ถูกล้อม!
ณ สำนักงานกฎหมายเทียนอี้
หม่าต๋ากำลังนำกลุ่มลูกน้องนั่งเรียนหนังสือ ซึ่งเป็กิจวัตรที่พวกเขาต้องทำแทบทุกวัน
ตอนนี้จ้าวเทียนอี้สวมบทบาทเป็ "อาจารย์" ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขากำลังบรรยายให้กลุ่มนักเลงฟังอย่างออกรสออกชาติ โดยมีหุ่นจำลองมนุษย์วางอยู่บนโพเดียมเพื่อช่วยในการอธิบาย
“ทำยังไงให้าเ็แต่ไม่พิการ องศาและแรงที่ฟันลงไปคือหัวใจสำคัญ...”
“แบบไหนถึงจะเรียกว่าการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างคดีจริงให้พวกคุณฟัง จะได้เข้าใจง่ายขึ้น...”
“กฎหมายต้องคุยกันด้วยหลักฐาน การเก็บหลักฐานจึงสำคัญที่สุด ถ้ามีหลักฐานเราก็อยู่เหนือความพ่ายแพ้ วิธีการเก็บหลักฐานที่เป็ประโยชน์ต่อเราก็เป็ศาสตร์อย่างหนึ่ง เช่น การใช้กล้องถ่ายวิดีโอ ซึ่งมุมกล้องและเทคนิคการถ่ายนั้นสำคัญมาก...”
“........”
จ้าวเทียนอี้บนเวทียิ่งพูดยิ่งคึก ไม่รู้ทำไมการสอนคนพวกนี้ถึงทำให้เขารู้สึก "สะใจ" ขนาดนี้
หรือนี่จะเป็ความภาคภูมิใจที่ได้ดึงพวกนักเลงเข้าสู่ร่องฉลองรอยที่ถูกต้อง?
ฝั่งหม่าต๋าและลูกน้องก็ตั้งใจเรียนกันมาก แม้จะมีกฎว่าห้ามจดบันทึกในห้องเรียน แต่พวกเขาก็พยายามใช้สมองจำทุกจุดสำคัญอย่างสุดความสามารถ
“ที่แท้การตีกันมันมีชั้นเชิงขนาดนี้เลยเหรอ? เปิดหูเปิดตาจริงๆ ว่ะ!”
“รู้สึกว่ากฎหมายมันมีประโยชน์จริงๆ นะเนี่ย จู่ๆ ก็อยากสอบเป็ทนายขึ้นมาเลย ทำไงดี?”
“......”
ทว่า ในขณะที่การเรียนดำเนินไปได้ครึ่งทาง จู่ๆ มือถือของหม่าต๋าก็ดังขึ้น
ทันทีที่เขารับสาย สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันควัน เขาผุดลุกขึ้นยืนเสียงดัง
ปัง!
“อะไรนะ? มีคนกล้าแตะต้องคุณหนู? สงสัยมันจะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วมั้ง!”
“เดี๋ยวข้าจะพากันไปเดี๋ยวนี้แหละ”
เหล่านักเรียนในห้องเห็นท่าทางของหม่าต๋าต่างก็ลุกขึ้นพรึบพร้อมกัน พากันถามว่าเกิดอะไรขึ้น
“พี่หม่า เกิดอะไรขึ้นครับ? ใครกล้าแหยมกับคุณหนู?”
“พี่หม่า....”
หม่าต๋าไม่มีเวลาอธิบายมาก เขาะโลั่น: “ติดต่อทุกคนด่วน ระดมพล !!”
