ทหารหญิงสองคนรับคำสั่งและเดินออกไป ฟางซิ่นดึงฉู่ชีซีที่ใบหน้าบึ้งตึ้งเข้ามาในโรงน้ำชาเพื่อรอข่าว ไม่นานทหารหญิงคนหนึ่งก็กลับมารายงานสถานที่ที่พ่อค้ามาพักแรม
ทั้งสองคนจึงไปหาที่นั่นทันที ปรากฏว่าไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็กลับออกมา
ทหารหญิงสองคนสบตากัน กลัวว่าผู้เป็นายจะเกิดเื่ขึ้น จึงเช่ารถม้าคันหนึ่งและมุ่งตรงกลับไปยังค่าย
ภายในค่ายดูเหมือนว่าจะมีความครึกครื้นมากกว่าปกติ แม้แต่ทหารรักษาการณ์ที่เฝ้าประตูก็ดูจะยืนหน้าอกผายกว่าปกติ ฟางซิ่นะโลงจากรถม้าและถามออกมาหนึ่งประโยค ทหารคนนั้นตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่กลับมาแล้วได้ยินว่าเมื่อวันก่อนรบชนะ จึงสั่งตบรางวัลให้ทหารทั้งสามกองทัพ!”
ยังไม่ทันที่ฟางซิ่นจะพูดอะไรต่อ ฉู่ชีซีก็วิ่งเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็วราวกับลม
หลังจากที่ติงเหว่ยนั่งรถม้ามามากกว่าครึ่งเดือน แม้จะเตรียมตัวมาดีขนาดไหน ติงเหว่ยก็ยังเหน็ดเหนื่อยจนอยากจะนอนบนเตียงใหญ่นานๆ แต่เสียดายที่อันเกอเอ๋อร์กลับเป็คนที่มีพลังเหลือเฟือ พอเข้ามาในกระโจมก็วิ่งเล่นไม่หยุด ทำให้ต้องแบ่งคนมาดูแลเขาโดยเฉพาะหนึ่งคน
ติงเหว่ยนั่งอยู่บนเตียง สั่งการให้อวิ๋นอิ่งและเฉิงเหนียงจื่อจัดของไปพร้อมกับสำรวจสถานที่พักชั่วคราวไปด้วย กระโจมนี้มีขนาดกลาง เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสามจั้ง[1]
ตรงประตูมีโต๊ะชาตัวน้อยที่ทำจากไม้สีแดงตั้งอยู่สองตัว ข้างๆ มีเก้าอี้จีนโบราณสองตัว ด้านในมีตู้เก็บของเตี้ยๆ เรียงรายอยู่ ส่วนปลายตู้มีฉากกั้นสี่บานเป็ลายดอกไม้และนก แต่ตอนนี้ฉากกั้นถูกเก็บไว้ข้างๆ เพื่อเก็บของ เผยให้เห็นเตียงไม้ที่ไม่สวยงามเท่าไรนัก แต่ขนาดกว้างขวางพอสมควร ซึ่งเป็ที่ที่นางนั่งอยู่
ตรงกลางหลังคากระโจมมีช่องแสงเล็กๆ อยู่ แสงแดดส่องตรงลงบนเตาผิงที่สร้างจากหินสีดำสนิท ตอนนี้ในเตาผิงมีฟืนกำลังเผาอยู่ และมีตะแกรงทองเหลืองหนึ่งอันวางอยู่บนเปลวไฟ บนตะแกรงมีกาน้ำชากำลังเดือด ไอน้ำสีขาวพวยพุ่งออกจากปากกาต้มน้ำ พร้อมกับเสียงซู่เบาๆ ทำให้อันเกอเอ๋อร์จอมซุกซนอยากจะยื่นมือไปจับไอน้ำเสมอ
“เตาผิงนี้ช่างเป็สิ่งที่ดีจริงๆ หลังจากนี้จะต้มโจ๊ก น้ำแกงหรือแม้แต่กินหม้อไฟก็สะดวกมาก”
