บทที่ 9 เ้าสำนักผู้ลึกลับ
หนึ่งคืนผ่านพ้นไป แสงอรุณแรกแห่งวันสาดส่องตัดผ่านเส้นขอบฟ้ามายังสำนักชิงเซียว หยาดน้ำค้างเริ่มหยดลงจากชายคา บ่งบอกว่าหิมะฤดูหนาวกำลังเริ่มละลาย
หลี่ชิงชิวตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวชักนำปราณฝึกวิชา เหล่าศิษย์คนอื่นๆ ก็เช่นกัน ดูเหมือนทุกคนจะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อคืนนี้เลย
พวกเขานั่งสมาธิเรียงแถวหน้าประตูสำนัก ผินหน้าเข้าหาเทือกเขาอันกว้างใหญ่ ทัศนียภาพอันงดงามที่เห็นขุนเขาโผล่พ้นทะเลหมอกลิบๆ ช่วยให้พวกเขาเข้าสู่สมาธิได้ง่ายขึ้น
ดูเหมือนว่าการถูกกระตุ้นเมื่อคืนจะทำให้เหล่าศิษย์เริ่มหวาดกลัว จึงตั้งใจฝึกฝนกันมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนหยางเจวี๋ยติ่งนั้น าแเก่ายังไม่ทันหาย าแใหม่ก็มาเพิ่ม บัดนี้จึงได้แต่เก็บตัวรักษาอาการาเ็อยู่ในห้อง
หนึ่งชั่วยามผ่านไป หลี่ชิงชิวลุกขึ้นสั่งให้เหล่าศิษย์แยกย้ายกันไปทำงาน เจียงจ้าวเซี่ยลากตัวอู๋หมานเอ๋อร์เข้าไปในป่าหลังเขา จางยวี่ชุนและหลีตงเยว่ต้องไปผ่าฟืนและให้อาหารไก่ ส่วนเ้าตัวเล็กอย่างหลี่ซื่อเฟิงและหลี่ซื่อจิ่น แค่ดูแลความปลอดภัยของตนเองให้ดีก็นับว่าพอแล้ว
หลี่ชิงชิวเดินมาที่หน้าห้องของหยางเจวี๋ยติ่งแล้วเคาะประตูเบาๆ
“เข้ามาได้”
เสียงของหยางเจวี๋ยติ่งดังออกมา น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด
เขาหาใช่นักบำเพ็ญเซียน เขาจึงยัง้าการพักผ่อนหลับนอน ทว่าเมื่อคืนมัวแต่ยุ่งกับการขับพิษ จึงทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจอ่อนล้าถึงขีดสุด
หลี่ชิงชิวผลักประตูเข้าไปแล้วปิดลงตามหลัง เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะ มองดูหยางเจวี๋ยติ่งที่นอนอยู่บนเตียงแล้วเอ่ยถามขึ้นว่า “คัมภีร์ลับเล่มนั้น ท่านได้มันมาได้อย่างไร?”
หยางเจวี๋ยติ่งลืมตาขึ้นมองเขาแล้วตอบว่า “เมื่อครึ่งปีก่อน มีข่าวลือหนาหูที่ทะเลสาบฝูหยาง ว่ายามน้ำลดจะปรากฏเส้นทางมุ่งสู่ก้นทะเลสาบ ว่ากันว่าที่นั่นมีห้องลับของตำนานยุทธเมื่อร้อยปีก่อนหลงเหลืออยู่ ข้าเองก็ไปร่วมวงกับเขาด้วย และเป็ความจริงตามข่าวลือ ข้าลงไปใต้ทะเลสาบพร้อมกับชาวยุทธกลุ่มหนึ่ง โชคดีที่ข้าพบกล่องใบหนึ่ง ภายในบรรจุคัมภีร์เล่มนั้นไว้ ทว่าตอนออกมากลับถูกยอดฝีมือของนิกายชิงเหลือบเห็นเข้า ข้าตีพวกมันจนถอยไป เดิมทีนึกว่าเื่จะจบเพียงเท่านี้ นึกไม่ถึงว่าพวกมันจะอาศัยจังหวะที่ข้าาเ็สาหัสจากการประลองกับเซียนกระบี่ชางไห่มาลอบลงมือกับข้า”
