ตอนที่ 2 อสุราร้อยอสูรคำราม
เส้นทางสู่เมืองหลัวเฟิงมิได้โรยด้วยกลีบบุปผาหากแต่โรยด้วยฝุ่นดินและก้อนกรวด ที่พร้อมจะบาดเท้าของผู้สัญจรที่ไร้ยานพาหนะ เยว์เอ๋อร์ในอาภรณ์สีมอซอที่ผ่านการ ปะชุนมานับครั้งไม่ถ้วน ประคองพิณกู่ฉินแนบกายราวกับเป็ส่วนหนึ่งของชีวิต ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอ ทุกย่างก้าวคือการเดิมพัน ทุกการหายใจคือความหวัง
แสงแดดยามบ่ายเริ่มอ่อนแรงลง ทอดเงาของต้นไม้ริมทางยาวเหยียดราวกับแขนของ อสูรกายที่พยายามจะฉุดรั้งนางไว้ ในป่าลึก ความเงียบสงัดรอบกายน่าอึดอัด มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวและเสียงใบไม้ไหวเสียดสีกันเท่านั้นที่ดังเป็เพื่อน
เยว์เอ๋อร์มิใช่ไม่หวาดกลัว นางคือเด็กสาวอายุสิบหกที่เดินทางตามลำพังเป็ครั้งแรก ในชีวิต แต่ทุกครั้งที่ความกลัวเริ่มเกาะกุมหัวใจ ภาพใบหน้าซีดเซียวของมารดาและ แววตาที่รอคอยของน้องชายก็จะปรากฏขึ้น ขับไล่ความอ่อนแอออกไปจนหมดสิ้น
[ระบบกำลังคำนวณ... จากสภาพร่างกายของโฮสต์ ท่านสามารถเดินทางได้อีก 2 ชั่วยาม (4 ชั่วโมง) ก่อนที่พลังงานจะลดต่ำกว่าระดับปลอดภัย]
เสียงราบเรียบของระบบดังขึ้นในหัว มันเป็เพื่อนเดินทางที่แปลกประหลาด แต่ก็ทำให้นางรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง
"ข้าต้องไปให้ถึงก่อนค่ำ" นางบอกกับตัวเอง กระชับพิณในอ้อมแขนให้แน่นขึ้น "ที่นั่นคือความหวังเดียวของข้า"
ทว่า์ดูเหมือนจะยังคงทดสอบนางไม่เลิกรา ขณะที่นางกำลังจะเดินพ้นแนวป่า ทึบเบื้องหน้า เสียงหัวเราะหยาบช้าและน่ารังเกียจก็ดังขึ้นจากด้านข้าง พร้อมกับร่างของบุรุษฉกรรจ์สามคนในชุดผ้าเนื้อหยาบที่ก้าวออกมาจากพุ่มไม้ ขวางทางนางไว้
"โฮ่! ดูสิว่าเราเจออะไรเข้า ลูกแกะน้อยหลงทางหรือนี่?" ชายผู้เป็หัวหน้าซึ่งมีรอยแผลเป็พาดผ่านดวงตาข้างหนึ่งเอ่ยขึ้น พร้อมกับแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างน่าขยะแขยงสายตาของมันกวาดมองเยว์เอ๋อร์ั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่พิณกู่ฉินในอ้อมแขนของนาง
"ดูท่านางจะยากจนข้นแค้น แต่พิณในมือนั่น... ดูเหมือนจะเป็ของดีทีเดียวนะ พี่เสือดาว" ชายอีกคนพูดเสริม ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น
หัวใจของเยว์เอ๋อร์หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม นางกอดพิณแน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ ก้าวถอยหลังอย่างระแวดระวัง "พวกท่าน... ้าอะไร?"
"้าอะไร?" เ้าคนที่ชื่อเสือดาวหัวเราะลั่น "คำถามโง่ๆ! เด็กสาวเดินทางตัวคนเดียวในป่าเปลี่ยวเช่นนี้ คิดว่าพวกข้าเป็บัณฑิตมาเดินชมจันทร์รึอย่างไร?"
"ส่งพิณนั่นมา... แล้วก็ของมีค่าทั้งหมดที่เ้ามีซะ!" สมุนคนที่สามตวาดลั่น "แล้วพวกข้าอาจจะเมตตาปล่อยให้เ้าไปแต่โดยดี... แค่ร่างกายอาจจะบอบช้ำสัก หน่อย!"
