"อะไร! เ้าหนุ่มนั่นหายไปได้อย่างไร?" เสียงอุทานของใครบางคนดังขึ้นท่ามกลางหมู่เมฆเหนือท้องฟ้าแห่งราชวงศ์โม่
สุ่ยจงเหิงที่กำลังสังเกตการณ์บนหมู่เมฆก็ประหลาดใจกับการตอบสนองของหลี่ชิงหยุนอย่างมาก
เขาไม่คาดคิดว่าแม้จะอยู่ห่างไกลหลายพันฟุตเช่นนี้ หลี่ชิงหยุนกลับสามารถััถึงเขาได้
ซึ่งก่อนหน้านี้สุ่ยจงเหิง้าจะลงไปช่วยหลี่ชิงหยุนหลายครั้งหลายครา แต่ในใจส่วนลึกของเขาก็ยังมีความลังเลอยู่เล็กน้อย
นั่นเป็เพราะหากเขาลงมือ ณ ขณะนั้น เกรงว่าผู้พิพากษาแห่งเมืองศักดิ์สิทธิ์คงจะตรงดิ่งมาหาเขาและขับไล่เขากลับไปที่เมืองศักดิ์สิทธิ์ทันที
หากเป็เช่นนั้นโอกาสที่จะอยู่ต่อในราชวงศ์โม่คงเป็ไปไม่ได้อีกต่อไป
ในใจลึกๆสุ่ยจงเหิงยังเต็มไปด้วยความประหลาดใจอย่างมากที่เห็นว่าหลี่ชิงหยุนสามารถพลิกกลับได้ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังเช่นนี้
ในความเป็จริงแทบจะเป็ไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
แม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็อัจฉริยะเพียงใดก็คงมิอาจต่อกรกับผู้ฝึกฝนที่มีระดับสูงกว่าหนึ่งระดับได้อย่างแน่นอน
และสิ่งที่ทำให้ดวงตาของเขาแทบจะหลุดจากเบ้าคือเจตนาดาบฉีที่หลี่ชิงหยุนใช้ไปก่อนหน้านี้
สุ่ยจงเหิงเองก็เป็ถึงผู้ฝึกฝนระดับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ และเขารู้ดีว่าการที่จะสื่อสารกับเต๋าแห่งธรรมชาติในอาณาจักรล่างที่พลังเต๋าธรรมชาติยากจนเช่นนี้นั้นยากเข็ญเพียงใด
การเข้าสู่สภาวะเต๋าและควบคู่ไปกับการปรับใช้เจตนาดาบฉีนั้น ส่วนใหญ่แล้วต้องเป็ผู้ที่ได้เข้าสู่ระดับปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปเท่านั้นจึงจะสามารถใช้งานได้อย่างอิสระ
ต้องเข้าใจว่าเต๋าแห่งดาบไม่สามารถฝึกฝนกันได้อย่างเช่นทักษะ และจำเป็ต้องอาศัยประสบการณ์ ความชำนาญและความเข้าใจระดับสูงจึงจะสามารถผสานเจตนาดาบและพลังฉีให้ได้อย่างลงตัว
แต่การที่ชายหนุ่มระดับลมปราณโลกจากอาณาจักรล่างสามารถฝึกฝนและเชี่ยวชาญเต๋าแห่งดาบได้ถึงเพียงนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาต้องเป็อัจฉริยะที่ชั่วร้ายแห่งยุค!
อาจจะน่าแปลกใจนักสำหรับชายหนุ่มทั่วๆไป แต่ตรรกะนี้ไม่สามารถนำไปใช้กับหลี่ชิงหยุนได้อย่างแน่นอน
นั่นเป็เพราะเขารู้ว่าภูมิหลังของหลี่ชิงหยุนนั้นทรงพลังเพียงใด แต่เขาก็ไม่เข้าใจเหตุผลเช่นกันว่าผู้ที่มีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่ราวกับพระเ้าเช่นนี้กลับกลายมาอาศัยอยู่ที่อาณาจักรล่างที่ยากจนได้อย่างไร?
