บทที่ 17 ยาหลีอวิ่น
เวลานี้หลังจากทัณฑ์์ผนึกตัวกันได้สักระยะหนึ่งแล้ว สีก็ยิ่งเข้มขึ้นเรื่อยๆ และได้ยินเสียงฟ้าร้องคำรามแ่เบาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเล็ดลอดออกมา
เวลานี้ลู่หงิที่กำลังนั่งทำสมาธิอยู่ในห้องปรุงโอสถที่สองก็ลืมตาขึ้นเหมือนััได้ถึงอะไรบางอย่าง ในเวลาเดียวกัน แสงเทพคุ้มครองสีแดงทองก็ผนึกรวมกันอยู่นอกกายของเขา แต่เมื่อเห็นว่ายังคงอยู่ในห้องปรุงโอสถที่สอง ก็พลันย่นคิ้วขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับยืนขึ้นกลายร่างเป็แสงเรืองรองทะยานออกจากถ้ำปรุงโอสถ และร่อนตัวลงบนยอดเขาเทียนฉยงในไม่กี่ลมหายใจ
ทันใดนั้น ทัณฑ์อัสนีสีครามก็สว่างวาบเป็เส้นสายและฟาดลงมาโจมตีลู่หงิที่เพิ่งจะทรงตัวหยัดยืนอย่างรวดเร็ว
นี่คือเทพสายฟ้าอี่มู่ที่โทษทัณฑ์รุนแรงน้อยที่สุดในบรรดาทัณฑ์อัสนีห้าธาตุ แต่เพราะเป็ภัยพิบัติจากทัณฑ์อัสนี และมี์คอยบอกเหตุ พลังของมันจึงไม่ใช่เคล็ดวิชาอัสนีของนักพรตที่มีพลังวิเศษจะเทียบได้
แสงเทพคุ้มครองจะสามารถผนึกรวมกันได้ก็ต่อเมื่อเลื่อนขั้นพลังยุทธ์ขึ้นเป็ขั้นฟันฝ่าแล้วเท่านั้น ถือว่าเป็อภินิหารเล็กๆ ที่มาช่วยเสริมไม่นับว่าเป็อะไร และนักพรตทุกคนที่บรรลุขั้นพลังยุทธ์ขึ้นสู่ขั้นฟันฝ่าจะสามารถควบคุมมันได้ แต่คนที่เพิ่งบรรลุขั้นมาใน่ต้นของขั้นฟันฝ่าจะมีแสงเทพคุ้มครองที่ค่อนข้างอ่อนกำลัง ทำให้มีโอกาสตั้งรับการโจมตีจากทัณฑ์อัสนีสามครั้งได้น้อยเหลือเกิน
หลังจากเสียงดัง “ตูม!” แสงคุ้มครองก็สั่นะเืและสว่างวาบ แต่สุดท้ายก็ยืนหยัดอยู่ได้เพราะพลังลมปราณของลู่หงิโดยไร้ซึ่งความเสียหายใดๆ ในเวลาเดียวกันทัณฑ์อัสนีก็ก่อตัวขึ้นจากผลพวงกระแสไฟคล้ายกับเป็ร่างของงูวิเศษที่กำลังส่องแสงสว่างไสวขยับเลื้อยไปเลื้อยมาคดเคี้ยวยาวเหยียด ก่อนจะตามมาด้วยเสียง “เปรี้ยงปร้าง” แปลกๆ ดังตามมา
และเวลานี้เอง คนที่เฝ้าดูอยู่ภายนอกถึงได้ยินเสียงทัณฑ์อัสนีผ่าลงมาดังสนั่น “เปรี้ยง” ครั้งแรกทันได้เห็นทัณฑ์อัสนีที่รวดเร็วและหายวับไปในพริบตา โดยที่ไม่เปิดช่องทางให้ผู้ที่อยู่ในภัยพิบัติหลบพ้น เมื่อใดที่คิดจะถอย จำต้องตายสถานเดียว!