แม้เขาจะรู้จักกับคุณหนูได้ไม่นาน แต่จากการใช้ชีวิตร่วมกันมาหลายวัน เขาซึ้งใจในสติปัญญา วิธีการจัดการ และความเอาใจใส่ที่เธอมีให้พวกเขาเป็อย่างดี จากเดิมที่เป็เพียง "หมาจนตรอก" จนตอนนี้เริ่มมีอิทธิพล เริ่มหาเงินได้ ทั้งหมดนี้คุณหนูมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง แถมเธอยังไม่เคยขี้เหนียวและใจกว้างกับพวกเขาเสมอ
หม่าต๋าปักใจเชื่อไปแล้วว่า ชีวิตนี้จะขอติดตามคุณหนูตลอดไป
แต่ตอนนี้กลับมีคนกล้าลงมือกับเธอ นี่เป็เื่ที่ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด ถ้าคุณหนูเป็อะไรไป นอกจากเขาจะเสียใจเองแล้ว เขายังไม่รู้จะไปสู้หน้า "ลูกพี่" บน์ได้อย่างไร
“เร็ว! เร็ว! เร็ว!” หม่าต๋าแทบจะแผดเสียงะโ
ลูกน้องคนอื่นๆ ก็ไฟลนก้นไม่แพ้กัน บางคนรีบโทรศัพท์ บางคนส่งข้อความเข้ากลุ่ม บรรยากาศชุลมุนวุ่นวายไปหมด
ในชั่วพริบตา อำเภออู้สุ่ยที่เคยสงบนิ่งก็เหมือนกับน้ำที่ถูกต้มจนเดือดพล่าน
ตามร้านอินเทอร์เน็ต โต๊ะสนุกเกอร์ หรือแม้แต่คนที่กำลังส่งปลา กินข้าว นอนหลับ กลุ่มนักเลงหัวทองจำนวนมหาศาลต่างขยับเขยื้อน มุ่งหน้าไปยังจุดหมายเดียวกัน
อำเภอนี้ไม่ได้ใหญ่นัก เมื่อนักเลงนับร้อยมารวมตัวกัน ความกดดันที่แผ่ออกมานั้นมหาศาลมากจนคนเดินถนนต่างพากันหลบเลี่ยงด้วยความกลัว
“คนพวกนี้เป็ใครกันเนี่ย ทำไมเหล่านักเลงถึงมาจุ้มหัวกันเยอะขนาดนี้ ดูหน้าตาเหี้ยมเกรียมทั้งนั้น สงสัยจะไปล้างแค้นกันแน่ๆ?”
“หรือว่าอำเภอเรากำลังจะมีเื่ใหญ่เกิดขึ้น?”
“……”
หน้า KTV... ้ากำลังชุลมุนว่ายวาย
แต่ที่ชั้นล่างยังมีนักเลง 2-3 คนยืนดูต้นทาง คอยสังเกตว่าพวกพ้องมาถึงหรือยัง และคอยระวัง "คุณอาหมวก" (ตำรวจ) เพื่อส่งสัญญาณเตือน
พวกเขาไม่คิดเลยว่า คนข้างบนตั้งหลายสิบคนจะจัดการพวกกระจอกไม่กี่คนไม่ได้ เพราะพวกเขามีจำนวนเหนือกว่าอย่างท่วมท้น
หารู้ไม่ว่า นักเลงหลายสิบคนนั้นกำลังถูกชายสองคนขนาบหน้าขนาบหลัง ซัดจนถอยร่นไม่เป็ขบวน
อวิ๋นเฉิงจัดการไปได้ 4-5 คน ก่อนจะปรายตามองไปยังชายหนุ่มเสื้อเชิ้ตขาวที่อยู่ด้านหน้า
ชายคนนั้นสังเกตเห็นสายตาอวิ๋นเฉิงพอดี ทั้งคู่สบตากันครู่หนึ่ง
ไม่มีใครพูดอะไร แต่การลงมือนั้นเหี้ยมเกรียมขึ้นกว่าเดิม ราวกับว่าเมื่อเจอคู่ปรับที่เก่งกาจเหมือนกัน เลยอยากจะประลองกันว่าใครจะจัดการนักเลงได้มากกว่ากัน
“ต้านไว้! ต้านไว้! พวกแกต้านไว้สิวะ!” เฟิงโก่วกุมหัวที่เือาบเดินออกมาจากห้อง ตอนแรกเขานึกว่าเรียกคนมาเยอะขนาดนี้จะสยบชายเสื้อขาวได้แน่นอน
แต่ภาพที่เห็นกลับต่างจากที่จินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง
เขารู้สึกหลอนไปเองว่า คน 30-40 คนที่เขาเรียกมา กำลังถูกคนแค่ 2 คน "ล้อม" ไว้ ซึ่งมันดูไร้สาระมาก
แต่ความจริงอยู่ตรงหน้า โถงทางเดินที่ยาวและแคบของ KTV ทำให้นักเลงที่มีจำนวนเยอะกว่าไม่สามารถรุมได้
มีเพียงไม่กี่คนตรงหัวและท้ายเท่านั้นที่โจมตีฉู่หยางกับอวิ๋นเฉิงได้ ความกดดันจึงลดลงไปมาก
แล้วเฟิงโก่วก็ได้เห็นภาพลูกน้องที่เขาเรียกมาล้มระเนระนาดราวกับทุ่งข้าวสาลีที่ถูกเกี่ยวนั้น... มันช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ
ผ่านไปประมาณ 20 นาที ฉู่หยางกับอวิ๋นเฉิงก็มากันตรงกลางทางเดิน
ตอนนี้ตามโถงทางเดินเต็มไปด้วยคนเจ็บนอนเกลื่อนกลาด สภาพเละเทะไปหมด
“ฝีมือไม่เลวนี่นา จัดการไป 12 คน”
“นายก็ใช่ย่อยนะ ล้มไปได้ 12 คนเหมือนกัน”
“งั้นถือว่าเสมอ?”