เมื่อพูดถึงเื่นี้เขายังคงรู้สึกหงุดหงิดใจนัก ถูกคัมภีร์ปลอมเล่มเดียวชักนำภัยมาจนาเ็ปางตาย ช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
“ในเมื่อท่านคิดว่าเป็ของปลอม ไฉนไม่มอบให้นิกายชิงไปเสียเล่า?” หลี่ชิงชิวถามด้วยความสงสัย
หยางเจวี๋ยติ่งถลึงตาใส่พลางคำรามว่า “ต่อให้เป็ของปลอม ก็ไม่อาจยกให้พวกมันได้ ใครจะรู้ว่าพวกมันจะเอาชื่อเสียงของคัมภีร์เล่มนี้ไปสร้างเื่เลวร้ายขนาดไหน พวกมันน่ะชอบโอ้อวดหลอกลวงเป็นิสัย มีขุนนางและเศรษฐีเท่าไหร่ที่ถูกพวกมันล่อลวงจนขูดรีดราษฎร์ สำหรับนิกายชิงแล้ว คัมภีร์จะจริงหรือปลอมไม่สำคัญ สิ่งที่พวกมัน้าคือชื่ออ้างของ ‘ตำนานยุทธ’”
“การแย่งชิงยอดวิชาของตำนานยุทธมาจากมือของจอมยุทธสยบัได้ หากเื่นี้แพร่ออกไป บารมีของพวกมันย่อมพุ่งทะยาน จนเผลอๆ อาจจะไปเกี่ยวดองกับราชสำนักได้เลย หลายปีมานี้พวกมันพยายามจะประจบสอพลอผู้มีอำนาจมาตลอด และเ้าก็เห็นแล้ว ต่อให้ข้าบอกว่าเป็ของปลอมพวกมันก็ไม่เชื่อหรอก หรือต่อให้ข้ามอบคัมภีร์ให้ไปจริงๆ พวกมันก็ต้องฆ่าปิดปากข้าแน่ๆ และจะเที่ยวตามล่าจนกว่าจะมั่นใจว่าไม่มีคัมภีร์เล่มที่สองเหลืออยู่อีก”
หลี่ชิงชิวถามด้วยความอยากรู้ “นิกายชิงกับจวนไป๋ตี้ ใครร้ายกาจกว่ากัน?”
หยางเจวี๋ยติ่งครุ่นคิด “พอๆ กันนั่นแหละ ทว่าจวนไป๋ตี้มีสายสัมพันธ์กับราชสำนัก นิกายชิงจึงไม่กล้าหาเื่ส่งเดช ทั้งสองฝ่ายจึงไม่ค่อยมีเื่ขัดแย้งกันนัก ทุกวันนี้จวนไป๋ตี้เริ่มไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับเื่ราวในยุทธภพแล้ว ผิดกับนิกายชิงที่มักใหญ่ใฝ่สูง อยากจะก้าวขึ้นเป็เ้าธรณีแห่งยุทธภพ”
อาศัยหัวข้อนี้ หลี่ชิงชิวจึงชวนหยางเจวี๋ยติ่งสนทนาต่ออีกพักใหญ่ จนเริ่มเข้าใจภาพรวมของยุทธภพแคว้นกูโจวในปัจจุบันมากขึ้น
เขาค้นพบว่าราชวงศ์ต้าหลีนั้นกว้างใหญ่กว่าเมืองจีนในชาติก่อนมากนัก เพียงแค่แคว้นกูโจวแคว้นเดียวก็มีขนาดใหญ่เท่ากับครึ่งหนึ่งของเมืองจีนแล้ว ภายในแคว้นกูโจวประกอบด้วยเมืองใหญ่น้อยนับสิบเมือง และมีสำนักยุทธตั้งเรียงรายอยู่มากมาย