อวิ๋นอิ่งยกกาน้ำไปชงชาและตอบด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเรานำน้ำมันพริกมาจากจวนด้วยมากมาย ในหน้าหนาวนี้การกินหม้อไฟเป็สิ่งที่ดีต่อร่างกาย คนอื่นๆ ไม่พูดถึงก็แล้วไป แต่หากกลิ่นหอมของหม้อไฟลอยออกไป ท่านแม่ทัพอวี้ฉือ แม่นางฉู่ และคุณชายฟางคงจะมาแอบกินด้วยเป็แน่”
ทันทีที่อวิ๋นอิ่งพูดจบ ผ้าม่านของกระโจมซึ่งทำจากผ้าสักหลาดหนาก็ถูกยกขึ้น ฉู่ชีซีที่สวมชุดสีแดงก็เข้ามาพร้อมกับลมหนาว
ติงเหว่ยไม่ได้เจอหญิงสาวที่ตรงไปตรงมาคนนี้นาน จึงคิดถึงนางมาก ทันทีที่เห็นนางก็ยิ้มกว้างและพูดหยอกล้อว่า “ดูสิ หม้อไฟยังไม่ได้ต้มเลย แม่นางฉู่ก็มาแล้ว! เชิญมานั่งข้างเตียงก่อน”
พูดเสร็จนางก็ย้ายขาที่เจ็บของตนเองไปด้านในเตียง เพื่อให้ฉู่ชีซีนั่งข้างๆ เนื่องจากประการแรกในกระโจมกำลังเก็บข้าวของสัมภาระอยู่ มีเพียงบริเวณรอบเตียงเท่านั้นที่สะอาด และประการที่สองก็เพื่อแสดงความสนิทสนม
แต่คิดไม่ถึงว่าฉู่ชีซีจะพุ่งตรงไปข้างหน้า จ้องมองนางด้วยความใอยู่นาน แล้วจู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาเหมือนฝนตกหนักในฤดูร้อน
“เ้าหลอกข้า ทั้งๆ ที่ข้าคิดว่าเ้าเป็พี่สาวที่ดีของข้า ทำไมพี่เทียนเป่าถึงได้เป็พ่อของอันเกอเอ๋อร์? ข้าไม่เชื่อ ข้าไม่เชื่อ!”
ในขณะที่พูดอยู่นางก็จับไหล่ของติงเหว่ยและเขย่าอย่างแรง ติงเหว่ยใและพยายามจะเขยิบหนี แต่ขาที่าเ็กลับเจ็บแปล๊บขึ้นมา
“รีบปล่อยแม่นางของพวกเราเดี๋ยวนี้!” อวิ๋นอิ่งพุ่งเข้ามาทันที ใช้สองนิ้วกดไปที่แขนของฉู่ชีซี ทำให้แขนของนางอ่อนแรง และรีบช่วยติงเหว่ยออกมา
“บังอาจ!” ฉู่ชีซีโมโหจนยืนไม่ติดนางโกรธจนะโด่า “เ้าเป็แค่บ่าวรับใช้คนหนึ่งยังกล้ามารังแกข้าอีก!”
นางดึงแส้ออกมาและเตรียมจะตีคน ทำให้เฉิงเหนียงจื่อต้องรีบอุ้มอันเกอเอ๋อร์หนีไปหลบที่มุมห้อง
“แม่นางฉู่ช้าก่อน!” ติงเหว่ยเ็ปจนหน้าขาวซีด และกลัวว่าอวิ๋นอิ่งจะได้รับาเ็ จึงพยายามดึงนางไปหลบหลังตนเอง
“แม่นางฉู่ เื่ระหว่างข้ากับท่านแม่ทัพนั้นซับซ้อนมาก หากเ้าอยากรู้ ก็มานั่งแล้วเราคุยกันให้เข้าใจเถอะ การฟาดแส้จะแก้ปัญหาได้ยังไง?”
ฉู่ชีซีมองไปที่อวิ๋นอิ่งที่เต็มไปด้วยความโกรธ และติงเหว่ยที่ไม่รู้จะทำอย่างไร นางนึกถึง่เวลาที่เคยใช้ร่วมกัน แส้ที่ยกขึ้นสูงอยู่ครู่หนึ่งก็ถูกโยนทิ้งไปข้างๆ ในที่สุด
“ฮือๆ พวกเ้ารังแกข้า!”