สุ่ยจงเหิงส่ายหน้าอย่างขมขื่น "หากเพียงซีเอ๋อร์ของข้าสนใจเกี่ยวกับการบ่มเพาะมากกว่าการปรุงยาและการศึกษาในด้านอื่นๆที่กำลังทำอยู่ คงจะดีกว่านี้เป็แน่—"
"หากเป็เช่นนั้นบางทีนางคงไม่ได้อ่อนแอไปกว่าชายหนุ่มผู้นี้อย่างแน่นอน" เมื่อกล่าวจบใบหน้าที่ไร้เดียงสาของลูกสาวตัวน้อยที่ซุกซนปรากฏขึ้นในความทรงจำของเขาอีกครั้ง
ดวงตาสีดำที่ปะปนความเศร้าโศกมองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่ห่างไกลด้วยความโหยหา
'ข้าเองก็ห่างไกลจากนิกายและครอบครัวมากว่าสิบปีแล้ว ป่านนี้นางคงจะโตเป็หญิงสาวแล้วเป็แน่'
'อีกไม่นานนักข้าคงจะได้กลับไป'
เนื่องจากเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างอาณาจักรเซวียนและอาณาจักรนภาถูกปิดตัวลง จึงไม่มีผู้ใดสามารถเข้าหรือออกจากอาณาจักรเซวียนไปได้
สุ่ยจงเหิงเองก็ไม่ได้้ารับภารกิจในครั้งนี้มากนัก แต่ด้วยคำสั่งโดยตรงจากผู้นำนิกาย เขาจึงจำเป็ต้องลงมาสู่อาณาจักรเซวียนที่ห่างไกลพร้อมกับผู้าุโอีกสองคน
หลังจากสลัดความคิดอื่นๆออกไปจากหัวแล้ว สุ่ยจงเหิงจึงยืนขึ้นพลันหลับตาลงขยายพลังิญญาเพื่อตรวจจับและค้นหาตำแหน่งของหลี่ชิงหยุนในทันใด
"วู้ม!"
คลื่นพลังิญญาดุจดั่งมหาสมุทรขยายตัวออกไปเป็คลื่นลูกใหญ่ซึ่งมีสุ่ยจงเหิงเป็จุดศูนย์กลาง พลังิญญาของเขาสามารถครอบคลุมได้แม้กระทั่งราชวงศ์โม่ทั้งหมด
คลื่นแสงสีขาวขนาดใหญ่กำลังห้อมล้อมทั่วทั้งราชวงศ์คล้ายกับโดมคว่ำปกคลุมทั่วทั้งน่านฟ้า
แต่หลังจากผ่านไปนานหลายนาทีกลับไม่มีการตอบสนองใดๆจากพลังิญญาที่เขา้า
กลับกลายเป็ว่าหลี่ชิงหยุนได้ลบร่องรอยให้หายไปอย่างสมบูรณ์ แม้แต่สุ่ยจงเหิงก็ไม่สามารถััได้แม้แต่เศษเสี้ยว
สุ่ยจงเหิงลืมตาขึ้นพลันถอนหายใจอย่างน่าเสียดาย
"เกรงว่าหลังจากนี้การจะติดตามเขาคงจะไม่ใช่เื่ง่ายอีกต่อไป" สุ่ยจงเหิงพึมพำเบาๆและยืนขึ้น หลังจากตัดสินใจได้ เขาเลือกที่จะตามหาหลี่ชิงหยุนต่อไป แม้ว่าจะสูญเสียเป้าหมายไปแล้วก็ตาม
ด้วยเสียง 'พรึ่บ!' ร่างของสุ่ยจงเหิงก็หายลับขอบฟ้าไปโดยทันที
. . .
