เหลียนซานหอบหิ้วซาลาเปายี่สิบลูกกลับมาถึงบ้านด้วยท่าทีทุลักทุเล พอพ่อกับแม่เห็นเข้าก็รีบซักไซ้ไล่เรียงทันที ปกติแล้วการได้ลิ้มรสซาลาเปาไส้แน่นถือเป็ลาภปากและความสุขของคนบ้านนี้ แต่วันนี้... ทุกคำที่กลืนลงท้องกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
นับจากนี้ไป พวกเขาตกลงปลงใจว่าจะขอกินแค่หมั่นโถวเปล่าๆ ทุกวันเสียยังดีกว่าต้องมากินซาลาเปาเหลือเดนแบบนี้ ไม่ใช่เพราะกระแดะหรือกินทิ้งกินขว้าง แต่เพราะสงสาร ‘ฉินซูหลาน’ จับใจ
ซาลาเปารสเลิศขนาดนี้ กลับต้องเหลือทิ้งมากมายเพียงเพราะถูกคู่แข่งกลั่นแกล้งงั้นหรือ?
เหลียนโปกินซาลาเปาหมดไปหนึ่งลูกแล้วลุกขึ้นยืน “เหลียนซาน คนที่มาแย่งลูกค้าคุณย่าหลี่ แกพอจะรู้จักไหม?”
เหลียนซานพยักหน้า “รู้จักครับ แต่ไม่รู้ชื่อ รู้แค่ว่าเป็ญาติของผู้อำนวยการโรงงานทอผ้า”
“โรงงานทอผ้าเหรอ...” เหลียนโปพึมพำเสียงเครียด “โกดังเก่าที่เราซุกหัวนอนอยู่ตอนนี้ ก็เพราะ ผอ. โรงงานทอผ้าเขาสงสาร ถึงได้ยอมให้อยู่ฟรีๆ”
“พ่อ... หมายความว่าเขาอาจจะไล่เราออกเมื่อไหร่ก็ได้เหรอครับ?” น้ำเสียงของเด็กชายสั่นเครือ
“หวังว่าพ่อคงจะคิดมากไปเองนะ”
เหลียนซานจ้องหน้าพ่อครู่หนึ่งเหมือนชั่งใจ ก่อนถามโพลงขึ้นมา “พ่อครับ มีญาติทางฝ่ายนั้นมาหาพ่อใช่ไหม?”
แววตาของเหลียนโปไหววูบอย่างจำนนต่อหลักฐาน “ใช่”
“เขาว่ายังไงบ้างครับ?”
คนเป็พ่ออึกอัก ลำบากใจที่จะเอ่ย เหมยฮวาผู้เป็แม่จึงแทรกขึ้นมา “ญาติทางนั้นเขาบอกว่าลูกหัวไว อยากให้ไปช่วยงานค้าขายบ้านเขา จะเลี้ยงข้าวครบสามมื้อ แถมให้ค่าแรงวันละหนึ่งเหมา แต่ไม่ได้บอกนะว่าจะให้ไปช่วยขายซาลาเปา”
เหลียนซานสวนกลับทันควัน “ผมจะอยู่ช่วยย่าหลี่ขายซาลาเปาครับ ยกเว้นวันที่ย่าหลี่หยุดขาย อีกอย่าง ทางบ้านย่าหลี่เขาสนับสนุนให้ผมเรียนต่อ พอเปิดเทอมผมแค่ไปช่วยขายตอนเช้า ไม่กระทบการเรียน ได้กินข้าวเช้าฟรี แถมได้ค่าแรงวันละหนึ่งเหมาเหมือนกัน”
เหลียนโปถอนหายใจยาว “ญาติ ผอ. คนนั้นบอกว่าบ้านเราจน อย่าไปฝันเื่เรียนต่อเลย ให้รีบออกมาหางานทำดีกว่า... พอเทียบกับย่าหลี่แล้ว คนหนึ่งเหมือนอยู่บนฟ้า อีกคนอยู่ใต้เหว ใครจริงใจกับเรา พวกเรารู้ดีแก่ใจ เหลียนซาน... พ่อเห็นด้วยนะที่ลูกจะอยู่ช่วยบ้านหลี่ต่อไป”
เหมยฮวายิ้มสนับสนุน “ลูกรัก แม่เองก็เห็นด้วยกับลูกจ้ะ”
เมื่อมติเอกฉันท์ ความกังวลในบ้านหลังเล็กก็เริ่มคลี่คลาย
...
