ตอนที่ 6 ตลาดของเก่าและดวงตาที่มองทะลุสรรพสิ่ง
สายลมยามบ่ายพัดผ่านป้ายโฆษณาดิจิทัลขนาดมหึมาใจกลางกรุงปักกิ่ง หลินชิงเซียนเดินทอดน่องไปตามบาทวิถีด้วยท่วงท่าที่สง่างามเกินกว่าจะเป็เด็กสาวในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ราคาถูก ทุกย่างก้าวของนางดูมั่นคงและแฝงไปด้วยจังหวะของพลังงานธรรมชาติที่ไหลเวียนอยู่รอบกาย แม้ร่างมนุษย์นี้จะยังมีพลังปราณเพียงน้อยนิด แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้นางดูโดดเด่นท่ามกลางฝูงชนที่เร่งรีบ
นางทิ้งแม่ไว้ที่โรงพยาบาลเพื่อเคลียร์เอกสารการออกพยาบาล โดยอ้างว่าจะออกมาหาซื้อของใช้จำเป็ แต่จุดหมายที่แท้จริงของนางคือ ตลาดโบราณแพนเจียหยวน สถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็แหล่งรวมสมบัติในคราบขยะและขยะในคราบสมบัติที่ใหญ่ที่สุดในเมือง
‘ในโลกที่ไร้ซึ่งลมปราณฟ้าดินที่เข้มข้น เงินตราคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการแสวงหาสมุนไพรทิพย์เพื่อบ่มเพาะพลัง’ ชิงเซียนรำพึงในใจพลางกวาดสายตาคมกริบมองไปยังแผงลอยนับพันที่ตั้งเรียงราย
ตลาดแห่งนี้เต็มไปด้วยเสียงเจรจาพาที กลิ่นอายของความโลภและความหวังอบอวลไปทั่วชั้นบรรยากาศ พ่อค้าแม่ค้าต่างพยายามป่าวประกาศว่าของบนแผงตนคือมรดกตกทอดจากราชวงศ์ชิงหรือของล้ำค่าจากสุสานโบราณ แต่ในสายตาของเทพธิดาโอสถผู้ เนตรัจักรพรรดิ ของพวกนั้นมันก็แค่พลาสติกฉีดสีหรือเศษไม้ที่เพิ่งถูกอบควันให้ดูเก่าเมื่อวานนี้เอง
นางหลับตาลงช้าๆ เริ่มต้นโคจรพลังน้ำพุิญญาไปที่ดวงตาคู่สวย พริบตาที่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง โลกทั้งใบในสายตาของนางก็เปลี่ยนไป!
สรรพสิ่งไม่ได้มีเพียงรูปทรงภายนอกอีกต่อไป แต่นางมองเห็น รังสี หรือกลิ่นอายพลังงานที่ห่อหุ้มวัตถุเ่าั้ไว้ ของที่เป็ของปลอมจะแผ่รังสีสีเทาหม่นที่ดูไร้ชีวิตชีวา ของที่มีอายุร้อยปีจะมีรังสีสีขาวจางๆ แต่สิ่งที่นางกำลังมองหาคือรังสีสีทองหรือสีม่วง ซึ่งเป็สัญลักษณ์ของสมบัติที่มีจิติญญาสถิตอยู่
นางเดินผ่านแผงลอยนับร้อยอย่างไม่แยแส จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าแผงขายของเบ็ดเตล็ดซอมซ่อที่ตั้งอยู่มุมอับของตลาด เ้าของแผงท่าทางง่วงเหงาหาวนอน บนแผงมีเพียงเศษเหล็ก สนิมเขรอะ และพระพุทธรูปทองเหลืองที่สีลอกจนเกือบหมด
“เถ้าแก่! ก้อนหินก้อนนี้เท่าไหร่?” ชิงเซียนถามเสียงเรียบพลางชี้ไปที่หินสีเทาขรุขระขนาดเท่ากำปั้นที่วางทิ้งไว้ใต้กองเศษเหล็ก
เถ้าแก่ลืมตาขึ้นมองด้วยความรำคาญ
“นั่นมันหินทับกระดาษน่ะแม่หนู เก็บได้จากเหมืองเก่าที่ยูนนาน เอาไปห้าร้อยหยวนละกัน”
ชิงเซียนนิ่งเฉย แต่ในดวงตาของนางที่มองผ่านเนตรั หินก้อนนั้นกลับแผ่รังสีสีม่วงเข้มออกมาจนแทบจะทิ่มตา! มันไม่ใช่หินธรรมดา แต่มันคือ ศิลาม่วงอัคนี วัตถุดิบชั้นเลิศที่ใช้ในการหลอมเตาโอสถระดับเซียน หากนำไปขายให้ผู้ที่รู้จักค่า มูลค่าของมันไม่ต่ำกว่าสองล้านหยวนแน่นอน!
