การช่วยโหมวชิงเฟิงในครั้งนี้ มีเหตุผลอยู่มากมาย มีทั้งความประทับใจในความจริงใจของโหมวชิงเฟิง และยังเป็เพราะคำพูดสุดท้ายของโหมวชิงเฟิงที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ แน่นอนว่า ฉินอวี่ไม่้าตัดไมตรีอันดีกับโหมวชิงเฟิง ไม่ว่าจะเป็นิสัยหรือพละกำลัง โหมวชิงเฟิงก็มีคุณสมบัติที่จะผูกไมตรีด้วย
ส่วนเื่การระรานกลุ่มอำนาจแทบทั้งหมดของแดนต้าโหมวเทียน ฉินอวี่ไม่ได้เอามาใส่ใจเลย ในงานเลี้ยงเขาก็สร้างความขุ่นเคืองให้เหล่าผู้มีอำนาจไปแล้วกว่าเจ็ดส่วน ในตอนนี้ เพิ่มอีกสามส่วนจะเป็อะไรไป? ยิ่งไปกว่านั้น น่าจะมีจำนวนไม่มากนักที่จะยอมไล่สังหารตนเองเพียงเพื่อศิษย์ในปกครองเพียงคนเดียว เพราะทุกคนต่างรู้เหตุผลเป็อย่างดี ไม่มีผู้ใดอยากจะยั่วยุผู้เฒ่าร้องไห้เพื่อศิษย์เพียงคนเดียวแน่นอน
ส่วนเหลยเฉียนหลงนั้น ฉินอวี่ยิ่งไม่นำมาใส่ใจเลย เขาเป็คนคิดจะใช้ผนึกยันต์ระดับเต๋าก่อน สังหารเขาไปแล้ว ตระกูลเหลยก็ไม่อาจจะเอาผิดอะไรได้ ในส่วนตัวนั้น ขอเพียงอยู่ในแดนเทียนโหมวชั้นนอก ก็ยังต้องผ่านด่านคนของหลัวชิงเยว่ไปก่อน!
และเมื่อเห็นว่าโหมวชิงเฟิงได้มาถึงระยะห้าพันจ้าง ฉินอวี่ก็ไม่ได้ขัดขวางอะไร เป็เพราะ้าทดสอบจิตใจของโหมวชิงเฟิง แต่ไม่ว่าโหมวชิงเฟิงจะผ่านทดสอบหรือไม่ ก็ไม่อยู่ในการพิจารณาของฉินอวี่ เขา้าเพียงช่วยโหมวชิงเฟิงเริ่มต้นเท่านั้น ส่วนเขาจะไปได้ไกลสักเท่าใด ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของเขาเอง
จะทำอะไรก็ควรมาจากตนเอง หากโหมวชิงเฟิงไม่สามารถโดดเด่นจากศิษย์อัจฉริยะเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้ว จะเอาอะไรไปเป็เจ็ดสิบสองอสูรธรณี? หากพละกำลังไม่เพียงพอ ก็ควรปล่อยให้เขาอยู่ในด่านทดสอบจิตใจเสียดีกว่า
สำหรับคำขู่เ่าั้ ฉินอวี่ก็แค่พูดออกไปอย่างส่งเดช เพื่อข่มขู่พวกเขาเท่านั้น... ถึงอย่างไร หากเขาเข้าถึงการท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณี จะไปขัดขวางพวกอินิได้ที่ไหนกัน?