สิบโมงเช้า ชูชิงหิ้วถุงผ้าบรรจุซาลาเปาเดินเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย จัดแจงแบ่งซาลาเปายี่สิบลูกใส่กล่องข้าวให้พ่อกับแม่ ก่อนจะหอบส่วนที่เหลือมุ่งหน้าไปยังที่ทำงานของจางผิ่น
เมื่อมาถึงหน้าอาคารสำนักงาน รปภ. ก็เดินเข้ามาขวางตามหน้าที่
ชูชิงยื่นถุงผ้าให้ รปภ. วัยกลางคนพร้อมรอยยิ้มหวาน “คุณลุงคะ รบกวนฝากถุงนี้ให้ผู้กองจางหน่อยนะคะ ถ้าเขากลับมา ฝากบอกว่าชูชิงเอามาให้ชิมและขอคำติชมค่ะ ถ้าอร่อยก็รบกวนฝากผู้กองช่วยโฆษณาบอกต่อให้ด้วย อีกสองวันร้านหนูจะเปิดขายจริงแล้วค่ะ”
ลุงยามรับถุงไปอย่างงงๆ แต่ด้วยความที่เป็คนมีน้ำใจจึงพยักหน้ารับ “ได้เลยนังหนู ไม่ต้องห่วง ลุงอาจจะทำอย่างอื่นไม่เก่ง แต่เื่ความจำนี่ยกให้เลย เดี๋ยวผู้กองจางกลับมา ลุงจะถ่ายทอดให้ครบทุกคำพูด ไม่ตกหล่นแม้แต่ตัวเดียว”
ชูชิงยกมือไหว้ขอบคุณ ก่อนจะขอตัวกลับไปยังบ้านเช่า
ทันทีที่ไปถึง เธอก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็น ‘ต้าลี่’ ยืนรออยู่หน้าประตู ด้านหลังมีเข่งไม้ไผ่สำหรับนึ่งซาลาเปาขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางเกือบหนึ่งเมตรวางเรียงกันอยู่สามเข่ง ฝีมือประณีตแบบนี้ดูรู้เลยว่าเร่งทำให้
ชูชิงมองเขาด้วยสายตาชื่นชม “ลุงคะ สุดยอดไปเลย หนูตั้งใจว่าจะไปหาซื้อเข่งวันนี้พอดี ลุงช่วยชีวิตหนูแท้ๆ ไม่ต้องเสียเงินซื้อแล้ว”
ต้าลี่ยิ้มเขินๆ เกาแก้มแก้เก้อ “วันหลังอยากได้อะไรบอกลุงก่อน ถ้าลุงทำได้เดี๋ยวทำให้ ไม่ต้องไปซื้อให้เปลืองเงิน”
“ขอบคุณค่ะลุง”
“เอ้อ แล้วซื้อแป้งหรือยัง? ถ้ายัง เดี๋ยวไปซื้อกัน ลุงช่วยแบกกลับมาให้”
“ยังเลยค่ะ งั้นรบกวนด้วยนะคะ”
เดิมทีชูชิงกะว่าจะจัดการทุกอย่างเอง ไม่ได้บอกลุงกับตาเพราะรู้ว่า่นี้ต้องเร่งปลูกข้าวโพด ไม่นึกเลยว่าลุงจะสละเวลามาหา แถมยังทำเข่งนึ่งมาให้และอาสาแบกของหนัก
ไม่นานนัก แป้งข้าวเ้าสองกระสอบใหญ่ก็มาถึงบ้านเช่า
ยังไม่ทันหายเหนื่อย เสียงห้าวๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้น “จี้หยวน... เอ้ย ต้าลี่ มาพอดีเลย เยี่ยมไปเลยเพื่อน เที่ยงนี้ไปหาอะไรกินกันไหม?” เป็เสียงของจางผิ่นนั่นเอง
ต้าลี่ตบกระเป๋ากางเกงแฟบๆ ของตัวเอง “ฉันไม่ได้พกเงินมานะ นายเลี้ยงไหวเหรอ?”
จางผิ่นทำหน้าเคร่งขรึมแสร้งถอนหายใจ “ไม่ใช่ไม่อยากเลี้ยง แต่ไม่กล้าเลี้ยงต่างหาก เงินเดือนสามสิบหยวน ให้พ่อแม่ไปยี่สิบ เหลือใช้เองสิบหยวนทั้งเดือน ขืนเลี้ยงนายฉันคงไส้แห้ง แต่... มีคนเลี้ยงได้นะ อยู่ที่ว่านายอยากไปกินด้วยหรือเปล่า”
“ใคร?” ต้าลี่เลิกคิ้ว
“กู้เฉียน กะว่าน่าจะมาถึงตอนเที่ยงพอดี” จางผิ่นตอบหน้าตาย
“อ้าว เขาไม่ได้อยู่เมืองหลวงเหรอ?”
“มาทำธุระแถวนี้น่ะ”
“ธุระอะไร?”