เมื่อเห็นว่าฉู่ชีซีร้องไห้ด้วยความเสียใจ ติงเหว่ยจึงยิ้มอย่างขมขื่นและส่งสัญญาณให้อวิ๋นอิ่งถอยออกไป จากนั้นนางก็ยื่นมือไปจับมือฉู่ชีซีและพานางมานั่งข้างเตียง
เฉิงเหนียงจื่อรีบยื่นผ้าชุบน้ำมาให้ ติงเหว่ยจึงใช้ผ้านั้นเช็ดน้ำตาให้ฉู่ชีซีพลางพูดว่า “แม่นางฉู่ ข้าต้องขอโทษเ้าจริงๆ แต่ไม่ใช่เพราะเื่ของอันเกอเอ๋อร์ แต่เพราะข้าไม่ได้บอกเ้าตรงๆ เมื่อครั้งก่อน ข้าไม่ใช่ภรรยาน้อยของท่านแม่ทัพ แต่ข้าและท่านแม่ทัพนั้นมีใจให้กันมานานแล้ว”
ติงเหว่ยถอนหายใจแล้วพูดต่อ “เ้าคงเคยได้ยินเื่ราวของข้ามาบ้าง ข้าเดิมทีเป็เพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา ถึงแม้บ้านจะยากจน แต่พ่อแม่และพี่ชายก็รักข้ามาก แม้จะไม่ใช่หญิงสูงศักดิ์ แต่ก็เป็ที่รักของครอบครัว วันหนึ่งข้าพบว่าตนเองตั้งครรภ์ ถูกคนรอบข้างดูถูกและตำหนิ แม้กระทั่งครอบครัวก็โดนวิพากษ์วิจารณ์ ข้าจึงต้องไปทำงานในจวนสกุลอวิ๋นเพื่อมีชีวิตรอด
ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจมาก จึงตั้งใจดูแลท่านแม่ทัพที่ตอนนั้นยังนอนป่วยอยู่บนเตียง บางทีอาจเป็เพราะข้าและท่านแม่ทัพมีชะตาชีวิตที่คล้ายกัน เมื่ออยู่ด้วยกันนานๆ ความรู้สึกก็เกิดขึ้น ข้าเคยกังวลเกี่ยวกับอันเกอเอ๋อร์ กลัวว่าเขาจะถูกคนอื่นดูถูกเพราะไม่รู้ว่าใครคือพ่อแท้ๆ ของเขา แต่ไม่คาดคิดเลยว่าก่อนหน้านี้ไม่นาน ข้าถูกซุ่มโจมตีระหว่างทางเข้าตัวเมืองและข้าก็ถูกบีบให้ะโหน้าผา โชคดีที่ท่านแม่ทัพมาช่วยไว้ทัน และก็เป็ตอนนั้นเองที่ท่านแม่ทัพบอกความจริง ข้าจึงได้รู้ว่าอันเกอเอ๋อร์…เป็ลูกของท่านแม่ทัพ
เื่ราวทั้งหมดนี้ซับซ้อนมาก ข้าเกรงว่าต้องใช้เวลาหลายวันถึงจะเล่าให้หมด ข้ายอมรับว่าข้าเองก็ใยิ่งกว่าเ้า แต่ความจริงก็คือความจริง
ในฐานะที่เป็ผู้หญิง ข้าทำใจไม่ได้ที่จะปล่อยมือจากชายที่ข้ารัก ในฐานะแม่ข้าไม่อาจพรากความรักจากพ่อที่ลูกสมควรได้รับและตำแหน่งของเขาไปได้ ดังนั้นนี่เป็เหตุผลที่ข้ามาที่ค่ายทหารแห่งนี้
ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเ้าวันนั้น เพราะข้าเองก็เป็คนโง่เขลาที่ถูกปิดบังมาก่อน ถ้าแม่นางฉู่ยังโกรธก็ฟาดแส้ลงมาเถอะ ข้าขอรับผิดอย่างตรงไปตรงมา ข้าไม่ได้มีเจตนาจะปกปิด”
ฉู่ชีซีได้ฟังก็เกิดความงุนงง นางอ้าปากเล็กน้อยแต่ไม่รู้จะพูดอะไรดี
