเขตแล้ว รถม้าก็ได้มาหยุดตรงหน้าร้านเล็กๆ ข้างถนน
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?” จี๋โม่หานที่อยู่ในรถม้าถาม
“ไม่มีอะไร ท่านรอสักครู่ หม่อมฉันจะไปซื้อของสักหน่อย” ซูิเยว่พูดแล้วก็ะโลงจากรถม้า ไม่นานนักก็กลับมา นางเอาของที่เพิ่งซื้อมาวางไว้ในรถม้า
จี๋โม่หานได้กลิ่นสุรากับถั่วเขียว
“ท่านอาจารย์ชอบขนมเปี๊ยะถั่วเขียวของร้านนี้ แล้วก็ชอบดื่มสุราของร้านข้างๆ มาก” ซูิเยว่อธิบายให้เขาฟัง “แต่นิสัยของท่านอาจารย์ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ นี่ก็ถือว่าเตรียมเอาไว้ก่อน”
จากนั้นซูิเยว่ก็ขับรถม้ารีบเดินทางต่อ เพียงครู่เดียวก็ออกจากเขต รอบๆ ด้านจึงเงียบลง
เส้นทางในป่าเขาตอนกลางวันมีแค่เสียงของจักจั่นบนต้นไม้ร้องมาเป็พักๆ เมื่อมาไกลพอสมควรแล้ว ซูิเยว่ถึงได้เข้ามาด้านในรถม้า จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้ากับจี๋โม่หานกลับเป็เพศเดิม