แต่สิ่งที่ฉินอวี่ไม่รู้คือ เป็เพราะคำพูดนี้ของเขา ศิษย์อัจฉริยะหนุ่มจำนวนมากล้วนไม่กล้าก้าวออกจากระยะห้าพันจ้าง มีเพียงคนที่มั่นใจว่าพละกำลังของตนเองไม่ธรรมดาเท่านั้น แต่เหล่าศิษย์อัจฉริยะที่กล้าเข้าร่วมสามสิบหกขุนพล์ต่างกัดฟันก้าวออกจากระยะห้าพันจ้าง ถึงอย่างไร หากไม่สามารถเป็เจ็ดสิบสองอสูรธรณีได้ในครั้งนี้ ก็ต้องรอไปอีกสิบปี เมื่อถึงตอนนั้น ก็คิดว่าคงไม่สามารถเข้าร่วมการทดสอบสามสิบหกขุนพล์ได้อีกตลอดชีวิต
ต้องบอกเลยว่า การที่ฉินอวี่ใช้เรือนไม้สกัดการโจมตีของผนึกยันต์ระดับเต๋า และสังหารเหลยเฉียนหลงอย่างง่ายดายนั้น เป็การข่มขู่ศิษย์อัจฉริยะที่หยิ่งผยองเหล่านี้ได้ดีจริงๆ
เมื่อมองท่าทางที่แสนหดหู่ของเหล่าศิษย์อัจฉริยะที่ทำตัวสูงส่งจำนวนมาก ผู้ฝึกตนธรรมดาที่เคยถูกรังแกต่างแอบรู้สึกมีความสุขอย่างอธิบายไม่ได้อยู่ในใจ พวกเขาไม่มีความแค้นใดกับฉินอวี่ และไม่เคยตั้งความหวังที่จะเป็เจ็ดสิบสองอสูรธรณี ดังนั้น ไม่ว่าฉินอวี่จะทำอะไรก็ไม่กระทบถึงพวกเขา แต่เมื่อเห็นอัจฉริยะเหล่านี้ถูกลดความหยิ่งผยองลง พวกเขาต่างก็มีความสุข และรู้สึกได้ว่าการเข้าร่วมครั้งนี้คุ้มค่ายิ่งนัก
เมื่อมองไปยังพวกอินิที่อยู่ในระยะห้าพันจ้าง เหล่าศิษย์ธรรมดาต่างกระซิบกันทันที “นึกไม่ถึงเลยว่า หลี่โหย่วฉายที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยเมื่อครึ่งปีก่อน จะสามารถทำให้เหล่าอัจฉริยะของแดนต้าโหมวเทียนต่างหวาดผวาได้ในเวลาอันสั้นเพียงครึ่งปี”
“หลี่โหย่วฉายผู้นี้ดูท่าทางจะบ้าไปแล้ว ทำอะไรไม่คิดชีวิต จึงได้กล้าที่จะสร้างความขุ่นเคืองให้กับเหล่าศิษย์อัจฉริยะจำนวนมากเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาล่วงเลยไป ศิษย์อัจฉริยะเหล่านี้ก็เป็เหมือนเสาหลักของแดนต้าโหมวเทียน เ้าเด็กบ้าแซ่หลี่ไม่กลัวเลยว่าศิษย์อัจฉริยะเหล่านี้จะรวมตัวกันทำร้ายเขาในอนาคตเลยแม้แต่น้อย”
“ข้าว่าเขาโอหังและโง่เขลามาก เรียกเขาว่าคนบ้าหลี่น่าจะเหมาะกว่า ฮึ คิดว่ามีผู้เฒ่าร้องไห้เป็อาจารย์แล้วจะทำอะไรในแดนต้าโหมวเทียนก็ได้อย่างนั้นหรือ แม้ว่าผู้เฒ่าร้องไห้จะแข็งแกร่ง แต่คิดว่าเต้าจวินทั้งสองจะเกรงกลัวเขาหรือ?”
“ก็จริง เขาก็แค่อาศัยว่ามีผู้เฒ่าร้องไห้มิใช่หรือ? ไม่เช่นนั้น เขาจะกล้าทำให้เหล่าศิษย์อัจฉริยะของผู้มีอำนาจแต่ละฝ่ายหรือ? ฮึ!”