สิ้นเสียงหัวเราะครืนใหญ่ก็ตามมา คำพูดของพวกมันแทงลึกลงไปในศักดิ์ศรีของนาง เยว์เอ๋อร์ตัวสั่นเทาไม่ใช่เพราะความกลัวเพียงอย่างเดียวแต่เป็เพราะความโกรธที่พลุ่งพล่านขึ้นมาด้วย พิณตัวนี้... คือมรดกชิ้นสุดท้ายของบิดา คือจิติญญาของครอบครัว และตอนนี้... มันคืออาวุธและความหวังเดียว ที่จะช่วยชีวิตมารดา นางจะยอมเสียมัน ไปไม่ได้เด็ดขาด!
"ไม่มีทาง!" นางตอบเสียงกร้าว ดวงตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้ลุกโชนด้วยไฟแห่งการต่อต้าน "ต่อให้ข้าต้องตายอยู่ตรงนี้ ก็จะไม่มีวันมอบให้พวกเ้า!"
"ปากดีนักนะนังหนู!" พี่เสือดาวแยกเขี้ยว "ดูเหมือนเ้าจะยังไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา! จับตัวมัน!"
สมุนสองคนพุ่งเข้ามาจากสองทิศทาง เยว์เอ๋อร์กรีดร้องในใจอย่างตื่นตระหนก แต่ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตายนั้นเอง เสียงของระบบก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
[ตรวจพบภัยคุกคามถึงชีวิต!]
[กำลังเปิดโหมดต่อสู้ฉุกเฉิน]
[ท่านได้รับตำราเพลงชั่วคราว: "อสุราร้อยอสูรคำราม"]
[รายละเอียด: บทเพลงจู่โจมด้วยคลื่นเสียง สร้างภาพมายาแห่งความหวาดกลัวและโจมตีโสตประสาทของศัตรูโดยตรง]
[คำเตือน: การใช้เพลงนี้จะสูบฉีดพลังงานของโฮสต์อย่างมหาศาล โปรดใช้อย่างระมัดระวัง!]
ไม่มีเวลาให้ลังเลอีกต่อไป! เยว์เอ๋อร์ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างรวดเร็ว วางพิณลงบนตักในท่วงท่าที่มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ นางสูดหายใจลึก ขับไล่ความกลัวออกไปจนสิ้นเหลือไว้เพียงเจตจำนงอันแรงกล้าที่จะปกป้องและเอา ชีวิตรอด! เธอนั่งนิ่งตั้งสมาธิ
สมุนสองคนชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นท่าทีแปลกประหลาดของนาง "นังนี่มันจะทำอะไรของมัน? จะตายอยู่แล้ว ยังจะมาเล่นดนตรีกล่อมพวกเราอีกรึ?"
“คงอยากจะเล่นดนตรีเป็ครั้งสุดท้ายกระมัง ฮ่า ฮ่า ฮ่า” สมุนอีกคนรีบเสริม
พี่เสือดาวขมวดคิ้ว "อย่าไปสนใจมัน! แค่เด็กบ้าๆ คนหนึ่ง จัดการมันซะ!"
แต่ช้าไปแล้ว...
แคร๊งงงง!
ปลายนิ้วของเยว์เอ๋อร์กรีดลงบนสายพิณ เสียงที่ดังออกมามิใช่ท่วงทำนองที่ไพเราะ หากแต่มันคือเสียงกรีดแหลมบาดแก้วหูราวกับเสียงร้องของปีศาจ! คลื่นเสียงที่มองไม่เห็นะเิออกไปรอบทิศทางปะทะร่างของสมุนสองคนที่กำลัง พุ่งเข้ามาจนเซถอยหลังไปคนละก้าว
"โอ๊ย! เสียงบ้าอะไรวะ!"
พวกมันยกมือขึ้นอุดหูด้วยความเ็ป แต่เยว์เอ๋อร์ไม่เปิดโอกาสให้พวกมันได้ตั้งตัว นิ้วทั้งสิบของนางร่ายรำอยู่บนสายพิณอย่างบ้าคลั่ง ท่วงทำนองที่แปลกประหลาดและ น่าขนลุกดังกระหึ่มไปทั่วอาณาบริเวณ
กรรรร!
เสียงพิณแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้มันทุ้มต่ำและสั่นะเืราวกับเสียงคำราม ของสัตว์ร้ายร้อยตัวที่ดังขึ้นพร้อมกัน! บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นเยียบลงอย่างน่า ประหลาดเงาของต้นไม้เริ่มบิดเบี้ยวราวกับมีชีวิตพวกอันธพาลทั้งสามเบิกตากว้างด้วยความตก ตะลึง เมื่อเห็นเงาดำทะมึนของอสูรร้ายนานาชนิดก่อตัวขึ้นจากเงาไม้รอบๆ ตัวพวกมัน ทั้งพยัคฆ์เขี้ยวดาบ หมาป่าตาแดงก่ำ อสรพิษั์... พวกมันคือภาพมายาที่เกิดจากพลังเสียง แต่ความน่าสะพรึงกลัวนั้นสมจริงจนแทบ จะทำให้หัวใจหยุดเต้น!
"นะ...นั่นมันตัวอะไร!" สมุนคนหนึ่งร้องเสียงหลง ขาสั่นจนยืนแทบไม่อยู่
"ผีหลอก! นี่มันผีหลอกกลางวันแสกๆ!"
พี่เสือดาวแม้จะใจแข็งกว่าใครเพื่อน แต่ใบหน้าของมันก็ซีดเผือดไร้สีเื มันชักดาบเก่าๆ ออกมาแกว่งไปมาอย่างลนลาน "อย่าไปกลัวมัน! มันเป็แค่ภาพลวงตา! เข้าไปสับนังนั่นให้เป็ชิ้นๆ เลย!"
แม้จะปากกล้า แต่ขากลับไม่ขยับตาม เยว์เอ๋อร์เห็นดังนั้นจึงรู้ว่านี่คือโอกาสตัดสิน! นางไม่สนใจความเ็ปที่เริ่มแล่นริ้วขึ้นมาตามเส้นเอ็นอีกต่อไป นางทุ่มเทพลังสมาธิทั้งหมดลงไปที่ปลายนิ้วความรู้สึกแปลกประหลาดพลันบังเกิดขึ้น นางรู้สึกได้ถึงพลังงานที่มองไม่เห็นซึ่งกำลังไหลเวียนจาก "ระบบ" ผ่านร่างกายของนางมารวมกันอยู่ที่ปลายนิ้วทั้งสิบ มันหนักหน่วง... ร้อนแรง... และแหลมคมราวกับกำลังจับดาบนับพันเล่มที่ก่อตัวขึ้นจากอากาศธาตุ!
นี่ไม่ใช่การดีดพิณอีกต่อไปแล้ว... แต่มันคือการซัดอาวุธสังหาร!
"จงสลายไปซะ!" นางะโลั่นเพื่อปลดปล่อยพลังทั้งหมดที่อัดอั้นอยู่!
เปรี้ยงงงงงง!
นางกรีดนิ้วลงบนสายพิณเส้นสุดท้ายอย่างสุดแรงเกิด! เสียงนั้นดังสนั่นราวกับสายฟ้าฟาด คลื่นเสียงอัดกระแทกอย่างรุนแรงจนพื้นดินสั่น ะเื! พลังงานที่รวมตัวอยู่ที่ปลายนิ้วถูกปลดปล่อยออกไปในพริบตา กลายเป็หอกคลื่นเสียงที่มองไม่เห็นนับร้อยนับพันพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของอันธพาลทั้งสามพร้อมกัน!
"อ๊ากกกกก!"
พวกมันทั้งสามกรีดร้องออกมาอย่างน่าเวทนาร่างกายถูกพลังเสียงซัดกระเด็นไปคนละทิศละทางราวกับว่าวสายป่านขาด บางคนหูมีเืไหลซิบ บางคนตาเหลือกขาวและหมดสติไปทันที พี่เสือดาวที่แข็งแกร่งที่สุดกระอักเืออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะพยายามยันกายลุกขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด มันมองเยว์เอ๋อร์ราวกับเห็นภูตผีปีศาจจริงๆ
"นาง... นางมาร! เ้าเป็นางมาร!"
มันไม่กล้าอยู่อีกต่อไป ทิ้งดาบและลูกน้องที่นอนสลบไสลเผ่นหนีเข้าป่าไปอย่างไม่คิดชีวิต
เมื่อภัยอันตรายผ่านพ้นไป ความตึงเครียดที่ขึงจนสุดก็ขาดผึงลง เยว์เอ๋อร์รู้สึกราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบออกไปจากร่าง ภาพตรงหน้าหมุนคว้าง ศีรษะปวดหนึบราวกับจะะเิ นางโงนเงนก่อนจะล้มฟุบหน้าลงตรงพิณคู่ใจ สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง...