ลู่เหว่ยเฉินหน้าซีดเผือด แม้ว่าเขาจะเป็หนึ่งในลูกหลานที่ค่อนข้างจะมีพร์ในตระกูล แต่ก็เป็ครั้งแรกที่ได้เห็นผู้เฒ่าในตระกูลฝ่าภัยพิบัติเพื่อบรรลุขั้นพลังยุทธ์ แต่ก่อนเคยได้ยินคนพูดถึงหลายครั้งว่ายามที่ต้องฝ่าภัยพิบัติเป็อย่างไร แต่มีเพียงต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้นด้วยตนเอง จึงจะััได้ถึงความกดดันของทัณฑ์์และรับรู้ได้ว่ามันรุนแรงมากจนแทบจะหายใจไม่ออก
ครั้งนี้เป็เพราะลู่หงิบรรลุขั้นพลังยุทธ์ขึ้นมาขั้นฟันฝ่ากะทันหัน ถึงแม้จะตั้งเกราะป้องกันทันเวลา แต่ลูกหลานในตระกูลที่มีความสามารถและได้รับคัดเลือกให้เข้ามารับชมในที่นี้ได้มีเพียงสามถึงสี่สิบคนที่อยู่ในขั้นพลังจิตเท่านั้น
เดิมทีลู่อวี่ก็กลับไปถึงที่พักของตนเองแล้ว แต่แล้วก็ถูกลู่เหว่ยจุนเรียกตัวกลับมาอีกครั้ง แม้ว่าจะมีประสบการณ์เป็นักพรตที่ประสบภัยพิบัติมาก่อน แต่นั่นไม่ถือว่าเป็ปัญหาสำหรับลู่อวี่ ทว่าเขาก็ไม่สามารถพูดกับบิดาได้ว่า โทษทัณฑ์นี้อ่อนแอยิ่งนักและเขาเคยผ่านมันมาแล้ว ดังนั้นจึงทำได้เพียงรีบกลับมาอีกครั้งอย่างเชื่อฟัง
สำหรับทุกคนในตระกูลลู่แล้ว ผู้รอบรู้ในขั้นตงซวนมีความสำคัญเป็อย่างยิ่ง ดังนั้นจึงมีการป้องกันอย่างหนาแน่นมากยามเข้าสู่่ภัยพิบัติ เพราะเกรงว่าคนที่กำลังเผชิญกับภัยพิบัติจะถูกรบกวน เว้นเพียงแต่ผู้ที่มีพลังยุทธ์ขั้นสูงไม่กี่คนที่มาทำหน้าที่ปกป้องและสามารถอยู่ต่อได้ ไหนเลยจะอนุญาตให้คนอื่นเข้ามารับชม ดังนั้นเมื่อได้รับโอกาสเข้ามารับชมในคราวนี้จึงมีค่ามากสำหรับลูกหลานในตระกูลลู่
เวลานี้ แสงทัณฑ์อัสนีเส้นที่สองก็ถูกปล่อยออกมาอีกครั้ง ่ระยะเวลาห่างจากกันไม่ทันจะกะพริบตาครบสามครั้ง ทัณฑ์อัสนียังคงเป็สีครามขนาดใหญ่เท่ากับแขนของผู้ใหญ่ แม้ว่าจะถูกลู่หงิจะใช้แสงเทพคุ้มครองรับไว้ แต่เห็นได้ชัดว่าแสงเทพคุ้มครองอ่อนแอลงมากแล้ว ประเดี๋ยวดับประเดี๋ยวสว่าง เห็นได้ชัดว่ายากที่จะต้านทานภัยพิบัติระลอกที่สามที่ทรงพลังกว่าและกำลังจะตามมาได้
ลู่หงิเองก็รู้ด้วยว่าไม่ว่าอย่างไรแสงเทพคุ้มครองก็ไม่สามารถต้านทานภัยพิบัติทัณฑ์อัสนีระลอกที่สามได้เพียงลำพัง ดังนั้นจึงรีบดึงแสงเทพคุ้มครองกลับมาเก็บอย่างรวดเร็ว แล้วลุกขึ้นเรียกอาวุธวิเศษคู่กายของตนเองมาใช้ “หม้อต้มอัคคี์”