คุยกันจนหยางเจวี๋ยติ่งเริ่มไอ หลี่ชิงชิวจึงหยุดการสนทนาแล้วเดินจากไป
เขาตั้งใจว่าจะเริ่มฝึก ‘วิชาวายุกัมปนาท’ เสียก่อน การเฝ้าดูการต่อสู้เมื่อคืนทำให้เขารู้สึกว่าวิชาตัวเบาของตนยังห่างชั้นจากยอดฝีมือในยุทธภพอยู่บ้าง
ส่วน ‘วิชาควบคุมกระบี่ไท่เจวี๋ย’ นั้น เขาขอพักไว้ก่อน เพราะวิชานี้จำเป็ต้องใช้กระบี่ถึงเก้าเล่มจึงจะสามารถสำแดงอานุภาพที่แท้จริงออกมาได้
รอจนวันหน้าเขามีวิชาเซียนมากขึ้น เขาค่อยจัดลำดับความสำคัญอีกครั้ง พละกำลังของคนเรามีจำกัด เขาไม่อาจฝึกทุกอย่างที่ได้มาพร้อมกันหมดได้
แน่นอนว่าวิชาควบคุมกระบี่นั้นต้องฝึกแน่ๆ เขาจะไม่ยอมให้พร์ของตนเองสูญเปล่าเด็ดขาด
วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า
ไม่กี่วันต่อมา หิมะในป่าเริ่มละลายไปกว่าครึ่ง หยางเจวี๋ยติ่งเริ่มเดินเหินออกจากห้องได้แล้ว เขาไม่กล้าไปตอแยอู๋หมานเอ๋อร์อีก และไม่กล้าเอ่ยถึงการเดิมพันกับเจียงจ้าวเซี่ยเลยแม้แต่น้อย
ไม่นานนัก ความสนใจของเขาก็ย้ายไปอยู่ที่หลี่ซื่อเฟิงและหลี่ซื่อจิ่นแทน
เ้าหนูสองคนนี้แม้จะยังเล็กนัก ทว่ากลับเป็หน่ออ่อนชั้นดีสำหรับการฝึกยุทธ
สิ่งนี้ทำให้เขาอดพึมพำไม่ได้ว่า สำนักชิงเซียวนี้ช่างลี้ลับนัก ไฉนถึงมีแต่อัจฉริยะเต็มไปหมด
ครึ่งเดือนต่อมา จางยวี่ชุนทนไม่ไหวจึงชวนอู๋หมานเอ๋อร์และหลีตงเยว่ลงเขาไปรับสมัครศิษย์ ส่วนหยางเจวี๋ยติ่งนั้นถูกหลี่ชิงชิวกักบริเวณให้อยู่แต่ในสำนัก เพื่อป้องกันไม่ให้ไปปะทะกับศิษย์นิกายชิงที่อาจจะยังวนเวียนตามหาเขาอยู่
ซึ่งหยางเจวี๋ยติ่งก็ไม่ได้ขัดข้อง เขาก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน
ในเย็นวันนั้นเอง จางยวี่ชุนและพวกก็นำเด็กน้อยเจ็ดคนขึ้นมาบนเขา เป็เด็กชายหกคนและเด็กหญิงหนึ่งคน อายุมากที่สุดไม่เกินสิบสามปี และเล็กที่สุดเพียงหกขวบเท่านั้น
หลังจากทำพิธีไหว้ครูเข้าสำนักอย่างเรียบง่ายแล้ว หลี่ชิงชิวก็ตรวจสอบแผงคุณสมบัติของพวกเขา พบว่าแต่ละคนมีพร์และความเข้าใจอยู่ในระดับ ‘ต่ำมาก’ และ ‘ไร้อันดับ’ ทั้งสิ้น
สิ่งนี้ทำให้หลี่ชิงชิวลอบทอดถอนใจในใจ ท่านอาจารย์หลินสวิ่นเฟิงช่างทิ้งขุมกำลังชุดแรกที่ยอดเยี่ยมไว้ให้เขาจริงๆ