[คำเตือน! พลังงานของโฮสต์ลดต่ำกว่า 10%... กำลังเข้าสู่ภาวะสลบ]
ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับไป นางรู้สึกถึงเงาร่างของใครคนหนึ่งยืนอยู่บนกิ่งไม้ไม่ไกลจากที่นี่ เขาอยู่ในชุดสีเขียวหยก มือข้างหนึ่งถือขลุ่ยเลาโปรด... และในหูของนางแว่วเสียงทุ้มๆ ที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจว่า...
"บทเพลงที่สามารถทำให้คนขวัญแตกกระเจิงได้... ช่างน่าสนใจเสียนี่กระไร"
เมื่อเยว์เอ๋อร์ฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งแรกที่นางรู้สึกคือความอบอุ่นจากกองไฟเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆ และกลิ่นหอมของสมุนไพรที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ นางลืมตาขึ้นช้าๆ ก็พบว่าตนเองไม่ได้นอนอยู่บนพื้นดินเย็นเฉียบอีกต่อไป แต่มีเสื้อคลุมตัวนอกของใครบางคนรองศีรษะอยู่
นางรีบลุกขึ้นนั่งอย่างตื่นตระหนก กวาดตามองไปรอบๆ และเห็นพิณของนางวางอยู่อย่างปลอดภัยข้างกาย นางถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหันไปมองเ้าของเสื้อคลุม
บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกองไฟ เขากำลังใช้กิ่งไม้เขี่ยฟืนในกองไฟอย่างสบาย อารมณ์ แม้จะเห็นเพียงด้านข้าง แต่ก็ััได้ถึงกลิ่นอายที่สงบและเป็อิสระ เขาสวมชุดผ้าธรรมดาสีเขียวหยก แต่กลับดูสะอาดสะอ้านไม่เหมือนคนเดินทางทั่วไป ที่เอวของเขามีขลุ่ยไม้ไผ่สีเข้มเลาหนึ่งเหน็บอยู่
เมื่อรู้สึกถึงสายตาของนาง เขาก็หันมาใบหน้าของเขาหล่อเหลาหมดจด ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยว แต่แววตากลับฉายแววขี้เล่นและอยากรู้อยากเห็น มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มบางๆ
"ฟื้นแล้วรึ แม่นางน้อยนักพิณอสูร"
คำทักทายของเขาทำให้เยว์เอ๋อร์หน้าแดงก่ำ "ท่าน... ท่านคือ?"
"ข้ามีนามว่าเฉินเฟิงเป็แค่นักเป่าขลุ่ยพเนจรที่บังเอิญผ่านมาได้ยินเสียงดนตรีอันน่า สะท้านะเืเท่านั้น" เขาตอบพลางยื่นกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุน้ำส่งให้นาง "ดื่มเสียหน่อยเถิด เ้าเสียพลังไปมากโข"
เยว์เอ๋อร์รับมาอย่างลังเลใจ "ท่าน... เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดหรือ?"
"เห็นชัดยิ่งกว่าชมงิ้วเสียอีก" เฉินเฟิงหัวเราะเบาๆ "ต้องยอมรับว่าข้าประทับใจยิ่งนัก ไม่เคยคาดคิดว่าเสียงพิณกู่ฉินที่ควรจะสงบเยือกเย็นจะสามารถขับไล่โจรป่าได้รุนแรงถึงเพียงนั้น บทเพลงเมื่อครู่... มันชื่อว่าอะไร?"