หม้อต้มนี้แต่เดิมเป็อาวุธวิเศษขั้นสองที่ตระกูลลู่มอบให้เขาเมื่อครั้งได้ฝ่าด่านบรรลุขั้นพลังยุทธ์มาจนถึงขั้นฟันฝ่าได้ หลังจากถูกเขาหล่อหลอมมานานหลายร้อยปี อานุภาพของมันนับว่าร้ายแรงขึ้นแล้ว การบรรลุขั้นพลังยุทธ์มาสู่ขั้นตงซวนในครั้งนี้ พลังลมปราณในตัวก็พลันสูงขึ้น หากถูกทัณฑ์อัสนีฟาดผ่าใส่อีกครั้ง เห็นทีคงได้เลื่อนขั้นเป็อาวุธวิเศษขั้นหนึ่ง
ทัณฑ์อัสนีระลอกที่สามทยอยฟาดลงมาไม่ขาดสาย หม้อต้มอัคคี์หมุนวนพร้อมด้วยแสงสีแดงที่ร้อนแผดเผาจากขนาดเท่าฝ่ามือแปรเปลี่ยนเป็ขนาดใหญ่โตเท่าหม้อทองเหลืองโบราณที่สูงครึ่งหนึ่งของคนในทันที จากนั้นก็ไปหยุดอยู่เหนือศีรษะของลู่หงิ และเข้าไปขวางหน้าทัณฑ์อัสนีพอดี
เสียงดัง “ตูม!” ตามมาด้วยหม้อต้มอัคคี์สั่นะเื และเสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวนั้นก็มาจากหม้อต้มนั่นเอง ตามมาด้วยการสั่นไหวอย่างรุนแรง จากนั้นทัณฑ์อัสนีสีครามจำนวนมากก็ล้นออกมาจากปากหม้อต้ม และพลังที่เหลือก็ทำให้ชั้นหินโดยรอบแตกออกเป็เสี่ยงๆ กลายเป็กลุ่มควันและฝุ่นผง
ใบหน้าของลู่หงิซีดเผือดลงเล็กน้อย แต่แววตากลับไร้ท่าทีตื่นตระหนก ตอนนี้ผ่านด่านสามของทัณฑ์์ได้แล้ว ในระหว่างนั้นก็มีการหยุดพักเป็ระยะเวลาสั้นๆ เพราะเป็่ขั้นตอนที่ทัณฑ์์กำลังสะสมพลัง ถึงแม้จะไม่นานนัก แต่ก็เพียงพอให้คนที่เพิ่งฝ่าภัยพิบัติกินยาอายุวัฒนะเพื่อบรรเทาอาการาเ็ได้ เขาหยิบยาอายุวัฒนะหุยหยวนเป่าเม็ดหนึ่งจากแหวนลับออกมากิน พลางหลับตาลงปรับลมหายใจ ถึงได้เติมเต็มพลังลมปราณที่เพิ่งใช้
แต่เวลานี้บริเวณโดยรอบ ทัณฑ์์กลับลด่รัศมีให้แคบลง สีเริ่มเข้มขึ้นและความสูงดูเหมือนจะลดลงไม่น้อย ทว่ากลับสร้างความกดดันมหาศาลทำให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียดมากยิ่งขึ้น
“เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง!” ทัณฑ์อัสนีที่ฟาดผ่าทั้งสามสายดังขึ้นโดยแทบไม่เว้นช่องว่าง ลู่หงิถึงกับหน้าถอดสี และกระตุ้นพลังลมปราณทั่วร่างใส่เข้าไปในหม้อต้มอัคคี์ เพื่อต้านทานพลังทัณฑ์อัสนีที่โจมตีเข้ามา แต่ทัณฑ์อัสนีที่บ้าคลั่งและรุนแรงก็ยังคงทำให้เขาสั่นไปทั้งตัว และแทบจะต้านรับไม่ไหว จากนั้นไม่นานก็พลันกระอักเืออกมาจากปาก เขาได้รับาเ็สาหัสเสียแล้ว!