ดูจากสายตาในการเลือกคนของหลินสวิ่นเฟิงแล้ว เขาคงจะวางแผนใหญ่โตไว้ไม่น้อย น่าเสียดายที่ดันมาเสียคนเพราะเื่บำเพ็ญเซียนไปเสียก่อน
หลี่ชิงชิวจัดให้ศิษย์ใหม่แยกกันอยู่ตามเพศ โดยให้นอนรวมกับพวกศิษย์รุ่นพี่ ซึ่งหลีตงเยว่และหลี่ซื่อเฟิงก็ไม่ได้รังเกียจ กลับรู้สึกตื่นเต้นเสียด้วยซ้ำที่ต่อไปตนเองก็ได้เป็ ‘รุ่นพี่’ กับเขาแล้ว
ใน่เจ็ดวันแรก หลี่ชิงชิวให้พวกเขาสร้างความคุ้นเคยกับสำนักก่อน หลังจากนั้นจึงให้จางยวี่ชุนและหลีตงเยว่เริ่มถ่ายทอด ‘คัมภีร์หุ่นหยวน’ ให้แก่พวกเขา
ในอนาคตหลีตงเยว่คงได้รับหน้าที่เป็ ‘าุโถ่ายทอดวิชา’ ส่วนหลี่ซื่อเฟิงและหลี่ซื่อจิ่นนั้น คงต้องดูความเหมาะสมต่อไป
สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือ หลังจากฝึกยุทธมาได้หนึ่งเดือนภายใต้การชี้แนะของหยางเจวี๋ยติ่ง ฝีมือของหลี่ซื่อเฟิงก็ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เริ่มสามารถฝึกวิชา ‘บินว่อนไต่กำแพง’ ได้แล้ว ทำเอาเหล่าศิษย์ใหม่ต่างพากันร้องอุทานด้วยความทึ่งอยู่บ่อยครั้ง
เหมันตฤดูผ่านพ้นไปโดยสมบูรณ์ วสันตฤดูกำลังจะมาเยือน
ในราชวงศ์ต้าหลีก็มีเทศกาล ‘ฉูซี่’ (วันสิ้นปี) เช่นกัน ทุกครั้งที่ถึงเทศกาลนี้ หลี่ชิงชิวมักจะหวนนึกถึงชีวิตในชาติก่อนเสมอ
ใน่บ่ายของวันหนึ่ง หลี่ชิงชิวนั่งพักผ่อนอยู่ในลานเรือน เขาเพิ่งจะฝึกวิชาวายุกัมปนาทเสร็จจึงรู้สึกเพลียเล็กน้อย เขามองดูเหล่าลูกศิษย์ที่ต่างง่วนอยู่กับหน้าที่ของตนแล้วก็รู้สึกอารมณ์ดียิ่งนัก
บางคนกวาดลานเรือน บางคนหาบน้ำ บางคนซ่อมแซมชายคา ทุกอย่างกำลังมุ่งหน้าไปในทางที่ดี
เจียงจ้าวเซี่ยและจางยวี่ชุนเดินตามกันเข้ามาในลานเรือน ทั้งคู่นั่งลงข้างกายหลี่ชิงชิว
“ศิษย์พี่ ข้ามีเื่จะหารือด้วยหน่อยขอรับ พวกเราอยากจะลงเขาไปยังเมืองใหญ่เพื่อซื้อศัสตราวุธ ท่านเห็นว่าเป็อย่างไร?” เจียงจ้าวเซี่ยเอ่ยถาม
ทั้งสำนักชิงเซียวมีกระบี่จริงเพียงสองเล่ม แถมเล่มหนึ่งยังถูกหลินสวิ่นเฟิงพกติดตัวไปอีก เจียงจ้าวเซี่ยน่ะทนไม่ไหวมาตั้งนานแล้ว
เขา้ากระบี่... กระบี่จริงๆ!
ไม่ใช่แค่เขา ทว่าศิษย์คนอื่นๆ ยามฝึกยุทธก็จำเป็ต้องมีอาวุธ จะให้ฝึกแต่เพลงหมัดเพลงมวยไปตลอดได้อย่างไร
หลี่ชิงชิวเหลือบมองเขาพลางย้อนถามว่า “พวกเรามีเงินไปซื้อรึ?”
จางยวี่ชุนกล่าวเสริมว่า “พวกเราตั้งใจว่าจะเข้าไปในเมืองเพื่อแสดงเพลงกระบี่แลกเงินรางวัลขอรับศิษย์พี่ หากสำนักจะยิ่งใหญ่ขึ้นได้ ย่อมต้องมีเงินทองเป็รากฐาน ข้ายังตั้งใจจะอาศัยโอกาสนี้สร้างชื่อเสียงให้สำนักชิงเซียวด้วย วันหน้าจะได้รับจ้างขจัดภัยพิบัติช่วยเหลือผู้คนเพื่อหาเงินเข้าสำนัก พวกเรา้าเงินจริงๆ ขอรับ ลำพังแค่มีปากเพิ่มมาอีกแปดปาก เสบียงอาหารก็เริ่มจะฝืดเคืองแล้ว”
การรับจ้างขจัดภัยช่วยเหลือผู้คน คือจุดเริ่มต้นของสำนักยุทธมากมายในยุทธภพ พูดให้ชัดก็คือการเป็ ‘มือรับจ้าง’ นั่นเอง
และเมื่อชื่อเสียงขจรขจายไป ก็จะมีผู้คนมาขอเข้าสำนักเพิ่มมากขึ้น
เดิมทีหลี่ชิงชิวตั้งใจจะบ่มเพาะพลังเงียบๆ ไปอีกสักไม่กี่ปี แต่ก็เห็นด้วยกับเหตุผลของจางยวี่ชุน อีกทั้งพวกเขาไม่ได้คิดจะไปหาเื่สำนักใหญ่ที่ไหน
พละกำลังของเจียงจ้าวเซี่ยและจางยวี่ชุนในตอนนี้ก็นับว่าเพียงพอจะปกป้องตนเองได้แล้ว
“ตกลง จำไว้ให้มั่น เมื่ออยู่ภายนอกต้องรอบคอบระมัดระวัง ห้ามอวดอ้างวิชาความรู้จนดูแคลนผู้อื่น และอย่าหาเื่ขัดแย้งกับใครโดยไม่จำเป็” หลี่ชิงชิวกำชับ
เขามั่นใจในการร่วมมือกันของจางยวี่ชุนและเจียงจ้าวเซี่ยพอสมควร
เจียงจ้าวเซี่ยกล่าวอย่างแง่งอนว่า “ท่านเห็นพวกเราเป็เด็กๆ หรือไง?”
จางยวี่ชุนพยักหน้ารับคำ “ศิษย์พี่วางใจเถอะ ข้าจะคอยห้ามปรามศิษย์พี่สามเองขอรับ”
“...”
เจียงจ้าวเซี่ยจ้องมองจางยวี่ชุนด้วยสายตาขุ่นเคือง ทว่าจางยวี่ชุนกลับมองตรงไปข้างหน้า แสร้งทำเป็มองไม่เห็นสายตานั้น
ทั้งสามสนทนากันครู่หนึ่ง เจียงจ้าวเซี่ยก็รีบร้อนอยากจะลงเขา เมืองที่ใกล้ที่สุดต้องใช้เวลาเดินทางถึงสองวัน การค้างแรมในป่าจึงเป็เื่ที่เลี่ยงไม่ได้
หลี่ชิงชิวจึงช่วยจัดเตรียมเสบียงและกระบอกน้ำให้พวกเขา ก่อนจะมองส่งทั้งคู่ลงเขาไป
เขาประทับยืนอยู่ที่หน้าประตูสำนัก มองดูแผ่นหลังของศิษย์น้องทั้งสอง พลันนึกถึงภาพยามที่หลินสวิ่นเฟิงจากไป เขาจึงอดไม่ได้ที่จะะโไล่หลังไปว่า “ต้องกลับมาให้ทันวันปีใหม่นะ!”
“วางใจได้เลย ศิษย์พี่!”
จางยวี่ชุนหันมาโบกมือให้หลี่ชิงชิวด้วยรอยยิ้มสดใส ส่วนเจียงจ้าวเซี่ยนั้นมิได้หันกลับมามอง
จนกระทั่งร่างของทั้งสองหายลับเข้าไปในชายป่า หลี่ชิงชิวก็ยังมิได้ละสายตาไป
“วางใจเถอะ เ้าหนูเจียงน่ะมือหนักใช่ย่อย อีกทั้งจางยวี่ชุนเองฝีมือก็ไม่เลว สองคนนี้ลงเขาไป ข้าล่ะห่วงว่าพวกชาวยุทธตาไม่มีแววจะหาเื่ใส่ตัวเสียมากกว่า”
หยางเจวี๋ยติ่งเดินมาหยุดข้างกายหลี่ชิงชิวพลางกล่าวปลอบใจ
เขารู้สึกจริงๆ ว่าเจียงจ้าวเซี่ยน่ะลงมือได้เหี้ยมเกรียมเกินวัย ่เวลาที่ผ่านมาเจียงจ้าวเซี่ยมักจะมาท้าประลองกับเขาเพื่อหาประสบการณ์การต่อสู้จริงอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งในยามที่ไม่ได้ใช้ปราณิญญา หยางเจวี๋ยติ่งมักจะเป็ฝ่ายกดดันเจียงจ้าวเซี่ยได้เสมอ
ทว่าพัฒนาการของเจียงจ้าวเซี่ยนั้นช่างรวดเร็วเหลือเชื่อ จน่หลังๆ กระบวนท่าเริ่มเล็งจุดตายจนทำเอาหยางเจวี๋ยติ่งถึงกับขวัญผวา
เ้าเด็กคนนี้ วันหน้าต้องกลายเป็ยอดคนแน่นอน!
เหตุผลที่หลี่ชิงชิวยอมให้พวกเขาลงเขา ก็เพราะเขาเฝ้าดูการประลองระหว่างเจียงจ้าวเซี่ยและหยางเจวี๋ยติ่งมาตลอดนั่นเอง
หยางเจวี๋ยติ่งได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในยุทธภพให้เจียงจ้าวเซี่ยไปไม่น้อย
หลี่ชิงชิวละสายตาจากชายป่าพลางยิ้มกล่าว “ช่วยไม่ได้นี่นะ พวกเขาลงเขาเป็ครั้งแรก ข้าก็อดเป็ห่วงไม่ได้จริงๆ”
กล่าวจบ เขาก็หมุนตัวเดินกลับเข้าสู่สำนัก
หยางเจวี๋ยติ่งหันมามองเขาแล้วถามว่า “เ้าสำนัก เมื่อไหร่จะให้ข้าได้ลองทดสอบเพลงกระบี่ของท่านบ้างล่ะ? ได้ยินเ้าหนูเจียงบอกว่า พร์เชิงกระบี่ของท่านน่ะเหนือล้ำกว่าเขาเสียอีกนะ”
หลี่ชิงชิวตอบโดยไม่หันกลับมามองว่า “ช่างมันเถอะ ข้าไม่ชอบการต่อสู้”
หยางเจวี๋ยติ่งมองตามแผ่นหลังของเขาไป ยิ่งรู้สึกว่าเ้าสำนักผู้นี้ช่างลึกลับซับซ้อนเหลือเกิน...
...
หลายวันต่อมา หลี่ชิงชิวมักจะรู้สึกกระสับกระส่าย กลัวว่าจางยวี่ชุนและพวกจะเกิดเื่ ทว่าเขาก็มิได้แสดงความกังวลออกมาให้คนอื่นเห็น
ในที่สุด เย็นวันก่อนวันปีใหม่ จางยวี่ชุนและเจียงจ้าวเซี่ยก็กลับมาถึง
“ศิษย์พี่! พวกเรากลับมาแล้ว ส่งคนมาช่วยพวกเราหน่อยเร็ว!”
เสียงของจางยวี่ชุนดังมาจากทิศทางหน้าประตูสำนัก หลี่ชิงชิวและพวกเมื่อได้ยินดังนั้นต่างก็พากันวิ่งกรูกันไปรับ
หลี่ชิงชิวไวกว่าใครเพื่อน เมื่อมาถึงหน้าประตูสำนักและเห็นภาพตรงหน้า เขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
จางยวี่ชุนและเจียงจ้าวเซี่ยต่างแบกคานหาบไว้บนบ่า มีอาวุธศัสตราวุธยื่นออกมาจากห่อผ้า สะท้อนแสงโลหะเย็นวาบ และดูเหมือนทั้งคู่จะครบถ้วนสมบูรณ์ดีไม่มีส่วนใดบุบสลาย
ที่แท้ก็เรียกให้ช่วยแบกของ หลี่ชิงชิวนึกว่าาเ็เสียอีก
หลี่ชิงชิวหันไปสั่งเหล่าศิษย์ที่ตามมาให้เข้าไปช่วยยกของ ส่วนเขายืนนิ่งอยู่กับที่
เป็ถึงเ้าสำนัก จะให้มาทำงานหนักแบบนี้ได้อย่างไร?
สายตาของเขาจ้องมองไปยังเื้ัของจางยวี่ชุน เห็น ขอทานน้อย คนหนึ่งเดินตามหลังพวกเขามา ร่างกายมอมแมมผอมโซจนเห็นกระดูก เส้นผมยุ่งเหยิงรุงรังจนแยกไม่ออกว่าเป็ชายหรือหญิง...
