“ตัดแขนเขาออกข้างหนึ่ง?”
หลินเฟิงเพียงเอ่ยเสียงเรียบ แต่คำพูดของเขากลับสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคน
หลินเฟิง้าตัดแขนของตู๋กูเสี่ยว?
ตู๋กูเสี่ยวมีความเกี่ยวข้องกับขุนนางใหญ่แท้ๆ แต่หลินเฟิงกลับกล้าสั่งตัดแขนของตู๋กูเสี่ยว?
สีหน้าเย่อหยิ่งของตู๋กูเสี่ยวพลันแข็งทื่อ หัวใจของเขาเริ่มเต้นเร็วขึ้น เมื่อครู่เขาเพิ่งได้ยินว่าอะไรกัน? หลังจากที่เขาประกาศสถานะของตัวเองออกไป เขาคิดว่าหลินเฟิงจะต้องลงจากหลังมาเพื่อขอรับผิด แต่ไม่เพียงหลินเฟิงจะไม่สนใจเขาเท่านั้น แต่ยังสั่งให้ทหารมาตัดแขนเขาข้างหนึ่งอีกต่างหาก
น้ำเสียงที่นิ่งสงบนั่น ทำให้หัวใจของฝูงชนล้วนเต้นไม่เป็จังหวะ
“เมื่อครู่เ้าพูดว่าอะไรนะ?” ดวงตาของน่าหลันเฟิงเบิกกว้างขึ้นขณะจ้องมองหลินเฟิงด้วยสายตาเ็า ตู๋กูเสี่ยวไม่ใช่แค่คนรักของนางเท่านั้น แต่เขายังเป็ความภาคภูมิใจของนางอีกด้วย
ตอนที่พวกเขาทราบว่ามีกองทัพใหญ่มาเยือนเมืองหยางโจว ทุกคนล้วนตื่นตระหนก มีเพียงตู๋กูเสี่ยวที่ยังคงเยือกเย็นได้เหมือนเดิม และยังบอกให้กองทัพนั้นมาขอรับผิดจากเขาอีก
เื่นี้ได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับน่าหลันเฟิงเป็อย่างมาก นางอยากเห็นภาพที่เหล่าทหารกำลังโค้งคำนับขอรับผิดหน้าตำหนักเ้าเมือง ถ้าเป็เช่นนั้นล่ะก็ ชื่อเสียงและเกียรติยศของน่าหลันเฟิงจะต้องยิ่งใหญ่กว่าเดิมเป็แน่ แต่คาดไม่ถึงว่าผู้บัญชาการของกองกำลังทหารม้าโลหิตคนนี้ไม่ได้มาที่นี่เพื่อขอรับผิด ทว่ามาหาเื่พวกเขาแทน
“เ้าพูดว่าจะตัดแขนข้า?” ตู๋กูเสี่ยวถามด้วยน้ำเสียงเ็า ขณะที่ปลดปล่อยจิตสังหารอันเย็นเยียบออกมา ทันใดนั้นทหารที่สวมหน้ากากก็ควบม้าพุ่งออกมาด้านหน้า และปลดปล่อยลมปราณหนาแน่นและทรงพลังออกมา
“ตัด!”
หลินเฟิงคร้านจะสนใจตู๋กูเสี่ยว เมื่อเห็นป้าเตาะโขึ้นไปในอากาศแล้ว ทันใดนั้นประกายแสงอันเยือกเย็นได้ส่องสว่างขึ้น ก่อนจะพุ่งลงไปด้านล่าง เพียงพริบตาเดียว ประกายแสงนั้นก็ได้หายไป เหลือเพียงโลหิตที่กระเด็นขึ้นมาในอากาศ
รอบบริเวณพลันสงบนิ่ง สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปยังโลหิตที่สาดกระจายอยู่ในอากาศไม่วางตา ขณะที่หัวใจของพวกเขาเต้นโครมครามอย่างบ้าคลั่ง
พวกเขาตัดแขนของตู๋กูเสี่ยวจริงๆ
ทหารคนนั้นไม่ลังเลใจเลยแม้แต่น้อย เมื่อผู้บัญชาการสั่งให้ตัด เขาก็ตัดทันทีโดยไม่ต้องคิด
นอกจากนี้ประกายคมมีดที่เขาแสดงออกมานั้น ความร้ายกาจของมันได้ประทับอยู่ในความทรงจำของทุกคนอย่างไม่มีทางลืมเลือนได้
“อ๊าก…!!!”
เสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ปของตู๋กูเสี่ยวดังแทรกความเงียบขึ้นมากะทันหัน เขาเอื้อมมือไปจับแขนข้างที่ถูกตัดขาด พร้อมสีหน้าที่ขาวซีดราวกับกระดาษ
น่าหลันเฟิงที่ยืนอยู่ข้างเขา ได้แต่มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสายตาตกตะลึง ใบหน้างดงามนั้นพลันซีดเผือดและว่างเปล่า ตู๋กูเสี่ยวถูกตัดแขนไปแล้วจริงๆ?
“มันจบแล้ว”
หัวใจของน่าหลันซยงเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง มันจบแล้ว… ตู๋กูเสี่ยวถูกตัดแขนในอาณาเขตของตระกูลน่าหลัน ความรับผิดชอบนี้ตระกูลน่าหลันคงรับไม่ไหว
“มันเกิดเื่แบบนี้ขึ้นได้ยังไง?” ดวงตาของน่าหลันซยงเต็มไปด้วยจิตสังหาร เขาเงยหน้าขึ้นมองไปทางหลินเฟิง ซึ่งเป็ผู้บัญชาการกองกำลังทหารม้าโลหิต
ในขณะนั้นหลินเฟิงก็จ้องมองน่าหลันซยงกลับเช่นกัน ดวงตาภายใต้หน้ากากยังคงสงบนิ่งไร้อารมณ์
“เ้า้าให้ข้ารับผิดอย่างนั้นหรือ?”
หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยเมย ทำให้สีหน้าไม่พอใจของน่าหลันซยงกลายเป็แข็งทื่อ หลินเฟิงคงไม่คิดจะตัดแขนของเขาอีกคนหรอกนะ?
ตำหนักเ้าเมืองในตอนนี้ถูกล้อมรอบด้วยกองกำลังทหารม้าโลหิต ขอแค่หลินเฟิงออกคำสั่ง ตำหนักเ้าเมืองน่าหลันคงถูกทำลายลงในพริบตาเป็แน่
น่าหลันซยงเชื่อมั่นในตัวของตู๋กูเสี่ยว ทำให้เขากล้าบอกให้หลินเฟิงมาขอรับผิดที่นี่
เขาได้บอกให้ผู้บัญชาการกองกำลังทหารม้าโลหิตมาขอรับผิดที่นี่? แน่นอนว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็เพราะน่าหลันซยงเชื่อฟังคำพูดของตู๋กูเสี่ยวมากเกินไป นอกจากนี้เขายังหลงระเริงในอำนาจของตระกูลขุนนางใหญ่อีก
อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่คิดว่าผู้บัญชาการคนนี้ จะกล้าตัดแขนของตู๋กูเสี่ยวที่มีตระกูลยิ่งใหญ่คอยหนุนหลังจริงๆ
“เ้าเป็ใครกัน?”
ตู๋กูเสี่ยวกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า สายตาของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหารยามที่จ้องมองหลินเฟิง เขาอยากจะฉีกร่างของหลินเฟิงออกเป็ชิ้นๆ
“ข้าคือตู๋กูเสี่ยวแห่งตระกูลตู๋กู ตระกูลของข้าเป็ถึงขุนนางใหญ่ในเมืองหลวง เ้ากล้าตัดแขนของข้าเช่นนี้เชียวหรือ?”
“เ้าต้องไม่ได้ตายดี!” น่าหลันเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย ขณะที่จ้องมองหลินเฟิงด้วยสายตาแข็งกร้าว
“ตระกูลตู๋กู” ขุนนางใหญ่? หึ ข้ารู้เื่นี้อยู่แล้ว” หลินเฟิงกล่าวอย่างเฉยเมย ดวงตาของเขาฉายแววเยาะเย้ยขึ้นมา ขณะที่กวาดสายตามองตู๋กูเสี่ยวแล้วกล่าวว่า “เ้ากับตู๋กูซางมีความเกี่ยวข้องกันยังไง?”
“ฮะ?” ตู๋กูเสี่ยวรู้สึกประหลาดใจและจ้องมองหลินเฟิง “เขาเป็พี่ชายข้า หากเ้ารู้เช่นนี้แล้ว เ้ายังกล้าตัดแขนของข้าอีกหรือ?”
ในตอนนี้าแของเขาสาหัสมาก ทำให้ร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความเ็ป
“พี่ชายของเ้า? พวกเ้าทั้งคู่เหมือนกันอย่างกับแกะ นอกจากจะตาไร้แววแล้ว ยังปัญญาอ่อนเหมือนกันอีก”
หลินเฟิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “พี่ชายเ้าไม่ได้บอกเ้าหรือ? ว่าไม่นานมานี้… ข้าเพิ่งตบเขาจนหน้าคว่ำ และทำให้เขาคุกเข่าต่อหน้าข้าที่สำนักเทียนอี้?”