แม้ติงเหว่ยจะพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบราวกับกำลังเล่าเื่ของคนอื่น แต่ฉู่ชีซีก็ยังััได้ถึงความขมขื่นที่ซ่อนอยู่ในคำพูดเ่าั้ ไม่รู้เพราะเหตุใดภาพของหญิงสาวท้องโตเดินหลังตั้งตรงอยู่กลางถนนที่ถูกคนถ่มน้ำลายใส่พลันปรากฏขึ้นในหัวของนาง หญิงคนนั้นช่างดูโดดเดี่ยวและดื้อดึง ทำให้หัวใจของนางรู้สึกเ็ป
อวิ๋นอิ่งอาจกังวลว่าฉู่ชีซีจะลงมือจริงๆ นางจึงรีบก้าวขึ้นมาข้างหน้าและคุกเข่าลงเพื่อยืนยัน “แม่นางของข้าไม่ได้โกหก นางไม่เคยรู้เื่นี้มาก่อน และในวันนั้นข้าก็เป็คนที่พานางออกจากบ้านเองกับมือ”
“ใช่แล้วแม่นางฉู่ แม่นางของข้าเพิ่งจะรู้ความจริงได้ไม่กี่วัน ก่อนหน้านั้นยังโกรธท่านแม่ทัพที่ปิดบังนางอยู่เลย” เฉิงเหนียงจื่อก็รีบพูดช่วยขึ้นมา
“ไอ๊หยา พวกเ้าทำอะไรกัน ข้ายังไม่ได้บอกเลยว่าข้าไม่เชื่อ!” ฉู่ชีซีรีบยื่นมือไปดึงอวิ๋นอิ่งขึ้น สีหน้าของนางแสดงออกถึงความรู้สึกผิดเล็กน้อยและสับสนอย่างมาก “แล้วข้าจะทำยังไงดี ข้าชอบพี่เทียนเป่า”
ยังไม่ทันที่ติงเหว่ยจะตอบ ฉู่ชีซีก็รีบพูดเสริมว่า “ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็แต่งงานกับพี่เทียนเป่าด้วยกันเถอะ จะได้เป็พี่น้องที่ดีตลอดชีวิต...”
“ไม่ ข้าไม่้า!”
ฉู่ชีซีคิดว่านางได้คิดวิธีที่ดีแล้ว ด้วยชื่อเสียงของนางในฐานะบุตรีของท่านแม่ทัพผู้เก่งกาจ ตระกูลใดในซีเฮ่าก็ยินดีรับนางเป็สะใภ้ บัดนี้นางยอมลดตัวมาแต่งงานมีสามีคนเดียวกันกับหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาอีกคนด้วย นับว่าเป็การยกย่องอย่างถึงที่สุดแล้ว
แต่ไม่คาดคิดว่าติงเหว่ยกลับปฏิเสธโดยไม่ต้องคิดแม้แต่น้อย
“เ้าพูดว่าอะไรนะ?” ฉู่ชีซีโกรธขึ้นมาทันที “ทำไมเ้าไม่้า?”
“เพราะข้ายอมให้ท่านแม่ทัพแต่งงานกับข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น!” ติงเหว่ยนึกถึงคำสัญญาของกงจื้อิแล้วกล่าวต่อว่า “ท่านแม่ทัพสัญญาว่าจะมีข้าเพียงคนเดียวในชีวิตนี้เช่นกัน”
“เป็ไปไม่ได้!” ฉู่ชีซีรู้สึกประหลาดใจมากกว่าโกรธ เพราะอย่างไรท่านแม่ทัพก็เป็ผู้นำแห่งซีเฮ่าในอนาคต จะเป็ไปได้อย่างไรที่เขาจะมีภรรยาเพียงคนเดียว อีกทั้งภรรยาคนนั้นยังเป็เพียงแม่ครัวคนหนึ่ง!
“บุรุษที่ใดบ้างที่ไม่มีภรรยาหลายคน? แล้วทำไมพี่เทียนเป่าถึงจะเป็ข้อยกเว้น?”