แต่เหมือนกับว่าทัณฑ์์จะถูกกระตุ้น ทัณฑ์อัสนีที่จะฟาดลงมาสามครั้งสุดท้ายยิ่งทรงพลัง มันเพียงหยุดอยู่ชั่วครู่เท่านั้นก่อนที่จะฟาดผ่าลงมาในครั้งเดียว ทัณฑ์อัสนีสีครามฟาดลงมาราวกับกระบี่คมกริบที่ผ่าแยกท้องฟ้าเป็สองส่วน นำพาพลังฟ้าดินที่หาสิ่งใดเทียบไม่ได้ ฟาดลงมาโจมตีเสียงดังสนั่น
ทุกคนในตระกูลลู่ที่ให้ความสนใจกับการฝ่าภัยพิบัติของลู่หงิ เมื่อสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของทัณฑ์์ ก็หน้าถอดสีไปตามๆ กัน ไม่รู้ว่าผู้เฒ่าห้าลู่หงิจะสามารถรอดพ้นจากทัณฑ์์อันทรงพลังที่โจมตีลงมาเช่นนี้ได้หรือไม่!
สมาชิกในตระกูลกลุ่มหนึ่งถึงกับหน้าซีด และหนึ่งในนั้นตัวสั่นเทาเอ่ยถามว่า “นี่เป็เพียงทัณฑ์์ธรรมดาไม่ใช่เหรอ? แล้วเหตุใดจู่ๆ ถึงมีพลังมากเช่นนี้? หรือว่าพลังของทัณฑ์์สามารถโยกย้ายพลังชั่วคราวได้ด้วย?”
ผู้เฒ่าสี่ลู่หงเฟิงที่คอยปกป้องลูกหลานเหล่านี้อยู่ตรงหน้าเงยหน้ามองขึ้นไปบนยอดเขาเทียนฉยงด้วยสีหน้าเป็กังวล และหันกลับมาอธิบายให้พวกเขาฟังว่า “ทัณฑ์์เป็ตัวแทนการทดสอบจากสรวง์ ไม่มีทางที่จะหลบหลีกได้ ผู้เฒ่าห้าลู่หงิออกจากถ้ำปรุงโอสถ แล้ววิ่งขึ้นไปบนยอดเขา ถึงแม้พวกเราทุกคนจะรู้ว่าเขาพยายามหลีกเลี่ยงการสร้างความเสียหายให้กับถ้ำปรุงโอสถของตระกูลใน่เผชิญภัยพิบัติ แต่ทัณฑ์์กลับเข้าใจผิดคิดว่าเขาคิดหลบหลีกโทษทัณฑ์์! เช่นนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็พลังหรือความเร็วก็จะเพิ่มขึ้น! พวกเ้าจงจำไว้ให้ดีว่ายามที่เผชิญหน้ากับทัณฑ์์ มีหนทางรอดเพียงหนทางเดียวคือต้องเผชิญหน้ากับมัน หากคิดถอยเมื่อไร ต้องตายสถานเดียว”
“อ่า--” สมาชิกทั้งหลายใกับคำพูดของลู่หงเฟิงจนหลุดเสียงอุทานออกมา
หลังจากทัณฑ์อัสนีระลอกที่เก้าฟาดลงมา ลู่เหว่ยจุนและผู้าุโทั้งหลายก็ทะยานตัวเหาะเหินขึ้นไปบนยอดเขาเทียนฉยงทันทีเพื่อตรวจดูอาการของผู้เฒ่าห้า แต่เมื่อเห็นสีหน้ากังวลและความเงียบงันของเขา ทุกคนก็รู้แล้วว่ามีความหวังเพียงน้อยนิดเท่านั้น
“ถ้ำปรุงโอสถก็เป็เพียงถ้ำโอสถเท่านั้น แม้ว่ามันจะมีค่ามหาศาล แต่นั่นไม่ได้สำคัญไปกว่าผู้รอบรู้ขั้นตงซวน แล้วเหตุใดผู้เฒ่าห้าถึงเลอะเลือนเช่นนี้?”
“เขาหมกมุ่นอยู่กับการปรุงโอสถมาทั้งชีวิตและใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นี่ นิสัยอย่างเขาจะทำใจเสียถ้ำปรุงโอสถไปได้อย่างไร?”