เยว์เอ๋อร์อึกอัก นางจะบอกเขาเื่ระบบได้อย่างไร "มัน... มันเป็เพลงที่ข้าคิดขึ้นมาเพื่อป้องกันตัว"
เฉินเฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาของเขาบ่งบอกว่าไม่เชื่อ แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ "เป็เพลงป้องกันตัวที่ร้ายกาจนัก" เขามองไปทางเมืองหลัวเฟิงที่เริ่มเห็นแสงไฟรำไรอยู่ไกลๆ "เ้ากำลังจะไปที่เมืองหลัวเฟิงสินะ "คำพูดของเขา แฝงนัยของการสืบเสาะอยู่กลายๆ เยว์เอ๋อร์มองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แม้จะรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ดูลึกลับ แต่ก็ไม่รู้สึกถึงจิตสังหารหรือเจตนาร้ายใดๆ ตรงกันข้าม นางกลับรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด
นางพยักหน้าตอบ "ขอบคุณท่านเฉินเฟิง... ข้าชื่อหลิวเยว์เอ๋อร์"
"เยว์เอ๋อร์... เป็ชื่อที่ไพเราะสมกับเ้าของ" เฉินเฟิงยิ้ม รอยยิ้มของเขาดูอบอุ่นท่ามกลางความหนาวเหน็บของราตรี "เอาล่ะ พักอีกสักครู่แล้วเ้าค่อยออกเดินทางเถิด แสงสีแห่งเมืองหลัวเฟิง... และปัญหาอีกมากมาย... กำลังรอเ้าอยู่"
คำพูดของเขาราวกับมองทะลุเข้าไปในใจของนาง หลิวยเวย์เอ๋อร์รู้สึกประหลาดใจจึงเอ่ยถาม "แล้วท่านเล่า... ท่านเฉินเฟิงจะเดินทางไปที่ใดหรือเ้าคะ? ท่านไม่ได้จะไปเมืองหลัวเฟิงหรอกหรือ?"
เฉินเฟิงส่ายหน้าเบาๆ สายตาของเขาทอดมองไปยังความมืดมิดทางทิศเหนือ ไกลเกินกว่าแสงไฟของเมืองหลัวเฟิงจะส่องถึง แววตาที่เคยดูขี้เล่นเมื่อครู่ พลันฉายแววจริงจังและล้ำลึกขึ้นมาชั่วขณะ
"เมืองหลัวเฟิงเป็เพียงทางผ่านสำหรับข้า" เขาตอบเสียงเรียบ "ข้ามีเื่ด่วนที่ต้องสะสาง... ปลายทางของข้าคือชายแดนแห่ง แคว้นเป่ยหลาง ดินแดนแห่งพายุหิมะและหมาป่า"
ชื่อของแคว้นเป่ยหลางทำให้เยว์เอ๋อร์ขนลุกซู่ มันคือดินแดนรกร้างทางเหนือที่ขึ้นชื่อ เื่ความโหดร้ายและาที่ไม่เคยหยุด หย่อน เหตุใดนักดนตรีพเนจรเช่นเขาจึงต้องมุ่งหน้าไปยังสถานที่อันตรายเช่นนั้น?
เฉินเฟิงหันกลับมายิ้มให้นางอีกครั้ง ราวกับจะปัดเป่าความตึงเครียดเมื่อครู่ทิ้งไป "แต่ใครจะไปรู้... โลกของผู้บรรเลงเพลงนั้นทั้งกว้างใหญ่และคับแคบในเวลาเดียวกัน บางทีโชคชะตาอาจจะนำพาให้เราได้พบกันอีกครั้งในสถานที่ที่ไม่คาดฝันก็เป็ได้"
เขาลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าเบาๆ "ดูแลตัวเองให้ดีเถิด แม่นางน้อยนักพิณอสูร ในเมืองใหญ่... อันตรายไม่ได้มาในรูปแบบของโจรป่าเสมอไป"
พูดจบเขาก็โค้งคำนับให้นางเล็กน้อยก่อนจะหันหลังและเดินหายเข้าไปในความมืดมิดของผืนป่าอย่างเงียบเชียบและรวด เร็วราวกับเงา ทิ้งไว้เพียงความอบอุ่นจางๆ จากกองไฟและปริศนาอีกมากมาย
เยว์เอ๋อร์มองตามแผ่นหลังของเขาไปจนลับสายตา นางมองเปลวไฟที่เต้นระริกเบื้อง หน้าพลางนึกถึงภารกิจหนึ่งร้อยตำลึงที่ยังคงหนักอึ้งอยู่ในใจ การพบกับเฉินเฟิงอาจจะเป็เพียงเื่บังเอิญหรืออาจจะเป็ลิขิตจาก์ นางไม่รู้... แต่เงาหลังอันลึกลับของเขาและขลุ่ยที่เหน็บอยู่ข้างเอวนั้น ได้ทิ้งปมปริศนาอีกหนึ่งปมไว้ในใจของนาง ขณะที่นางมุ่งหน้าสู่แสงสีแห่งเมือง หลัวเฟิง... เพียงลำพัง