"เกิดอะไรขึ้นที่นี่?" เสียงของเล่ยตงเทียนดังขึ้นตรอกซอยข้างห้องโถงประมูลเฉิงเป่า
นี่คือสถานที่ที่หลี่ชิงหยุนและเล่ยหลันได้ต่อสู้กันอย่างดุเดือดก่อนหน้านี้
เล่ยตงเทียนได้ทำกระทำการค้นหารอบๆห้องโถงประมูลเฉิงเป่าแล้ว จนเมื่อสักครู่มันกลับััได้ถึงพลังปราณที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัว ณ บริเวณนี้ มันจึงรีบมาที่นี่ทันทีโดยไม่ต้องคิดสิ่งใด
ในความเป็จริงเล่ยตงเทียนได้คลาดกับหลี่ชิงหยุนแค่ไม่ถึงสิบลมหายใจเท่านั้น
ด้านหลังของเล่ยตงเทียน ปรากฏร่างของหงเจิ้น หงเจิ้งหยวนและหงเจี้ยนเจี้ยนกำลังตามมาอย่างติดๆ พวกเขาทั้งหมดมองไปบนพื้นและบริเวณโดยรอบอย่างไม่ตั้งใจ จะเห็นได้ว่าตรงหน้ามีกองเืจำนวนมากเจิ่งนอง อีกทั้งยังได้กลิ่นสาบและรอยเผาไหม้ของบางสิ่งบางสิ่งบางอย่างอยู่ที่พื้น
รอบๆบริเวณนี้ที่มีอาคารบางหลังกลับกลายเป็ซากปรักหังพังไปเสียแล้ว อีกทั้งบนพื้นหินก็เกิดหลุมบ่อขนาดใหญ่ พวกเขาสามารถมั่นใจได้ว่าก่อนหน้านี้ได้เกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือดเป็แน่
ความยุ่งเหยิงที่ปรากฏขึ้นนี้ไม่ใช่แค่การต่อสู้ข้างเดียวอีกต่อไป เพราะพวกเขามองเห็นเืหลายกองได้อย่างชัดเจน เห็นได้ชัดว่าเืที่ปรากฏบนพื้นเป็เืของคนสองคน นั่นหมายความว่าเล่ยหลันเองก็ได้รับาเ็สาหัสเช่นกัน!
เล่ยตงเทียนที่เห็นดังนั้น มันก็รีบค้นหาบางสิ่งที่พอจะใช้เป็หลักฐานได้
ไม่นานนักก็เจอเข้ากับค่ายกลกักขังระดับ 7 ที่ถูกปิดใช้งานและถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ มันไม่สามารถนำค่ายกลกักขังกลับมาใช้ได้อีกต่อไป
แผงวงจรและแกนกลางทุกอย่างถูกทำลายจนหมดสิ้น!
"นะ-นี่..." เล่ยตงเทียนแทบจะสติแตก แม้แต่ค่ายกลระดับ 7 ก็ไม่สามารถกักขังปรมาจารย์หยุนหวงไว้ได้งั้นหรือ?
เล่ยชิงซานได้ทุ่มกำลังทุนมหาศาลในการซื้อวัสดุและหาแกนกลางที่เหมาะสมเพื่อสร้างค่ายกลกักขังขนาดใหญ่นี้ขึ้น อีกทั้งค่ายกลกักขังยังสามารถยับยั้งผู้คนภายนอกไว้ไม่ให้เข้าไปช่วยเหลือได้
แม้แต่โม่หยุนเทียนเองก็คงมิอาจทำลายค่ายกลลงได้ง่ายๆ
แต่ทุกอย่างกลับพังทลายภายในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น
หลังจากเล่ยตงเทียนได้ก้มสำรวจไปรอบๆ มันต้องพบเข้ากับเศษผ้าสีเหลืองอ่อนที่มีกลิ่นฉุนจากรอยไหม้
เล่ยตงเทียนมือสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่พลันหยิบเศษผ้าขึ้นมามองอย่างตั้งใจ "นี่คือ...ชุดคลุมของลุงหลัน!"
ดวงตาของเล่ยตงเทียนเป็สีแดงชื้น มันกำเศษผ้าแน่นจนเล็บเผลอแทงฝ่ามือและมีเืไหลหยด
เสียงพึมพำเล็ดลอดมาจากร่องฟันที่กำลังกัดแน่นอย่างเ็ป "ลุงหลัน...ถูกฆ่าตายแล้วงั้นหรือ?"
รอยไหม้ของเสื้อผ้าและกลิ่นเผาไหม้ของเนื้อยังคงลอยอยู่ในอากาศ ทำให้เล่ยตงเทียนรับรู้สถานการณ์ก่อนหน้านี้ได้ในทันที
ทันใดนั้นเจตนาฆ่าของเล่ยตงเทียนะเิออกอย่างโหมกระหน่ำ! คลื่นพลังิญญาที่อาฆาตและโหดร้ายส่งผลให้ซากปรักหักพังะเิออกเป็ผุยผง!