แค่เสียงดัง “ฟู่!” จากนั้นคนทั้งหมดก็ร่อนตัวลงบนยอดเขาเทียนฉยง แม้แต่ลู่อวี่ก็ยังติดตามมาด้วยเช่นกัน
บนยอดเขาเห็นเพียงคนผู้หนึ่งตัวไหม้เกรียมเป็สีดำนอนอยู่บนพื้น เืไหลนองเต็มพื้น หากไม่ใช่คนที่อยู่ในเหตุการณ์แต่ใช้เพียงพลังจิตเพ่งดู คิดว่าไม่ว่าใครได้มาเห็นเข้าคงคิดว่า คนบนพื้นตายไปแล้ว
ลู่เหว่ยจุนนั่งลงยองๆ ยื่นมือออกมาถ่ายทอดพลังลมปราณที่อ่อนโยนเข้าไปในตัวของลู่หงิ และตรวจสอบดูสภาพภายในร่างกายของเขา
เพียงครู่เดียว ลู่เหว่ยจุนก็ขมวดคิ้วและถอนหายใจช้าๆ และกล่าวว่า “ทัณฑ์อัสนีสามครั้งสุดท้ายโจมตีด้วยภาพลวงตา ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียราเ็หนักยิ่งนัก ผู้เฒ่าห้ายืนหยัดมาจนถึงตอนนี้ได้โดยไม่ได้เตรียมตัวใดๆ มาก่อน นับว่าไม่ง่ายแล้ว อีกทั้งอาการยังสาหัสไม่น้อย หากไม่มียาวิเศษมารักษาอาการ คิดว่าคงจะไม่มีโอกาสรอดแล้ว”
ขณะที่พูด ใบหน้าก็พลันตึงเครียดไปด้วย ยาที่สามารถรักษาอาการาเ็ประเภทนี้มีมากก็จริง แต่กลับเป็เพียงคำร่ำลือเท่านั้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็ยาอายุวัฒนะโบราณที่ตกทอดสืบต่อกันมา ยังไม่เคยเห็นผู้ใดสามารถสกัดยาอายุวัฒนะประเภทนี้ได้มาก่อน อีกทั้งตระกูลลู่ก็ไม่ได้มีเก็บรักษาไว้ด้วย เช่นนี้แล้วจะไม่ให้เขาในฐานะประมุขของตระกูลรู้สึกแย่ได้อย่างไร
ส่วนบรรดาผู้เฒ่าคนอื่นๆ ยิ่งไม่กล้าส่งเสียงใดๆ แม้ว่าลู่หงิจะได้ชื่อว่าเป็ผู้เฒ่าในตระกูล แต่นับว่าเป็ผู้ที่มีส่วนร่วมในตระกูลน้อยครั้งนัก ดังนั้นจึงไม่ค่อยเกิดการกระทบกระทั่งกันกับผู้เฒ่าคนอื่นๆ และยังกุมอำนาจยาอายุวัฒนะในตระกูลลู่อีก ดังนั้นไม่ว่าจะด้วยเื่สถานะหรือสายสัมพันธ์ก็นับว่าดีที่สุดในบรรดาพวกเขา ตอนนี้เมื่อเห็นว่าเขารอดพ้นจากภัยพิบัติและกำลังจะบรรลุเข้าสู่ขั้นตงซวนแล้ว แต่เนื่องด้วยอาการาเ็ที่รุนแรงเกินกว่าจะฟื้นตัวได้ ความพยายามที่ทุ่มเทลงไปล้วนสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์เช่นนี้…
“ท่านพ่อ นำยาอายุวัฒนะหลีอวิ่นมาให้ผู้เฒ่าห้ากินก่อน แล้วคอยดูว่าผลจะเป็อย่างไร ยานี้ข้าปรุงขึ้นเมื่อตอนที่อยู่นอกตระกูลมาสักระยะหนึ่งแล้ว!”