“ข้าไม่สนใจบุรุษคนอื่น หากข้ารักท่านแม่ทัพเพียงคนเดียว ท่านแม่ทัพก็ควรจะรักข้าคนเดียวเช่นกัน”
ติงเหว่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ ไม่รู้สึกว่าคำพูดของตนเองผิดแต่อย่างใด จากนั้นนางถามฉู่ชีซีที่ดูจะตกตะลึงอยู่ “เ้าจะยินดีหรือ ถ้าต้องเห็นคนที่เ้ารักไปชอบคนอื่น? แม้วันนี้มากินข้าวกับเ้า แต่พรุ่งนี้ก็ไปอยู่กับหญิงอื่น?”
“แน่นอนว่าไม่ ข้าจะตีเขาให้ตาย! เอ่อ...” ฉู่ชีซีะโออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่พอพูดเสร็จแล้วก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่นางก็พูดไม่ออกจึงได้แต่จับผมเปียที่ห้อยอยู่บนไหล่ด้วยความหงุดหงิด “ไม่ใช่ ไม่ใช่ ถึงข้าจะไม่ยินดี แต่ทุกคนก็มีภรรยาหลายคนทั้งนั้น! ยิ่งไปกว่านั้นพ่อข้าพูดเสมอว่าพี่เทียนเป่าจะเป็ฮ่องเต้ในอนาคต! แล้วยังมีซือหม่าหย่าหลานในเมืองหลวงอีก...”
พูดไปถึงครึ่งทางนางก็หยุดพูดกะทันหัน ดวงตากลมโตของนางกลิ้งไปมาด้วยความกังวลเป็อย่างมาก
“ซือหม่าหย่าหลานคือใคร? ลูกสาวบ้านไหนหรือ?” ติงเหว่ยเลิกคิ้วถามขึ้นมา ซึ่งทำให้ฉู่ชีซียิ่งลนลานมากขึ้น
“ข้าควรกลับไปกินข้าวเที่ยงแล้ว ไว้ข้ามาคุยกับพี่อีกทีคราวหน้า” พูดจบนางก็รีบหยิบแส้แล้ววิ่งออกไปทันที
เฉิงเหนียงจื่อและคนอื่นๆ มองหน้ากันอย่างงุนงง ไม่เข้าใจเลยว่าฉู่ชีซีกินอะไรผิดมาหรือเปล่า ตอนมาดูเหมือนพายุแต่ตอนกลับดูเหมือนหนีสุนัขไล่ ช่างแปลกประหลาดเป็อย่างมากจริงๆ
“อวิ๋นอิ่ง เ้าเคยได้ยินชื่อซือหม่าหย่าหลานไหม?”
ติงเหว่ยเอ่ยถามขณะที่กำลังค่อยๆ ห่มผ้าห่ม
อวิ๋นอิ่งขมวดคิ้วแล้วส่ายศีรษะ “ข้าเพิ่งเข้ามารับใช้หลังจากนายน้อยนำทัพที่ซีเจิ้งแล้ว ข้าไม่ค่อยรู้เื่ทางเมืองหลวงเท่าไร แต่ชื่อนี้ฟังแล้วคุ้นๆ หู หากแม่นางอยากรู้ข้าจะไปถามพี่ๆ คนอื่นให้”
“ไม่ต้องหรอก” ติงเหว่ยยิ้มบางๆ “ข้าแค่สงสัยเท่านั้น พวกเ้าจัดของให้เรียบร้อย คืนนี้เราจะกินหม้อไฟกัน อย่าให้กองไฟดีๆ นี้เสียของไป”
“เยี่ยมไปเลย!” อวิ๋นหยาเป็คนแรกที่โห่ร้องด้วยความดีใจ ส่วนเฉิงเหนียงจื่อกับอวิ๋นอิ่งก็ยิ้มแย้มและรีบจัดข้าวของกันต่อ
แน่นอนว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเงามืดที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของติงเหว่ย
ซือหม่าหย่าหลาน?
ไม่รู้เพราะเหตุใด แม้ว่าฉู่ชีซีจะไม่ได้พูดตรงๆ แต่สัญชาตญาณของนางบอกว่าสตรีคนนี้อาจเป็คู่แข่งที่น่ากลัวของนาง…
-----------------------------------------
[1] จั้ง 丈 หมายถึง หน่วยวัดของจีน 1 จั้ง เท่ากับความยาวประมาณ 3.3 เมตร หรือ 10 ฟุต