“เสมอ!”
ทั้งคู่คุยกันหน้าตาเฉย ราวกับมองข้ามนักเลงที่เหลืออยู่ในที่นั้นไปหมด
เฟิงโก่วโกรธจนตัวสั่น “ไอ้พวกขยะ! ขยะกันทั้งนั้น!”
เขายังด่าไม่ทันจบ ก็เห็นขวดเบียร์สีเขียวใบใหญ่ลอยมาอยู่ตรงหน้า
“ว้าว! ขวดเบียร์ใหญ่ขนาดนี้ ไปเอามาจากไหนเนี่ย?”
หลิวหยูถงไม่พูดพร่ำทำเพลง ฟาดเปรี้ยงเข้าที่หัวเฟิงโก่วซ้ำอีกรอบ
เฟิงโก่วหน้าทิ่มลงพื้นทันที ร้องโอดโอยด้วยความเ็ป
“คุณหนู!” อวิ๋นเฉิงรีบมาข้างกายหลิวหยูถง “เป็อะไรไหมครับ?”
“ฉันไม่เป็ไร” หลิวหยูถงรู้ดีว่าที่นี่ไม่ควรอยู่นาน“พาเพื่อนๆ ของฉันออกไปก่อน”
อวิ๋นเฉิงพยักหน้าแล้วรีบเข้าไปเรียกคนในห้องทันที
ไม่นานนัก พวกหลินปินก็ช่วยกันพยุงตัวออกมาจากห้อง พอเห็นพวกนักเลงนอนกองอยู่ตามทางเดิน ทุกคนถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน
เมื่อครู่พวกเขายังไม่รู้เลยว่าใครเป็คนจัดการ เพราะพวกผู้ชายต่างาเ็ ส่วนพวกผู้หญิงก็มัวแต่ดูแลคนเจ็บอยู่ในห้อง
ไม่นึกเลยว่าเพียงชั่วครู่เดียว สภาพข้างนอกจะกลายเป็แบบนี้?
แต่ไม่มีใครเสียเวลาสงสัย ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหนีไปจากที่นี่เพื่อไปทำแผลที่โรงพยาบาล
เมื่อพาทุกคนลงมาถึงข้างล่าง อวิ๋นเฉิงหันไปหาฉู่หยางที่ยังไม่ไปไหน“ไปด้วยกันไหม?”
ตอนนี้เขายอมรับในฝีมือของฉู่หยางจากใจจริง และเกรงว่าถ้าฉู่หยางยังอยู่ที่นี่คนเดียวอาจจะเกิดอันตราย เพราะต่อให้เก่งแค่ไหน ถ้าฝ่ายตรงข้ามเรียกคนมาเพิ่มอีก ก็คงรับมือไม่ไหว
ฉู่หยางไม่ใช่คนโง่ เขารู้ดีว่าตัวเองล่วงเกินใครไปบ้าง เขาพยักหน้าแล้วเดินตามกลุ่มของหลิวหยูถงออกมา
พอมาถึงข้างล่าง ไม่รู้ว่าเป็เื่บังเอิญหรือเปล่า รถสามล้อที่ปกติแค่กวักมือก็จอด
คราวนี้กลับไม่มีใครจอดเลยสักคัน แถมยังเร่งเครื่องหนีราวกับมีสัตว์ร้ายตามหลังมา
หลิวหยูถงจึงต้องให้เพื่อนๆ เดินลัดเลาะไปตามถนนด้านหลังเพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนประจำอำเภอที่อยู่ไม่ไกลนัก
เมื่อกลุ่มเพื่อนแยกย้ายไปแล้ว ฉู่หยางบอกว่า “พวกคุณไม่ต้องห่วงผมหรอก ผมกลับบ้านเองได้”
หลิวหยูถงรู้ฝีมือเขาดี เธอพยักหน้าและเตรียมจะพาอวิ๋นเฉิงกับอวี๋ซินแยกตัวออกมา
ทว่า เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว รถยนต์หลายคันก็พุ่งมาจอดขวางหน้า พร้อมนักเลงกว่า 20 คนที่มีอาวุธครบมือเดินลงมาดักไว้
ในเวลาเดียวกัน พวกนักเลงบน KTV ที่เจ็บเพียงเล็กน้อยและเริ่มลุกไหว ก็พากันถืออาวุธวิ่งกรูกันลงมาจากตึก
รวมแล้วมีนักเลงติดอาวุธมากกว่า 50 คน ปิดล้อมพวกเขาทั้ง 4 คนไว้ตรงกลางอย่างสมบูรณ์!