จางผิ่นนึกถึงเซอร์ไพรส์ที่เถาอี้เฉินเตรียมไว้ให้ชูชิง จึงเลี่ยงที่จะตอบตรงๆ “หมอนั่นนายก็รู้ ชอบทำตัวลึกลับ มีภารกิจพิเศษบ่อยจะตาย ฉันจะไปรู้ได้ไง”
ต้าลี่พยักหน้าเออออ “เอ้า ก็ได้ งั้นรอกินฟรีมื้อเที่ยงละกัน”
ณ อีกมุมหนึ่ง กู้เฉียนที่กำลังขับรถจู่ๆ ก็จามออกมาเสียงดัง โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองเพิ่งถูกเพื่อนรักมัดมือชกให้เป็เ้ามือเลี้ยงข้าว และยิ่งไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่อึดใจ เถาอี้เฉินจะได้เผชิญหน้ากับต้าลี่เป็ครั้งแรก
เมื่อตกลงเื่ปากท้องเรียบร้อย ต้าลี่เพิ่งนึกขึ้นได้ “เอ้อ จางผิ่น แล้วนายมาบ้านชูชิงมีธุระอะไร?”
จางผิ่นชี้ไปที่ลานบ้าน “อ้าว นี่มันบ้านฉันไม่ใช่เรอะ?”
ต้าลี่โบกมือปัด “ชูชิงจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าไปปีนึงแล้ว ตอนนี้สิทธิ์เป็ของชูชิง”
จางผิ่นคร้านจะเถียง
เขาล้วงปึกตั๋วอาหารออกมาจากกระเป๋า “เออๆ ยอมแพ้ ฉันแค่จะมาขอบคุณเื่ซาลาเปา อร่อยมาก แล้วนี่... อุตส่าห์แวะกลับไปบ้านพ่อแม่ รวบรวมตั๋วอาหารมาได้น่าจะสักหกเจ็ดสิบใบ ให้ชูชิงเอาไว้ใช้ก่อน เดี๋ยวฉันจะค่อยๆ หาเพิ่มให้ สะสมครบห้าสิบใบแล้วจะเอามาให้อีก... พอใจไหมเพื่อน?”
ชูชิงได้ยินดังนั้นก็ชะงัก รู้สึกว่ามันมากเกินไปและมีลับลมคมใน จึงไม่กล้ายื่นมือออกไปรับ
แต่ต้าลี่กลับหัวเราะร่า “พอใจ พอใจมาก ขอบใจนะจางผิ่น บุญคุณเื่ตั๋วอาหารนี้ เดี๋ยวฉันต้าลี่คนนี้ชดใช้ให้เอง”
จางผิ่นดีดนิ้วดังเปาะ “งั้นก็ฤกษ์ดีไม่มีเท่าวาระนี้แล้ว ชดใช้ตอนนี้เลยเป็ไง”
ต้าลี่หรี่ตามองอย่างรู้ทัน “ไอ้เสือ... ที่นายเลือกเอาตั๋วมาให้เวลานี้ เพราะกะจะหลอกใช้แรงงานฉันใช่ไหมล่ะ?”
จางผิ่นยักไหล่ ยอมรับหน้าตาเฉย “ถูกต้อง นายจะช่วยไม่ช่วย ว่ามา?”
ต้าลี่คว้าตั๋วอาหารยัดใส่มือชูชิง “ชิงชิง เก็บไว้ดีๆ นะ ลุงจะไปช่วยงานจางผิ่นก่อน เดี๋ยวเที่ยงนี้พวกเราจะไปถล่มกู้เฉียนกัน ตกลงตามนี้นะ”
แววตาของชูชิงฉายแววเป็ห่วง “ลุงคะ ระวังตัวด้วยนะคะ”
ต้าลี่ยิ้มกว้าง “ไม่ต้องห่วง จางผิ่นมันไม่กล้าพาฉันไปตายหรอก แค่ไปใช้แรงงานนิดหน่อย” พูดจบเขาก็เดินนำออกไป
จางผิ่นหันมาทิ้งท้าย “ชิงชิง สบายใจได้” แล้วรีบเดินตามเพื่อนไป
ชูชิงมองตามหลังชายทั้งสองไปด้วยความสงสัย ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้เธอไม่อาจอยู่เฉยได้ หญิงสาวรีบเก็บตั๋วอาหารใส่กระเป๋า ล็อกประตูบ้าน แล้วแอบสะกดรอยตามไปเงียบๆ
ทั้งจางผิ่นและต้าลี่ต่างรู้ตัวแทบจะพร้อมกันว่ามีคนตามมา แต่ทั้งคู่เลือกที่จะทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้... ก็แค่ชูชิงตามมาดูความสนุก ไม่ใช่ความลับคอขาดบาดตายอะไร ให้เธอมาเห็นหน่อยก็คงไม่เสียหายหรอกมั้ง
