หลังจากที่ทูลลาฮองเฮา เยวี่ยเจาหรานก็ไม่รั้งอยู่ในวังนานนัก เขาแยกกับนางกำนัลแล้วขึ้นรถม้ากลับบ้านอย่างรวดเร็ว ชุ่ยเชี่ยวเห็นท่าทีเ้านายของตนดูไม่ค่อยดี แต่นางเข้าใจว่าในวังกำแพงมีหูประตูมีช่อง ไม่อาจพูดซี้ซั้วได้ ไม่เช่นนั้นอาจจะสร้างปัญหาไม่น้อยให้กับเยวี่ยเจาหราน จึงได้แต่รอให้รถม้าเคลื่อนตัวออกไป ถึงกล้าเอ่ยปากถาม
“คุณชาย เหตุใดสีหน้าดูไม่ดีเลยเ้าคะ ฮองเฮาไม่ยอมรับคำขอของท่านหรือ?”
ชุ่ยเชี่ยวยกมือขึ้นปิดม่านหน้าต่างรถม้าให้เยวี่ยเจาหราน พร้อมกับขยับเข้าไปใกล้ เมื่อเห็นท่าทีของเยวี่ยเจาหรานก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
เยวี่ยเจาหรานนั้นส่ายหน้าไปมา แต่บนสีหน้ากลับทวีความเคร่งเครียดจริงจังมากขึ้น น้ำเสียงก็เรียบนิ่ง “ฮองเฮาไม่ได้ทำให้ข้าลำบากอะไรนักหรอก ทรงตรัสว่าพรุ่งนี้จะส่งราชโองการไปที่จวนเยี่ยน ให้ข้าไปงานล่าสัตว์...”
“เช่นนั้นท่านยังกังวลอะไรอยู่เล่าเ้าคะ นี่มันไม่ใช่เื่ดีหรอกหรือ... บ่าวจะกลับไปช่วยท่านเตรียมของที่จำเป็ในงานล่าสัตว์นะเ้าคะ” ความกลัดกลุ้มในแววตาของชุ่ยเชี่ยวพลันสลายไป จากนั้นจึงกลายเป็ความเบิกบานยินดี แต่เยวี่ยเจาหรานกลับส่ายหน้าอีกครั้ง เขาเอ่ยต่อ “น่ากลัวว่าเื่มันจะไม่ง่ายขนาดนั้น แม้ว่ายามนี้เยี่ยนอวิ๋นเฟยจะยังไม่ได้รับตำแหน่ง แต่ว่า... แต่ข้าเห็นว่าฮองเฮาก็ไม่ได้ไว้วางใจเขาถึงขนาดนั้น”
แม้ว่าคำพูดของเยวี่ยเจาหรานจะเข้าหูชุ่ยเชี่ยวอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ชุ่ยเชี่ยวกลับไม่เข้าใจคำพูดอ้อมค้อมที่อยู่ในนั้นเลย นางเพียงขมวดคิ้วอีกครั้ง แล้วถามขึ้นอย่างเซ่อซ่า “คำพูดของท่านหมายความว่าอะไรหรือเ้าคะ... หรือว่าคุณชายเยี่ยนกำลังจะมีปัญหา? คงจะไม่ลำบากมาถึงท่านใช่หรือไม่! ไม่ได้การ... ต้องบอกนายท่านกับฮูหยิน ให้พวกเขาคิดหาวิธีรับตัวท่านกลับไปก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกทีดีหรือไม่เ้าคะ?”