“หากเ้าเป็ศิษย์ของผู้เฒ่าร้องไห้ เ้ากลัวจะสร้างความขุ่นเคืองกับศิษย์อัจฉริยะมากมายเช่นนี้หรือ? ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้อย่างหลี่โหย่วฉาย และไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำอะไรที่บ้าคลั่งได้อย่างเขา”
“พวกเ้าไม่สังเกตหรือ? ก่อนที่เหลยเฉียนหลงจะตายเขาเคยถามคนบ้าหลี่นั่นว่าทำได้อย่างไร แม้ว่าข้าจะไม่ค่อยได้ยิน แต่ข้าก็รู้สึกมั่นใจว่าคนบ้าหลี่น่าจะต้องตอบเหลยเฉียนหลงแล้วแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น... พวกเ้าสังเกตอะไรหรือไม่? เหลยเฉียนหลงได้เรียกใช้งานสายเือสุนีปรโลก อีกอย่างเขายังบอกด้วยว่าอยากจะเห็นพละกำลังที่แท้จริงของคนบ้าหลี่... ทำไมข้าจึงรู้สึกว่ามันมีบางอย่างผิดปกติอยู่? หรือว่าคนบ้าหวังจะตอบอะไรที่ทำให้เหลยเฉียนหลงต้องใ?”
บรรดาศิษย์ที่อยู่ตรงนั้นต่างพูดคุยกันมากมาย ไม่ว่าจะอย่างไร หลังจากแข่งขันท้าประลองแล้ว จะเรียกศิษย์คลั่งหลี่หรือคนบ้าหลี่ ล้วนแต่ต้องแพร่สะพัดโด่งดังไปทั่วแดนต้าโหมวเทียน!
แม้ว่าโหมวชิงเฟิงจะมีระดับฝึกฝนไม่สูงนัก แต่จิตใจของเขาดีเป็พิเศษ เขาเดินตามฝูงชนไปอย่างช้าๆ ทว่า หาก้าเป็หนึ่งในสามร้อยคน ยังต้องผ่านการทดสอบบางอย่างอีก
ด้านฉินอวี่ เขาเกือบจะผ่านสิ่งกีดขวางทั้งหมดของด่านทดสอบจิตใจได้แล้ว ขณะที่ข้ามผ่านถนนสายใหญ่นี้ไป ฉินอวี่รู้สึกเพียงเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าเขาได้เปลี่ยนแปลงไป
ยอดเขาที่ดูเลือนรางในตอนแรกตอนนี้เริ่มเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ยอดเขาเจ็ดสิบสองยอดตั้งอยู่เบื้องล่างของหอคอยเทียนกัง ยอดเขาแต่ละยอดมีความสูงหนึ่งร้อยจ้าง ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆ สูงตระหง่านทะลุชั้นเมฆ ทำให้ผู้คนต่างมองเห็นภาพของยอดเขาแต่ละยอดได้ไม่ชัดเจนนัก
ใจกลางยอดเขาทั้งเจ็ดสิบสองลูก มีเชิงเขาแห่งหนึ่งถูกตัดเป็ทางในแนวขวาง เชิงเขาแห่งนี้มีลักษณะเหมือนลานขนาดใหญ่คล้ายแท่นยกพื้น บริเวณโดยรอบของลานแห่งนี้ มีเสาัหยกขาวอยู่เจ็ดสิบสองต้น บนเสาัแกะสลักเป็รูปัพันเสาขนาดั์ รอบด้านของัั์ มีลายเมฆและสายฟ้าเรียงตัวกันเป็จำนวนมาก ดูแล้วทั้งลึกลับและเก่าแก่
สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องหันไปมองอยู่หลายครั้งคือ เสาัทุกต้นจะมีโซ่ที่เต็มไปด้วยสนิมเหล็กสีแดงคล้องเอาไว้ โซ่นั้นเปรียบดังัชิวหลงที่เชื่อมต่อยอดเขาทั้งเจ็ดสิบสองยอดไว้ด้วยกัน และบนโซ่ของเสาัทุกเส้นก็เต็มไปด้วยรอยกระบี่และรอยดาบจำนวนมาก ราวกับว่ามันผ่านานองเืขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน
“นี่มัน...” ฉินอวี่ขมวดคิ้ว สายตาจ้องตรงไปยังเสาัหยกขาวและยอดเขา จากนั้นจึงวนเวียนอยู่กับโซ่ตรวนนั้น และจ้องมองอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ
“เจ็ดสิบสองอสูรธรณี สามสิบหกขุนพล์... หนึ่งร้อยแปด... หรือว่า...” ฉินวี่หรี่ตาลง มองไปยังยอดเขาทุกลูกที่สูงทะลุเมฆ หลังจากมองไปยังหอคอยเทียนกังที่เลือนรางอยู่หลังยอดเขาทุกลูกแล้ว ก็ชวนให้เขานึกเชื่อมโยงไปถึงเื่การตายของเผ่าหยาจื้อที่เคยได้ยินมา...