เมื่อลู่อวี่ได้ยินที่ลู่เหว่ยจุนกล่าวมา ก็รีบหยิบเอายาอายุวัฒนะหลีอวิ่นเม็ดหนึ่งมายื่นให้ทันที! ยาอายุวัฒนะหลีอวิ่นถือเป็ยาอายุวัฒนะขั้นหก หากนับตามขั้นของมันก็ถือว่าเป็ยาอายุวัฒนะที่มีค่ามากในเทียนตูแล้ว และที่สำคัญคือ สูตรในการปรุงยาอายุวัฒนะหลีอวิ่นได้สูญหายไปนานแล้ว นั่นคือเหตุผลว่าเหตุใดยาอายุวัฒนะหลีอวิ่นจึงมีค่ามหาศาล ส่วนเหตุผลที่ลู่อวี่มียาอายุวัฒนะหลีอวิ่นใน นั่นก็เพราะว่าตอนนี้ระดับพลังยุทธ์ของเขาตกต่ำไม่น้อย ทั้งยังกลัวว่าตนเองจะได้รับาเ็โดยไม่ทันระวัง จึงลองผสมปนเปปรุงโอสถและปรุงยาออกมาเตาหนึ่ง มันมีเพียงแค่สองเม็ดเท่านั้นและยังไม่เคยนำมาใช้
ยาอายุวัฒนะหลีอวิ่น!? ยาอายุวัฒนะที่ใช้รักษาอาการาเ็ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกบำเพ็ญเพียร
ที่พูดเช่นนี้ หนึ่งคือ เพราะสรรพคุณของมันดีเกินคาด ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ ต่อให้จะาเ็สาหัสเพียงใดกลับยังรักษาจนฟื้นตัวได้ สองคือ ยาอายุวัฒนะนี้มีจำนวนน้อยยิ่งนัก ใน่พันปีที่ผ่านมามียาอายุวัฒนะหลีอวิ่นปรากฏขึ้นเพียงสามครั้งในโลกบำเพ็ญเพียรในเทียนตูเท่านั้น และทุกครั้งหากไม่มาพร้อมการนองเืหรือราคาที่สูงลิ่วแล้วก็ยากที่จะเชื่อ แต่ยาเม็ดนี้เปรียบเหมือนให้ผู้ที่ได้มีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นแม้ว่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยถือครองมันไว้ ก็ล้วนแล้วแต่ซ่อนมันไว้และไม่กล้าเปิดเผยให้ผู้ใดล่วงรู้
แต่ตอนนี้ลู่อวี่บอกว่ามียาอายุวัฒนะหลีอวิ่นในมือของเขา อีกทั้งยังบอกด้วยว่าเขาเป็คนปรุงโอสถนี้เองกับมือ? เช่นนั้นแล้วก็หมายความว่าหากมีวัตถุดิบยาครบถ้วนพวกเขาทุกคนก็สามารถมีชีวิตที่สองมากกว่าคนอื่นๆ ใช่หรือไม่?
ผู้เฒ่าหลายคนที่ตามเข้ามาตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น และอดคิดในหัวไม่ได้ หากในตัวข้ามียาอายุวัฒนะหลีอวิ่นสักเม็ด ขอแค่ไม่รนหาที่ตาย เช่นนั้นแล้วยังมีอะไรให้ต้องกลัวอีก? หรือในยามต่อสู้กับผู้เฒ่าจากตระกูลใหญ่อื่นๆ ก็ไม่จำเป็ต้องยั้งมืออีกต่อไป และแม้ว่าหลังการต่อสู้จะาเ็ด้วยกันทั้งคู่ แต่หากตนเองได้กินยาอายุวัฒนะหลีอวิ่นสักเม็ดหนึ่ง ก็คงฟื้นตัวกลับมาได้ในทันที ยังจะมีอะไรน่าตื่นเต้นไปมากกว่านั้นอีกหรือ?
มือของลู่เหว่ยจุนสั่นเทาเล็กน้อยตอนที่ยื่นมือไปรับยาอายุวัฒนะหลีอวิ่น โชคดีที่เขาเป็ผู้มีจิตใจมั่นคง จึงไม่เสียอาการทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา และยังคงจำได้ว่าผู้เฒ่าห้ากำลังรอรับยาอายุวัฒนะหลีอวิ่นในมือเพื่อช่วยชีวิตเขาอยู่ ดังนั้นจึงรีบป้อนยาเม็ดนั้นให้ผู้เฒ่าห้าทันที ในเวลาเดียวกัน สายตาก็จับจ้องไปที่ร่างกายของผู้เฒ่าห้าผู้ได้รับาเ็สาหัสตาไม่กะพริบ