ร่างของตู๋กู่เสี่ยวพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง และจ้องมองหลินเฟิงด้วยแววตาตกตะลึง
เป็เขา… ที่แท้ก็คือเขา!
เขาเพิ่งทราบข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า... มีผู้บัญชาการทหารโลหิตคนหนึ่งได้รับเมืองหยางโจวเป็ศักดินาของตัวเอง บ้าเอ๊ย! เขาควรจะนึกได้ว่าผู้บัญชาการคนนั้นก็คือเขา!!!
กองกำลังทหารม้าโลหิตที่ควรอยู่ในเมืองต้วนเริ่น จู่ๆ ก็มาปรากฏตัวขึ้นที่เมืองหยางโจว ตอนนี้เขาตระหนักได้ว่ากองกำลังทหารม้าโลหิตจะไม่กลับไปที่เมืองต้วนเริ่น แต่จะติดตามผู้บัญชาการมาอยู่ที่เมืองหยางโจวแทน
หลินเฟิงได้วางกับดักเผาเมืองและช่วยเหลือองค์หญิงถึงถิ่นศัตรู อีกทั้งยังบุกเข้าไปในเมืองหลวงเพื่อช่วยเหลือหลิ่วชั่งหลันจากการถูกปะา และสังหารลูกชายของต้วนเทียนหลางต่อหน้าเขา สุดท้ายเขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้กลายเป็ผู้บัญชาการ และได้รับเมืองหยางโจวเป็ศักดินา
หลินเฟิงได้กลายเป็ตำนานของเมืองหลวง หลินเฟิงเป็คนที่มีความกล้าหาญ เขาไม่หวาดกลัวต้วนเทียนหลางและยังสังหารลูกชายของเขาเสียด้วยซ้ำ แล้วอย่างนี้จะมีอะไรที่ทำให้หลินเฟิงหวาดหวั่นได้อีก?
ใบหน้าของตู๋กูเสี่ยวกลายเป็ซีดขาว ต่อให้ตระกูลของเขาเป็ถึงขุนนางใหญ่ ก็ยังไม่กล้าเข้าไปขัดขวางคนคนนี้
ฝูงชนมองหลินเฟิงอย่างประหลาดใจ ชายคนนี้ได้ตบหน้าพี่ชายของตู๋กู่เสี่ยว? และยังบังคับให้เขาคุกเข่าต่อหน้าอีก?
เขาคนนี้คือใครกัน? ช่างเป็คนที่บ้าบิ่นอย่างแท้จริง เขาไม่กลัวการเผชิญหน้ากับตระกูลตู๋กูเลยหรือ?
น่าหลันเฟิงและน่าหลันซยงนั้น เมื่อเห็นตู๋กูเสี่ยวนิ่งเงียบไปพวกเขาก็เริ่มตัวสั่นเพราะความหวาดกลัว
ถ้าเขายังนิ่งเงียบเช่นนี้ หมายความว่าสิ่งที่หลินเฟิงพูดไปทั้งหมดล้วนเป็ความจริง พี่ชายของเขาถูกหลินเฟิงตบหน้าจริงๆ มิหนำซ้ำยังทำให้เขาคุกเข่าเพื่อขอโทษอีก
“เขาคือใครกันแน่?”
น่าหลันเฟิงกระซิบถาม ทว่าตู๋กูเสี่ยวกลับไม่สนใจนาง บนใบหน้าของเขาเพียงปรากฏรอยยิ้มประหลาดขึ้นมาแทน
“ดี… ดีจริงๆ...”
จิตใจของตู๋กูเสี่ยวแทบกลายเป็บ้าคลั่ง เพราะไม่สามารถทำอะไรหลินเฟิงได้ เขาไม่แข็งแกร่งพอที่จะต่อสู้กับเขา และเขาไม่้าให้ตระกูลตู๋กูเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แม้แต่พี่ชายของเขายังได้รับความอัปยศจากมัน แล้วจะมีอะไรที่เขาทำได้อีกกัน?
แม้แต่พี่ชายของเขาที่เป็อัจฉริยะยังถูกทุบตี และตอนนี้เขาก็เสียแขนไปแล้ว เื่นี้จะไม่ให้เขาคลั่งก็คงเป็ไปไม่ได้ “ผู้บัญชาการกองกำลังทหารม้าโลหิตเป็คนที่น่าหวาดกลัวจริงๆ”
“คนที่สามารถควบคุมทหารได้เป็หมื่นๆ คงไม่ใช่ลูกพลับนิ่มหรอก แล้วดูเหมือนว่าตู๋กูเสี่ยวจะรู้ว่าเขาเป็ใคร แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่กล้าแสดงท่าทียั่วยุแต่อย่างใด”
เมื่อฝูงชนเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของตู๋กู่เสี่ยวแล้ว ในใจก็ลอบคิดว่า ตระกูลน่าหลันถึงคราวจบสิ้นแล้ว
ก่อนหน้านี้ตู๋กู่เสี่ยวยังแสดงท่าทางโอหัง หลังจากถูกตัดแขนไปข้างหนึ่งจึงไม่กล้าพูดอะไรอีก ตระกูลน่าหลันได้ล่วงเกินคนที่ไม่สมควรล่วงเกินแล้ว
ขอรับผิด?