“จอมอสูรโหมวเซี่ยน ผู้สืบทอดพยนต์มรณะ เมื่อดูจากตอนนี้แล้ว ดูเหมือนว่าจอมอสูรโหมวเซี่ยนจะมีความสามารถในกลวิชาในระดับสูงมาก หากดำรงตำแหน่งอสูรธรณีถึงสามปี ก็มีสิทธิ์จะสืบทอดได้ ส่วนสามสิบหกขุนพล์ก็มีสิ่งสืบทอดเช่นกัน จอมอสูรโหมวเซี่ยนมีเป้าหมายอย่างไรกันแน่? คิดจะทำอะไร?” ฉินอวี่พึมพำกับตนเอง เมื่อเห็นยอดเขาทั้งเจ็ดสิบสองยอดและแท่นยกพื้นขนาดใหญ่นี้แล้ว ฉินอวี่ก็รู้สึกได้อย่างคลุมเครือว่าต้องมีความลับบางอย่างแฝงอยู่ในเจ็ดสิบสองอสูรธรณีและสามสิบหกขุนพล์
“หนึ่งร้อยแปด ตัวเลขหนึ่งร้อยแปดคือสัญลักษณ์สูงสุดของฟ้าดิน จอมอสูรโหมวเซี่ยนวางแผนอะไรเอาไว้กันแน่? แต่ในอดีต ได้อาศัยพละกำลังในระดับสูงสุดของสามสิบหกขุนพล์ โหวเหย่ เต้าหวัง เต้าจวิน เต้าตี้ และเผ่าหยาจื้อสิบสามฝ่าย ก็ยังยากที่จะสะกดปราบจอมอสูรโหมวเซี่ยน หรือว่า... ยังมีความลับบางอย่างที่ไม่มีใครรู้แฝงอยู่?”
“หากเป็ดั่งที่ข้าคิดเอาไว้จริงๆ เช่นนั้นแล้ว จะต้องมีผู้แข็งแกร่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสะกดจอมอสูรโหมวเซี่ยนอีกเป็แน่ และคนผู้นี้จะต้องเป็ผู้ที่ทัดเทียมจอมอสูรโหมวเซี่ยนได้อย่างแน่นอน!”
ขณะที่ฉินอวี่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เหล่าอสูรธรณีบนยอดเขาเจ็ดสิบสองยอดต่างจ้องตรงมาทางฉินอวี่เป็สายตาเดียว และเมื่อเห็นท่าทีของฉินอวี่ อสูรธรณีส่วนใหญ่ก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
“เป็เขา! หลี่โหย่วฉาย? เขาเป็คนแรกที่มาถึงด่านที่สอง หรือว่า... เขาจะสามารถเพิกเฉยต่อด่านจิตใจได้จริงๆ?”
“เป็ไปได้อย่างไร หลี่โหย่วฉายผู้นี้ทำได้อย่างไรกัน?”
“หรือว่า ก่อนหน้านี้ที่ไม่มีใครมาถึง จะเป็เพราะหลี่โหย่วฉาย?”
ขณะที่ทุกคนกำลังใอยู่นั้น ฉินอวี่ก็ละความคิดทั้งหมดของเขาลง เขาะโขึ้นไปในอากาศ และร่อนลงบนลานขนาดใหญ่นั้น ก่อนจะแหงนหน้ามองยอดเขาสูงเสียดฟ้าทั้งเจ็ดสิบสองยอด ฉินอวี่ปรับเสียงตนเอง และะโขึ้นเสียงดัง “ข้าหลี่โหย่วฉายมาถึงที่นี่แล้ว ผู้ใดกล้าต่อสู้บ้าง?”