“ไม่จำเป็” เยวี่ยเจาหรานเองก็รู้ว่าคำพูดเหล่านี้ของตนพูดกับชุ่ยเชี่ยวไปก็ไม่มีประโยชน์ กลับกันมีแต่จะทำให้ชุ่ยเชี่ยวว้าวุ่นใจเท่านั้น ถึงอย่างไรเื่ที่อาจแปรผันไปมาอย่างไม่อาจคาดเดาเหล่านี้ ก็มักจะเกิดขึ้นโดยไม่มีใครรู้ตัว แม้จะอยากป้องกันหลบหลีก แต่มันง่ายดายอย่างที่ชุ่ยเชี่ยวคิดที่ไหนกัน
ยิ่งกว่านั้นด้วยความคิดที่รอบคอบกว้างไกลของฮองเฮา นางคงจะไม่ได้กำลังเตือนให้ตนเร่งเคลื่อนไหวเพื่อรับมือกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเป็แน่ สถานะและความเคลื่อนไหวของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วในตอนนี้ ยังห่างไกลที่จะกระทบกระเทือนต่อตำแหน่งและรากฐานของฮองเฮานัก
เมื่อเป็เช่นนี้แล้ว หากฮองเฮารีบร้อนลงมือกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วละก็ น่ากลัวว่าคงจะเป็ความคิดไม่เข้าท่าที่ได้ไม่คุ้มเสีย
เยวี่ยเจาหรานแต่เดิมคิดจะหลับตาพักผ่อนสมองสักหน่อย รอจนกลับไปถึงจวนแล้วค่อยคิดกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอย่างละเอียดรอบคอบอีกทีว่าควรจะรับมืออย่างไรดี แต่เมื่อเห็นสีหน้าเป็กังวลของชุ่ยเชี่ยว เยวี่ยเจาหรานอดใจอ่อนไม่ได้ เขายกมือขึ้นลูบหัวของชุ่ยเชี่ยว แล้วจึงเอ่ยขึ้น “เ้าจะกังวลไปด้วยทำไมกัน ไม่เป็ไรหรอก บางทีข้าอาจจะคิดมากไปเองเท่านั้น ฮองเฮาเพียงพูดเล่นหยอกล้อกับข้าน่ะ”
“จริงหรือเ้าคะ?” ชุ่ยเชี่ยวน้อยที่ถูกมือใหญ่ลูบหัว สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปอย่างมาก เผยความกังวลมากมายในใจออกมาแทบหมดสิ้น ทำให้เยวี่ยเจาหรานดีใจอย่างยิ่งที่ตนไม่ได้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงในใจออกมาทั้งหมด ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าหลังจากนี้สาวใช้ตัวน้อยผู้นี้จะยังรอตนอย่างมีเหตุมีผลได้แค่ไหน
เยวี่ยเจาหรานที่ได้รับคำถามพยักหน้า ท่าทางเคร่งขรึมเอาจริงเอาจัง เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ตนเอ่ยล้วนเป็ความจริงอีกครั้ง เมื่อนั้นจึงทำให้ชุ่ยเชี่ยวนั่งรถม้าครวญเพลงไปอย่างสบายใจขึ้นมา ท่าทีของนางยังเพิ่มความภาคภูมิใจขึ้นมาไม่น้อยอีกด้วย
“เช่นนั้นก็ดีเลย! ข้านึกว่าคุณชายเยี่ยนกำลังจะเกิดปัญหาเสียอีกเ้าค่ะ!”
ทันใดนั้นชุ่ยเชี่ยวที่กำลังครวญเพลงก็เอ่ยขึ้นมาเช่นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ในคำพูดเผยความลำพองใจออกมาอย่างเต็มที่ แต่ก็ทำให้เยวี่ยเจาหรานที่หลับตาพักผ่อนทำสมาธิไปแล้วในยามนี้สะดุ้งตามไปด้วย หากเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วสามารถรับมือกับเื่นี้ได้อย่างดี ก็ย่อมไม่เกิดปัญหาแน่นอน แต่หากรับมือได้ไม่เหมาะสม บางทีฮองเฮาก็อาจจะเกิดความระแวงขึ้นมาจริงๆ ก็ได้…
น่ากลัวว่าวันคืนแสนสุขของคนไร้ตัวตนเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วผู้นั้นคงจะมาถึงทางตันแล้ว
คิดไปคิดมาก็ยังไม่มีคำตอบ เยวี่ยเจาหรานจึงได้แต่ปิดตาแกล้งหลับต่อไป แต่ในใจกลับเอาคำพูดที่ฮองเฮาพูดในตำหนักเมื่อครู่นี้มาครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง จากนั้นถึงค่อยๆ สงบใจขึ้นมาได้เล็กน้อย
รถม้าแล่นไปอย่างโคลงเคลง ยามที่มาถึงประตูใหญ่ของจวนเยี่ยนก็เป็เวลาพลบค่ำแล้ว โคมไฟสลัวแขวนอยู่้าประตูจวนเยี่ยน โยกไหวเบาๆ ไปตามแรงลม ในใจของเยวี่ยเจาหรานเก็บงำเื่ราวเอาไว้ ในเวลานั้นคิดเพียงอยากรีบไปเจอกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเร็วๆ แล้วบอกเื่ในวันนี้ให้นางฟัง เพื่อไม่ให้วันใดยามเมื่อมรสุมจะมา แล้วไม่อาจต้านทานสายลมอันบ้าคลั่งได้ ตื่นตระหนกดั่งฟ้าถล่มดินทลาย
“คุณช... คุณหนู!” ยังไม่ทันที่ชุ่ยเชี่ยวจะรู้สึกตัว เยวี่ยเจาหรานรีบสาวเท้าวิ่งเข้าจวนไปอย่างเร่งร้อน ชุ่ยเชี่ยวตะลึงงันพลันร้องเรียกขึ้นมาอย่างสับสนงุนงง แล้วทำได้เพียงบ่นพึมพำกับตัวเอง “ถึงบ้านแล้วยังจะวิ่งอะไรอีก... นี่เขาคงจะหิวมากจริงๆ สินะ?”