ชิงเซียนแสร้งขมวดคิ้วเล็กน้อย นางหยิบหินก้อนนั้นขึ้นมาพลิกดูด้วยท่าทีที่ไม่ค่อยสนใจ ความร้อนแรงของรังสีสีม่วงที่แผ่ออกมาปะทะเนตรันั้นรุนแรงจนนางต้องสะกดอารมณ์อย่างหนักเพื่อไม่ให้มือสั่น
"ห้าร้อยหยวน?" นางแค่นหัวเราะเบาๆ พลางวางหินลงบนแผงดัง ปึก เหมือนคนไม่ได้ใส่ใจ
"ลุง หินจากยูนนานก้อนนี้ผิวััหยาบกร้าน แถมสีสันยังตุ่นจนมองไม่ออกว่าเป็แร่ชนิดไหน ถ้าบอกว่าเป็หินทับกระดาษ ฉันว่ามันจะทำให้กระดาษของฉันเลอะเสียเปล่าๆ" เธอจับหินก้อนนั้นโยนขึ้นเบาๆ คล้ายชั่งน้ำหนัก
"โถ่แม่หนู ดูน้ำหนักมันเสียก่อน หนักแน่นมั่นคงแบบนี้ หาไม่ได้ง่ายๆ นะ"
"หนักน่ะใช่ แต่รูปทรงบิดเบี้ยว" ชิงเซียนขัดจังหวะพลางทำท่าจะหันหลังกลับ
"ฉันกะว่าจะหาของฝากไปให้อาจารย์ที่ชอบสะสมของแปลก แต่หินก้อนนี้ ดูจะธรรมดา เกินราคาไปหน่อย ถ้าสักสองร้อยหยวน ฉันอาจจะพอซื้อไปวางทับตำราเก่าๆ ในห้องเก็บของได้บ้าง"
"สองร้อย!?" ชายชราอุทานเสียงสูง
"ไม่ได้ๆ ฉันอุตส่าห์แบกมันมาจากป่าลึกเชียวนะ อย่างน้อยต้องสี่ร้อย!"
ชิงเซียนหยุดเท้า ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"สามร้อยหยวน ฉันจะถือว่าซื้อ เื่เล่าของลุงพ่วงไปด้วยก็แล้วกัน ถ้าไม่ได้ ฉันก็คงต้องไปดูร้านหัวมุมถนน เห็นว่ามีหินหยกจากพม่าเพิ่งเข้ามาใหม่"
เ้าของแผงรีบตะปบหินก้อนนั้นส่งให้ทันทีเพราะกลัวเหยื่อจะหลุดมือ
"เอ้าๆ! สามร้อยก็สามร้อย ถือว่าฉันทำบุญให้เด็กน้อยอย่างเธอก็แล้วกัน!"
ชิงเซียนหยิบเงินส่งให้ด้วยท่าทีเนิบนาบ แต่ในใจกลับสั่นสะท้าน
'ทำบุญให้ฉันงั้นหรือ? อีกประเดี๋ยวท่านคงอยากจะกระอักเืตายที่ขายศิลาม่วงอัคนีในราคาแค่ค่าข้าวไม่กี่มื้อ!'
นางกำลังจะหยิบเงินออกมาจ่าย แต่ทันใดนั้น เสียงรองเท้าส้นสูงที่กระแทกพื้นดังปึกๆ ก็ใกล้เข้ามา พร้อมกับน้ำหอมกลิ่นฉุนกึกที่ชวนให้คนเวียนหัว
“ว้าว ดูสิคะพี่กัวฟง ยัยขอทานนี่ฟื้นจากความตายแล้วก็รีบมาหาเศษเหล็กขายรึไง? หรือกะจะเอาหินก้อนนี้ไปปา หัวใครที่ขับรถชนตัวเองล่ะ?”
ชิงเซียนชะงักมือ นางไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็ใคร กลิ่นไอของ ความต่ำช้าแบบนี้มีอยู่ไม่กี่คนในโลก
หลินเชี่ยวอวิ๋น ลูกพี่ลูกน้องนิสัยเสียจากตระกูลหลิน ยืนอยู่ข้างๆ กัวฟง ชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็อดีตคนรัก ของร่างเดิมที่ทำให้นางไปสู่ความตาย กัวฟงในชุดสูทราคาแพงดูภูมิฐานทว่าในสายตาของชิงเซียน เขาก็แค่ถุงหนังที่บรรจุไปด้วยน้ำเน่า
“ชิงเซียน เธอยังไม่ตายจริงๆ ด้วยนะ” กัวฟงมองชิงเซียนด้วยสายตาดูแคลนระคนแปลกใจ
“ถ้าเธอถังแตกจนไม่มีเงินกินข้าว ก็แค่บอกฉัน ฉันอาจจะโยนเศษเงินให้เธอไปซื้อข้าวสารกรอกหม้อ ดีกว่ามาทำตัวเป็ผู้เชี่ยวชาญของเก่าปลอมๆ แบบนี้ มันน่าสมเพช”
หลินเชี่ยวอวิ๋น หัวเราะจิกปาก
“พี่ฟงอย่าไปใส่ใจเลยค่ะ ดูหินก้อนนั้นสิคะ น่าเกลียดยังกับเ้าของเลย ลุง! หินก้อนนี้ฉันให้พันหยวน ตัดหน้ายัยนี่ไปเลย ฉันจะเอาไปโยนลงสระบัวที่บ้านเล่น!”
ชายชราตาโตทันที
“ได้ๆ คุณหนู! ใครให้มากกว่าคนนั้นก็ได้ไป!”
ชิงเซียนหันมามองหลินเชี่ยวอวิ๋น ด้วยสายตาที่สงบนิ่งจนน่ากลัว รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเทพธิดาโอสถ
‘อยากเล่นกับข้าหรือ? ได้ ข้าจะให้เ้าได้ลิ้มรสความอัปยศที่หอมหวานที่สุด’
“พันหยวนงั้นหรือ?” ชิงเซียนเอ่ยเสียงเบา
“ในเมื่อคุณหนูหลินเชี่ยวอวิ๋น ชอบขยะชิ้นนี้ ฉันก็ไม่ขัดศรัทธาหรอกค่ะ แต่ ระวังนะคะ หินก้อนนี้มันหนัก เกินไปสำหรับคนที่มีแต่หัวว่างเปล่าอย่างคุณ”
“แก! นังยาจก!” หลินเชี่ยวอวิ๋น หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ นางรีบควักธนบัตรใบละร้อยหยวนสิบใบโยนใส่หน้าชายชราแล้วคว้าหินไปถือไว้อย่างผู้ชนะ
“เห็นไหมพี่ฟง? แค่เงินไม่กี่หยวนก็ตบหน้ามันได้แล้ว”
กัวฟงยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ไปเถอะเชี่ยวอวิ๋น อย่าลดตัวลงมาเสวนากับมันเลย”
ชิงเซียนมองตามหลังทั้งสองที่เดินจากไปอย่างลำพองใจ แววตาของนางเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก นางไม่ได้เสียดายหินก้อนนั้นเลย เพราะนางได้แอบ ส่งพลังปราณกัดกร่อนเข้าไปในแกนกลางของหินชิ้นนั้นแล้ว ในไม่ช้ามันจะะเิออกและกลายเป็ผงธุลีในมือของหลินเชี่ยวอวิ๋นเอง
แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงของนาง สายตาของชิงเซียนกลับไปจ้องมองที่ เศษเหล็กแบนๆ สีดำที่วางอยู่ลึกที่สุดในกองขยะของชายชรา
“แล้วชิ้นนี้ล่ะ?” นางหยิบเศษเหล็กที่ดูเหมือนก้นกะทะผุๆ ขึ้นมา
ชายชราที่เพิ่งได้เงินพันหยวนฟรีๆ โบกมืออย่างใจดี
“เออๆ เอาไปเถอะ แถมให้ฟรีๆ เลยกะทะผุนั่นน่ะ รกแผงฉันเปล่าๆ”
ชิงเซียนรับเศษเหล็กนั้นมาไว้ในมือ ทันทีที่ผิวัั พลังงานเย็นเยียบสายหนึ่งก็แล่นเข้าสู่หัวใจ นางแทบจะกลั้นหายใจด้วยความตื่นเต้น นี่คือ แผ่นศิลานิลกาฬ ชิ้นส่วนของคัมภีร์ลับที่รวบรวมรายชื่อสมุนไพรอายุนับพันปีที่หายสาบสูญไป! สำหรับคนทั่วไปมันคือเศษเหล็ก แต่สำหรับนาง มันคือลายแทงขุมทรัพย์ที่ไม่มีค่าใดมาเปรียบได้
นางเดินลึกเข้าไปในโซนประมูลของเก่าของตลาด สถานที่ที่มีแต่เศรษฐีและผู้เชี่ยวชาญระดับสูงมาชุมนุมกัน เป้าหมายของนางคือการหาเงินก้อนแรกเพื่อสร้างรากฐาน
นางเดินเข้าไปในร้าน ศาลาสมบัติ์ ร้านที่ใหญ่ที่สุดในเขตประมูล พนักงานต้อนรับที่สวมชุดสูทดูดีปรายตามองชิงเซียนด้วยความรังเกียจเมื่อเห็นสภาพการแต่งตัว
“ขอโทษนะหนู ที่นี่รับเฉพาะคนที่มีบัตรสมาชิกหรือมีการนัดหมายประเมินของล้ำค่าเท่านั้น ถ้าจะมาขายเศษเหล็ก เชิญที่ร้านรับซื้อของเก่าท้ายซอยนะ”
ชิงเซียนไม่ได้โกรธ นางเพียงแต่ชูเศษเหล็กดำๆ ในมือขึ้น
“เรียกผู้จัดการร้านมาพบฉัน บอกเขาว่า ัดำคายแก้วมาเยือน”
พนักงานสาวขมวดคิ้ว
“แกพูดเื่บ้าอะไร...?”
แต่ก่อนที่จะมีการโต้ตอบกันมากกว่านี้ ชายชราคนหนึ่งในชุดถังจวงสีเทาเข้มที่กำลังเดินผ่านหลังร้านก็ชะงักกึก เขาคือ ศาสตราจารย์มู่ นักประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีอันดับหนึ่งของประเทศที่บังเอิญมาเยี่ยมชมร้าน
“หยุดก่อน!” ศาสตราจารย์มู่เดินตรงดี่มาที่ชิงเซียน ดวงตาที่อยู่หลังแว่นตากลมๆ สั่นระริกขณะที่เขามองเศษเหล็กในมือนาง
“แม่หนู ขอดูของชิ้นนั้นหน่อยได้ไหม?”
ชิงเซียนยื่นเศษเหล็กให้โดยไม่พูดอะไร ศาสตราจารย์มู่หยิบแว่นขยายขึ้นมาส่อง พลิกดูหน้าหลังด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นกลางร้านโดยไม่สนสายตาของใคร!
“์! นี่มันคือ คัมภีร์พฤกษาทิพย์ สมัยราชวงศ์เซี่ยที่หายสาบสูญไป! ฉันตามหามันมาทั้งชีวิต!”
พนักงานต้อนรับถึงกับหน้าซีดเผือด
“ศะ! ศาสตราจารย์มู่? ของชิ้นนี้มันคือสมบัติจริงๆ หรือคะ?”
“สมบัติงั้นหรือ?” ศาสตราจารย์มู่ะโเสียงดังด้วยความตื่นเต้น
“ทองคำสิบตันยังซื้อแผ่นเหล็กแผ่นนี้ไม่ได้! นี่คือรอยต่อของอารยธรรมที่ขาดหายไป! แม่หนู เธออยากขายมันไหม? ฉันยินดีให้ราคาเริ่มต้นที่สิบล้านหยวน!”
“สิบล้านหยวน!” เสียงอุทานดังก้องไปทั่วร้าน
ในขณะนั้นเอง หลินเชี่ยวอวิ๋นและกัวฟงที่แอบเดินตามเข้ามาหวังจะเห็นชิงเซียน โดนไล่ออกจากร้าน ถึงกับตัวแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่า
“เป็ไปไม่ได้! เศษเหล็กนั่นน่ะเหรอสิบล้าน!” หลินเชี่ยวอวิ๋น กรีดร้องอย่างเสียสติ นางยังถือหินสีเทาในมือแน่น
“ศาสตราจารย์คะ! คุณโดนยัยนี่หลอกแล้ว! ของจริงต้องนี่ค่ะ หินประหลาดจากยูนนานที่ฉันเพิ่งซื้อมา!”
นางยื่นหินเข้าไปหาศาสตราจารย์มู่ แต่ในพริบตานั้นเอง
เปรี้ยง!
พลังปราณที่ชิงเซียนแอบทิ้งไว้ในหินถึงขีดจำกัด หินในมือหลินเชี่ยวอวิ๋น ะเิออกเป็ผงธุลีสีขาวกระจายไปทั่วหน้าของนางและกัวฟง ฝุ่นเข้าตาเข้าปากจนทั้งคู่ไอสำลักอย่างรันทด
“อ๊ากกก! ตาฉัน! หน้าฉัน!” หลินเชี่ยวอวิ๋นกรีดร้องลั่นร้าน สภาพของนางตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับศพที่ถูกพ่นแป้ง
ชิงเซียนมองภาพนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย นางหันไปหาศาสตราจารย์มู่
“สิบล้านหยวนเป็ราคาที่ยุติธรรมสำหรับคนทั่วไปค่ะ แต่สำหรับคุณ ฉันมีเงื่อนไขเพิ่มเติม”
“เงื่อนไขอะไร? บอกมาเลย! ฉันยอมทุกอย่าง!” ศาสตราจารย์มู่รีบตอบ
“ฉัน้าพื้นที่ในเขตชานเมืองที่ดินอุดมสมบูรณ์หนึ่งแปลงของคุณ และขอการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยพฤกษศาสตร์ของคุณในการเข้าถึงพันธุ์พืชหายาก” ชิงเซียนเอ่ยเสียงนิ่ง
“แลกกับแผ่นศิลานี้ และฉันจะเขียนคำอธิบายส่วนที่ขาดหายไปให้คุณด้วย”
ศาสตราจารย์มู่ตะลึงงัน
“เธอ เธอรู้ข้อมูลข้างในด้วยงั้นหรือ?”
ชิงเซียนไม่ได้ตอบ นางเพียงแต่ใช้นิ้วเรียวยาวลูบไปตามรอยจารึกบนแผ่นเหล็ก แล้วท่องบทกวีโบราณที่ไม่มีในตำราเล่มไหนออกมาสามประโยค เสียงของนางกังวานดุจระฆังเงินที่สั่นะเืไปถึงจิติญญาของทุกคนในห้อง
ศาสตราจารย์มู่ถึงกับหลั่งน้ำตา
“อัจฉริยะ นี่คืออัจฉริยะแห่งยุค! ตกลง! ฉันตกลง!”
ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ยอดเงิน 10,000,000 หยวนก็ถูกโอนเข้า บัญชีที่เพิ่งเปิดใหม่ของหลินชิงเซียน พร้อมกับสัญญาที่ดินผืนใหญ่ชานเมืองที่ศาสตราจารย์มู่ยกให้เป็ส่วนตัว
ชิงเซียนเดินออกจากร้านด้วยท่วงท่าที่นิ่งสงบ ผ่านร่างของหลินเชี่ยวอวิ๋นและกัวฟงที่กำลังถูกพนักงานร้านลากตัวออกไปเพราะทำร้านเลอะเทอะ
นางหยุดเดินครู่หนึ่งแล้วปรายตามองกัวฟงที่กำลังนั่งทรุดอยู่กับพื้น
“กัวฟง เมื่อกี้คุณบอกว่าอยากโยนเศษเงินให้ฉันใช่ไหม? ตอนนี้ฉันมีสิบล้านแล้ว คุณอยากจะได้เศษเงินจากฉันสักกี่หยวนดีล่ะ?”
กัวฟงหน้าซีดเผือด พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว เขาได้แต่มองตามแผ่นหลังของเด็กสาวที่เขาเคยคิดว่า ไร้ค่า เดินหายไปในฝูงชนด้วยความรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งทำสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิตหลุดมือไป
ชิงเซียนเดินออกมาที่ถนนใหญ่ แสงแดดยามเย็นอาบไล้ร่างของนางจนดูราวกับเทพธิดาจรัสแสง นางกำโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งซื้อมาใหม่ และมีแจ้งเตือนยอดเงินมหาศาลเข้ามา
‘สิบล้านหยวน นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น’
‘ตระกูลเว่ย ตระกูลหลิน และพวกเ้าทุกคนที่เคยรังแกแม่ของข้า เตรียมตัวรับมือกับพายุที่ชื่อหลินชิงเซียนให้ดี ข้ากลับมาแล้ว และโลกใบนี้จะต้องสยบแทบเท้าข้า!’
นางกวักมือเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง เป้าหมายต่อไปคือการรับแม่กลับจากโรงพยาบาลและย้ายออกไปจากรูหนูแห่งนั้นตลอดกาล!