ความโกรธของเล่ยตงเทียนพุ่งสู่ท้องฟ้า ขณะนี้มันคล้ายกับูเาไฟปะทุอย่างไรอย่างนั้น!
ดวงตาของเล่ยตงเทียนขณะนี้ฉายแววเย็นถึงขีดสุด
มันไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่าลุงหลันจะพ่ายแพ้และถูกสังหารโดยผู้ฝึกฝนระดับลมปราณโลกได้อย่างไร สิ่งนี้เกินสามัญสำนึกและไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้
[เ้าหน้ากากหยก!]
[ปรมาจารย์หยุนหวง!]
"พี่เล่ย ได้โปรดสงบสติอารมณ์ แม้ว่าเราจะไม่สามารถสืบหาหลักฐานด้วยวิธีปกติได้ แต่ท่านลืมไปหรือว่าข้ามีวิธีติดตามปรมาจารย์หยุนหวงผู้นั้นอยู่?" จู่ๆหงเจิ้นก็เอ่ยขึ้นพร้อมกับก้มลงใช้นิ้วจุ่มไปที่เืหนึ่งหยดบนพื้น
"โอ้?" ดวงตาของเล่ยตงเทียนแสดงอาการเข้าใจอย่างฉับพลัน "ข้าเกือบลืมไปเสียแล้ว ว่าเ้าเป็ส่วนหนึ่งของเผ่าปีศาจโลหิต"
"ฮี่ๆๆ~" หงเจิ้นหัวเราะอย่างชั่วร้ายพลางสะบัดข้อมือ เืหนึ่งหยดของหลี่ชิงหยุนลอยอยู่กลางอากาศ มือของมันประสานกันอย่างคล่องแคล่วเกิดเป็ภาพที่แปลกประหลาด
"หว่อง!"
เืสีแดงหนึ่งหยดกลางอากาศแปรเปลี่ยนเป็รัศมีสีดำขมุกขมัว ในเวลาเดียวกันมันหยิบแผ่นหยกเปล่าที่มีลักษณะวงกลมขึ้นมา
"ทักษะติดตามโลหิตย้อนรอย!"
เืหนึ่งหยดประทับไปที่แผ่นหยกก่อให้เกิดแสงสีดำที่ชั่วร้ายเปล่งรัศมีแห่งปีศาจออกมา!
วินาทีต่อมาบนแผ่นหยกปรากฏเป็จุดสีแดงซึ่งคล้ายกับการบอกตำแหน่งของเข็มทิศขนาดเล็ก
"เราจะติดตามไปหรือไม่?" หงเจิ้นยื่นแผ่นหยกให้กับเล่ยตงเทียนก่อนจะเอ่ยถาม
ด้วยทักษะติดตามของหงเจิ้น ขณะนี้พวกมันได้ทราบตำแหน่งที่อยู่ของหลี่ชิงหยุนแล้ว
แต่ไม่คาดคิดว่าคำตอบของเล่ยตงเทียนทำให้หงเจิ้นประหลาดใจเล็กน้อย "ยังก่อน... เวลานี้เราไม่สามารถสูญเสียใครไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว ทางที่ดีที่สุดเราควรจะรอจนกว่าการสำรวจมิติโบราณสิ้นสุดลง เมื่อนั้นพวกเราจะตามหามันและสังหารมันทันที!"
"โอ้?" หงเจิ้นอุทานเบาๆ
เล่ยตงเทียนยิ้มอย่างขมขื่น "หากข้าไม่มีค่ายกลกักขัง คงเป็ไปไม่ได้ที่จะสังหารปรมาจารย์หยุนหวง จึงทำได้เพียงถอยกลับไปตั้งหลักก่อนเท่านั้น"
"แต่หากข้าได้คืนชีพท่านผู้นั้นแล้ว ต่อให้ปรมาจารย์หยุนหวงจะมีกระบี่ที่แข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่มีทางที่จะเอาชนะท่านผู้นั้นไปได้อย่างแน่นอน!" ดวงตาของเล่ยตงเทียนเ็า
เมื่อฟังความคิดเห็นจากเล่ยตงเทียน หงเจิ้นก็พยักหน้าอย่างเคร่งขรึมและเข้าใจความรู้สึกของเล่ยตงเทียนเป็อย่างดี เนื่องจากปรมาจารย์หยุนหวงยังคงมีกระบี่ที่สามารถดูดกลืนพลังิญญาได้ ต่อให้เล่ยตงเทียนจะส่งกองกำลังไปมากเพียงใดก็ไม่สามารถกำจัดเขาได้อยู่ดี
เผ่าิญญาของตระกูลเล่ยไม่มีความสามารถพอที่จะสังหารปรมาจารย์หยุนหวงกับกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ได้
อีกทั้งขณะนี้เล่ยตงเทียนไม่มีค่ายกลที่ใช้กักขังอีกต่อไป การจะลงมือ ณ ตอนนี้ถือเป็การสิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากรมนุษย์อย่างชัดเจน
เล่ยตงเทียน้าทำภารกิจในมิติโบราณของมันให้บรรลุผลเสียก่อนจึงจะเริ่มแผนการกำจัดปรมาจารย์หยุนหวงผู้นี้
เหตุผลหลักเป็เพราะมันไม่มั่นใจ และเกรงว่าหากส่งผู้ฝึกฝนระดับสูงไปก็มิอาจจะจับตัวหรือสังหารปรมาจารย์หยุนหวงได้เป็แน่
และยังกลัวว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอยเช่นเดียวกับเล่ยหลัน หากเป็เช่นนั้นตระกูลเล่ยจะอ่อนแอลงจนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหลักได้อีกต่อไป
โดยหารู้ไม่ว่าหลังจากนี้ โอกาสที่มันจะกำจัดหลี่ชิงหยุนเป็ไปไม่ได้อีกต่อไป!
ปัจจุบันหลี่ชิงหยุนไม่สามารถใช้งานกระบี่กลืนิญญาได้ จะเรียกได้ว่านี่คือ่เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการสังหารหลี่ชิงหยุนแล้ว
แต่เล่ยตงเทียนได้ละทิ้งโอกาสนั้นไปอย่างน่าเสียดาย...
. . .
ด้านในเจดีย์ปฐมกาล หลี่ชิงหยุนปรากฏตัวขึ้นหลังจากการสังหารเล่ยหลัน เสื้อผ้าของเขาเปียกโชกไปด้วยเืที่แข็งตัว ดังนั้นเขาจึง้าเข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียก่อน
ก่อนหน้านี้ในขณะที่เขากำลังต่อสู้อยู่กับเล่ยหลัน เขาก็ััได้ถึงพลังปราณที่พุ่งพล่าน ณ สุดขอบฟ้า ดูเหมือนว่าคนผู้นั้นกำลังตัดสินใจที่จะลงมือ แต่ก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด
ั้แ่ตอนนั้นเขาก็รับรู้ได้ว่ามีใครบางคนกำลังสะกดรอยตามเขามาตลอดเวลา
แม้ว่าจะไม่ทราบว่าเป็ผู้ใด แต่ในเมื่อคนผู้นั้นไม่ได้ลงมือใดๆ เขาจึงเชื่อไปว่าคนผู้นั้นอาจจะไม่ใช่ศัตรูและบางทีก็อาจจะไม่ใช่มิตรเช่นกัน
แน่นอนว่าการติดตามของสุ่ยจงเหิงทำให้หลี่ชิงหยุนรู้สึกอึดอัดและรำคาญใจ ดังนั้นการหนีไปก็จะทำให้เขารู้สึกโล่งใจไปได้เปราะหนึ่ง
เนื่องจากหลี่ชิงหยุนไม่ค่อยพอใจนักเวลาที่มีใครบางคนติดตามเขา สาเหตุก็มาจากเหตุการณ์ในอดีตที่เกี่ยวข้องกับสุ่ยโหรวซี ั้แ่นั้นเป็ต้นมาเขาจะระมัดระวังผู้ที่กำลังติดตามเขาตลอดเวลา
หลี่ชิงหยุนไม่้าให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเช่นในอดีตอีก
บางทีนั่นอาจจะเป็ความเสียใจที่สุดในชีวิตที่ได้พลาดพลั้งไป...
"อาหยุน เ้าเป็อย่างไรบ้าง?" ทันใดนั้นเสียงที่เป็กังวลของหญิงสาวดังขึ้น นาหลันเสี่ยวฉีรีบวิ่งเข้ามาดูอาการของหลี่ชิงหยุนทันทีที่เขากลับมา
แม้ว่านางจะซ่อนอยู่ในเจดีย์ปฐมกาลตลอดเวลา แต่นางก็สามารถมองเห็นเหตุการณ์ภายนอกได้ผ่านหน้าประตูชั้นแรกของเจดีย์ได้อย่างชัดเจน
เมื่อเห็นอาการาเ็ที่เกิดขึ้นกับเขา หัวใจของนาหลันเสี่ยวฉีแทบจะแตกสลายเป็ชิ้นๆ
หลี่ชิงหยุนลูบหัวนางเบาๆพร้อมกับส่ายหัว "ข้าไม่เป็ไรมากนัก แค่ฝืนร่างกายเล็กน้อย หากได้พักฟื้นสักครู่ก็คงจะหายดี"
นาหลันเสี่ยวฉีผงกหัวอย่างเชื่องช้า แต่แววตาของนางยังมีร่องรอยของความกังวลอยู่บ้าง
ทันใดนั้นหลี่ชิงหยุนจึงเอ่ยต่อ "ฉีฉี เ้าเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ข้าที ข้าจะชำระล้างร่างกายสักครู่"
นาหลันเสี่ยวฉีพยักหน้าตกลงอย่างง่ายดาย
. . .
~ เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปไม่นาน ~
หลี่ชิงหยุนได้กลับสู่รูปลักษณ์ปกติแล้ว ขณะนี้เขาอยู่ในชุดสีขาวดุจหิมะพลางเดินไปที่สวนสมุนไพรเพื่อตามหาเสี่ยวเฟิงอย่างไม่รีบร้อน
ขณะนี้สวนสมุนไพรในเจดีย์ใกล้จะเตียนเต็มที เนื่องจากความอยากอาหารของเสี่ยวเฟิงนั้นมีมากเกินไปจริงๆ
อีกทั้งสมุนไพรที่ต่ำกว่าระดับ 5 ไม่สามารถช่วยให้เสี่ยวเฟิงพัฒนาได้อีกต่อไป
"เสี่ยวเฟิง" หลี่ชิงหยุนะโเรียกเสี่ยวเฟิงจากระยะไกล ซึ่งเสี่ยวเฟิงกำลังเฝ้าสวนสมุนไพรอย่างเกียจคร้าน
"เจี๊ยบ?" เสี่ยวเฟิงร้องขานด้วยเสียงเล็กพร้อมกับกระพือปีกไปหาหลี่ชิงหยุน
หลี่ชิงหยุนยิ้มจางๆ จากนั้นหญ้าหงส์เพลิงปรากฏขึ้นในมือขวาของเขา "เสี่ยวเฟิง นี่ของเ้า"
"เจี๊ยบ!" ดวงตากลมๆของเสี่ยวเฟิงเบิกกว้างด้วยความดีอกดีใจ มันใช้ปากเล็กๆจิกไปที่สมุนไพรในมือของหลี่ชิงหยุนอย่างตะกละตะกราม
"ช่างเป็สาวน้อยที่โลภมากเสียจริง" หลี่ชิงหยุนส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้
. . .
ในห้องส่วนตัว หลี่ชิงหยุนกำลังนั่งหลับตาในท่านั่งสมาธิอย่างสงบเพื่อเป็การเตรียมพร้อมสำหรับการกลั่นเม็ดยาเป็เวลาครึ่งก้านธูป
พลังฉีรอบๆกำลังไหลเวียนอย่างมั่นคงเพื่อปรับสมดุลสำหรับพลังิญญา
เนื่องจากเม็ดยาหวนคืนเป็เม็ดยาระดับ 6 ขั้นสูงซึ่งเกือบจะเทียบเท่าเม็ดยาระดับ 7 ดังนั้นสมาธิและสภาพจิตใจต้องอยู่ในสภาวะที่เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ เขาเองก็มีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับหนึ่งชุดเท่านั้น หากการกลั่นเม็ดยาล้มเหลว เขาจะสูญเสียวัตถุดิบไปโดยเปล่าประโยชน์
ทันใดนั้นเขาลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ และพึมพำกับตัวเอง "ได้เวลากลั่นเม็ดยาหวนคืนแล้ว"