พูดจบนางก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก แล้วรีบให้คนอื่นเร่งจัดการเก็บข้าวของทั้งหมด
ทางด้านของเยวี่ยเจาหรานนั้นวิ่งตัวปลิวมุ่งไปยังห้องของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว เพียงผลักประตูเขาก็มองเห็นเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกำลังกินเมล็ดแตงแกรกๆ เหมือนกับหนูตัวน้อยตัวหนึ่งอยู่พอดี เมื่อได้ยินเสียงของเยวี่ยเจาหรานก็พลันตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอาเมล็ดแตงซ่อนไว้ข้างหลัง ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นอย่างอึ้งๆ “เป็เ้านี่เอง ข้านึกว่าเป็ท่านแม่มาตรวจสอบกะทันหันเสียอีก นางบอกว่ากินเมล็ดแตงเยอะๆ แล้วจะร้อนใน”
“อย่ามัวแต่กินเมล็ดแตงเลยน่า!” เยวี่ยเจาหรานดึงเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเข้ามา ทั้งสองนั่งประจันหน้ากัน แล้วเขาจึงเล่าเื่ในตำหนักฮองเฮาในวันนี้ให้กับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเื่เล็กใหญ่ เรียกได้ว่าเอาจริงเอาจังอย่างยิ่ง
แต่ฝ่ายเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วน่ะหรือ? นางไม่ได้สังเกตถึงความอันตรายของเื่นี้เลยแม้แต่น้อย ยังคงเกาหัวด้วยสีหน้าสับสนงุนงงโดยไม่เข้าใจอะไรเลย ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างทึ่มทื่อ “แล้ว… แล้วอย่างไรต่อล่ะ?”
......
ปฏิกิริยาของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วทำให้เยวี่ยเจาหรานขัดใจอย่างยิ่ง เขาทาบหลังมือลงบนหน้าผากของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว เย็นเฉียบ ก็ไม่ได้มีไข้นี่นา แล้วเหตุแม้แต่ความหมายในคำพูดของตนก็ยังฟังไม่ออกกันเล่า?!
“ข้าหมายความว่า ฮองเฮาเริ่มระแวดระวังเ้าแล้วอย่างไรเล่า!” เยวี่ยเจาหรานถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเล่าคำพูดการกระทำและอากัปกิริยาที่เกิดขึ้นในตำหนักฮองเฮาในวันนี้ให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วฟังอย่างไม่ขาดตกบกพร่องอีกครั้ง พยายามใช้การสอนแบบยัดอาหารลงคอเป็ด [1] ทำให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเข้าใจความหมายของตน
แต่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็นับว่าเป็เป็ดตัวหนึ่ง แถมยังเป็เป็ดตัวที่ลำคออุดตันอย่างหนัก ยัดอย่างไรก็ยัดไม่เข้า…
“ฮองเฮาระแวงข้าไปทำไมกัน? ข้าไม่ใช่องค์ชายองค์หญิงเสียหน่อย ทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อตำแหน่งรัชทายาทของลูกชายนางด้วย... ฮองเฮามีเวลาว่างมากขนาดมายุ่งกับข้าที่ไหนกัน...”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วโยนเมล็ดแตงเข้าปากไปอีกเม็ดด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง พร้อมกับเสียงกรอบแกรบนั้น ทั้งคายเปลือกและกลืนเนื้อข้างใน ครบกระบวนอย่างเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ “ยังจะมาว่าข้ามีไข้อีก ข้าว่าเ้าต่างหากที่มีไข้จนสมองเพี้ยนไปแล้วน่ะ ไม่เป็ไร กินของเย็นน้อยๆ นอนพักผ่อนให้มาก ไม่ว่าโรคอะไรก็รับรองว่าบรรเทาลงแน่...”
“ทำไมเ้ายังไม่เข้าใจอีก? ฮองเฮาทรงกลัวว่าการไปงานล่าสัตว์ครั้งนี้ของเ้ามีอุบาย จะหาพรรคพวกสมคบกับขุนนางในราชสำนัก ที่พาข้าไปด้วยก็เพื่อให้สะดวกในการเคลื่อนไหวภายใน ให้ข้าผูกสัมพันธ์อันดีกับเหล่าภรรยาขุนนางพวกนั้นเพื่อปูทางให้กับตำแหน่งหน้าที่ในภายภาคหน้าของเ้า!”
หลังจากเยวี่ยเจาหรานพูดเตือนแล้วเตือนอีกด้วยความหวังดี ในที่สุดเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็วางเมล็ดแตงในมือลง อีกทั้งขมวดคิ้วมุ่น แต่ยามเอ่ยคำพูดออกมาก็ยังคงทำให้เยวี่ยเจาหรานอดกลอกตาไม่ได้
“ฮอง… ฮองเฮาไม่อยากให้ข้าไปงานล่าสัตว์หรือ?!”
เชิงอรรถ
[1] การสอนแบบยัดอาหารลงคอเป็ด (填鸭式教育) คือ การสอนแบบยัดเยียดความรู้