ขณะนี้หลินเฟิงก็อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว แต่พวกเขาจะกล้าบอกให้หลินเฟิงขอรับผิดอยู่ไหมล่ะ?
“น่าหลันซยง ข้าได้รับการแต่งตั้งจากราชวงศ์ให้เป็ผู้บัญชาการกองกำลังทหารม้าโลหิตและได้รับเมืองหยางโจวเป็ศักดินา แต่เ้าที่ดำรงตำแหน่งเ้าเมืองกลับสั่งให้ข้าไสหัวมาขอรับผิด หึ! บังอาจนัก!!!” หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ทำให้หัวใจของทุกคนเต้นไม่เป็ระส่ำ
“ข้าควรลงโทษเ้ายังไงดี?”
จบคำถามของหลินเฟิง น่าหลันซยงก็พลันตัวสั่นขึ้นมา ได้รับเมืองหยางโจวเป็ศักดินา ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง เขามาที่นี่เพื่อมารับศักดินาของตัวเอง แต่เขา… น่าหลันซยงกลับคิดลงโทษอีกฝ่าย และตอนนี้หลินเฟิงกำลังถามเขาว่า เขาควรลงโทษตัวเองอย่างไรดี
น่าหลันซยงยังคงนิ่งเงียบ ก่อนจะเห็นหลินเฟิงหันไปมองคนอื่นๆ แล้วถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “พวกเ้าบอกมาสิว่า น่าหลันซยงสมควรถูกลงโทษยังไงดี?”
ฝูงชนพากันตัวสั่นขึ้นมา เมื่อเห็นสายตาเ็าของหลินเฟิง
“คนที่พูดเป็คนสุดท้ายจะต้องตาย”
เมื่อหลินเฟิงกล่าวจบ ทันใดนั้นทุกคนต่างก็แย่งกันพูดขึ้นมาว่า “น่าหลันซยงก่อฏ! เขาสมควรตาย!”
เมื่อน่าหลันซยงได้ยินประโยคนี้ ใบหน้าของเขาพลันกระตุกขึ้นมา เขาจ้องเขม็งไปที่คนคนนั้นอย่างชั่วร้าย คนพวกนั้นเมื่อไม่นานมานี้ยังพูดจาประจบเขาอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับแหกปากบอกว่าเขาสมควรตาย ไอ้สารเลว!
“ใช่แล้ว น่าหลันซยงสมควรตาย! เขาจะต้องตาย!”
“ใช่ เ้าพูดถูก ฆ่าเขาซะ!”
ทุกคนที่นี่ต่างแย่งกันพูด หากพูดเป็คนสุดท้ายพวกเขาจะต้องตาย ดวงตาภายใต้หน้ากากพลันเปล่งประกายด้วยรอยยิ้ม ก่อนหันกลับมามองน่าหลันซยงแล้วกล่าวว่า “เ้าได้ยินไหม? ทุกคนต่างพูดว่าเ้าสมควรตาย”
จิตสังหารได้กระจายออกจากร่างของหลินเฟิง น่าหลันซยงจ้องมองหลินเฟิงอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย
“ข้ารู้จักเ้า เ้าเป็ใครกันแน่?” น่าหลันซยงกล่าวกับหลินเฟิง สัญชาตญาณในร่างของเขามันร่ำร้องว่า หลินเฟิงกำลังพุ่งเป้ามาที่เขา
“เ้าอยากรู้ว่าข้าเป็ใครอย่างนั้นหรือ?” ดวงตาที่เคยสงบนิ่งพลันทอประกายเ็า ก่อนกล่าวถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ข้าอยากรู้” น่าหลันซยงกล่าวขณะพยักหน้า เป็เขาอยากรู้มากว่าเป็ใคร
“ได้ งั้นดูให้ชัดๆ”
หลินเฟิงหัวเราะเบาๆ ขณะยกมือไปจับที่หน้ากากแล้วค่อยๆ เลิกมันขึ้น ใบหน้าที่หล่อเหลาเผยสู่ดวงตาของน่าหลันซยงและทุกคน
วินาทีนั้น ทั่วบริเวณก็กลายเป็เงียบสงัดไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ!