บทที่ 109 ตระกูลสายเืศักดิ์สิทธิ์
“เหตุใดพี่ถึงมาไม่ได้?” เฉียนหลิงเทียนย้อนถามเฉียนหลิงอู่ ดวงตาทั้งคู่คอยจ้องมองฉินชูอย่างพินิจอยู่ตลอด
“ย่อมมาได้ ฉินชู ท่านนี้คือเสด็จพี่ของข้า” เฉียนหลิงอู่แนะนำเฉียนหลิงเทียนให้ฉินชูรู้จัก
ฉินชูประสานหมัดคำนับเฉียนหลิงเทียน “ฉินชูขอคารวะท่านจักรพรรดิเฉียน”
“รู้ฐานะของข้า แล้วยังสงบนิ่งเฉยได้ นับว่าไม่เลว!” เฉียนหลิงเทียนหาตำแหน่งนั่งลง
“เ้าก็นั่งสิ ฉินชู” เฉียนหลิงอู่พยักหน้าให้ฉินชู จากนั้นจึงให้สาวใช้ยกน้ำชามา
เฉียนหลิงเทียนมองฉินชู ข้อมูลเกี่ยวกับฉินชูผุดขึ้นในห้วงความคิด เขาพบว่ามีความคลาดเคลื่อนบางอย่าง ข้อมูลเป็เพียงของตาย และตัวหนังสือจำนวนหนึ่ง หลังได้พบตัว จึงเข้าใจว่าคำบรรยายด้วยตัวหนังสือเ่าั้ช่างว่างเปล่าจริงๆ
“น้องหญิง เหตุใดเ้าถึงกลายเป็ผู้ฝึกซ้อมร่วมไปล่ะ?” เฉียนหลิงเทียนมองเฉียนหลิงอู่พร้อมเอ่ยถาม เขารู้สึกว่าเื่นี้น่าเหลือเชื่ออย่างมาก
“ไม่ใช่ผู้ฝึกซ้อมร่วมหรอกท่านพี่ ฉินชูแค่ช่วยข้าให้เพลงทวนสมบูรณ์แบบ เขามีสภาวะจิตกระบี่ ที่เสาะหาช่องโหว่ในเพลงทวนของข้าได้” เฉียนหลิงอู่กล่าว
เฉียนหลิงเทียนหันมองฉินชูอีกครั้ง “ทั้งที่มีสองบ่าค้ำศีรษะเดียวเหมือนกัน เหตุใดเ้าถึงมีสภาวะจิตกระบี่ได้เล่า”
วาจาไม่รื่นหู ฉินชูทำได้เพียงก่นด่าอยู่ในใจ เฉียนหลิงเทียนเป็พี่ชายของเฉียนหลิงอู่ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็ถึงจักรพรรดิในอาณาเขตแห่งนี้ อย่าว่าแต่วาจาไม่รื่นหูเลย ต่อให้ด่าตรงๆ เขาก็ทำอะไรไม่ได้
หลังจากยกชาดื่มไปหนึ่งครั้งดื่มน้ำชาหนึ่งคำ เฉียนหลิงเทียนจึงหันมามองฉินชูพร้อมกล่าว “ข้ารู้มาว่าคนที่ข้าส่งไปอยู่ที่สำนักชิงหยุน ถูกเ้าเล่นงานจนต้องออกมาทั้งหมด เ้าเก่งกาจขนาดนั้นเลยใช่หรือไม่ จะไม่กล่าวอะไรสักหน่อยหรือ?”
“ข้ามีแค่เพียงจุดยืนที่ต่างกัน ขอให้ท่านจักรพรรดิเฉียนอย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย” ฉินชูกล่าว
เฉียนหลิงอู่นั่งลงข้างกายฉินชู “เสด็จพี่ ท่านคิดจะทำอะไร ฉินชูเป็แขกนะเ้าคะ”
“ถ้าไม่ใช่แขก พี่คงบดขยี้เขาจนตายนานแล้ว” เฉียนหลิงเทียนปรายตามองฉินชูแวบหนึ่ง
ฉินชูรู้สึกจนใจนัก เขาจะกล่าวอะไรได้ เื่ที่จงฮั่นและเฉียนชิงถูกขับออกจากสำนักชิงหยุนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาไม่มากก็น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้เขาอยู่ที่ใดกัน ที่นี่คือเมืองหลวงต้าเฉียน ถ้ำเสือของเฉียนหลิงเทียน
ช่างเป็สถานการณ์น่ากระอักกระอ่วนนัก เฉียนหลิงเทียนที่ดื่มน้ำชา คอยกล่าววาจากระตุ้นฉินชูเป็ครั้งคราว
ยังดีที่ไม่ได้อยู่นานนัก เฉียนหลิงเทียนก็ออกจากตำหนักหลิงอู่ไป
“องค์หญิง ข้าไม่ได้ล่วงเกินอะไรจักรพรรดิเฉียนกระมัง? เหตุใดเขาถึงกล่าววาจาเหน็บแนมข้านัก?” ฉินชูรู้สึกสับสนเล็กน้อย
“จงฮั่นและเฉียนชิงล้วนแต่เป็คนที่เสด็จพี่ส่งไปอยู่สำนักชิงหยุน จงฮั่นไต่เต้าถึงตำแหน่งเ้าสำนัก เดิมทีเื่ต่างๆ จะราบรื่นมาก แต่เพราะเ้ามีความบาดหมางกับคนของเขา ทำให้คนของเขาถูกถอนรากถอนโคนออกจากสำนักชิงหยุน เ้าคิดว่าแบบนี้ไม่ล่วงเกินหรือ? นอกจากนั้นเฉียนชิงก็ถึงเป็บุตรชายของเขา” เฉียนหลิงอู่ถลึงตาใส่ฉินชูทีหนึ่ง
ฉินชูได้แต่หัวเราะ หากไตร่ตรองโดยละเอียด เขาล่วงเกินอีกฝ่ายไว้มากทีเดียว
“ไม่เป็ไร เขาไม่ทำให้เ้าลำบากใจแน่” เฉียนหลิงอู่กล่าวพร้อมยิ้มนางรู้จักพี่ชายของตนเองเป็อย่างดี เขาใส่ใจความรู้สึกของนางมาก ดังนั้นเพื่อเห็นแก่หน้านาง เขาไม่มีทางทำอะไรฉินชู
จากนั้นฉินชูและเฉียนหลิงอู่จึงฝึกซ้อมกันต่อ
ส่วนเฉียนหลิงเทียนที่กลับถึงวังหลวงก็เรียกผู้ติดตามมา “ให้องครักษ์เงาไปตรวจสอบฉินชูจากสำนักชิงหยุน ไม่ว่าจะเื่เล็กหรือใหญ่ ข้า้ารู้เื่ทั้งหมดเกี่ยวกับเขา”
ระหว่างอยู่ในตำหนักหลิงอู่ ฉินชูฝึกฝนอย่างพากเพียรทุกวัน การมาเยือนของเขาในครานี้ เทียบกับครั้งก่อน ถือว่าได้รับการปฏิบัติที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ครั้งก่อนเขาเป็นักโทษที่ไร้ตำแหน่งฐานะ แต่คราวนี้เป็แขก ทั้งยังเป็แขกที่เฉียนหลิงอู่ให้ความสำคัญเป็อย่างมาก
่กลางวันฉินชูฝึกฝนเพลงกระบี่และกายยุทธ์ บางครั้งฝึกฝนด้วยตัวเอง บางครั้งฝึกซ้อมร่วมกับเฉียนหลิงอู่ ส่วน่กลางคืนก็ฝึกฝนพลังปราณ แม้จะไม่สะดวกแช่น้ำโอสถ แต่เขายังคงฝึกฝนตำรายุทธ์ไร้นามที่ท่านผู้เฒ่ามอบให้เขาอย่างมุ่งมั่นไม่ลดละ เขารู้สึกว่าระดับร่างกายของเขายังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่่ที่ผ่านมา หน้าอกของเขามักรู้สึกร้อนดั่งไฟแผดเผา ทำให้เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“จุดสุดยอดของขั้นเจินหยวน อีกเพียงไม่นานเ้าจะฝึกฝนถึงขั้นสี่ ด้วยวัยของเ้ามีผลสำเร็จเช่นนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่ง!” วันนี้ขณะกินอาหารเช้าร่วมกับฉินชู เฉียนหลิงอู่เอ่ยปากชม นางย่อมมองเห็นพลังตบะของฉินชูอยู่แล้ว
“องค์หญิง ท่านช่วยอะไรข้าหน่อยได้หรือไม่? ช่วยข้าหาตำราเกี่ยวกับสายเืศักดิ์สิทธิ์” ฉินชูเงยหน้ามองเฉียนหลิงอู่พร้อมกล่าว
“เ้าเกรงใจเกินไปแล้ว วันนี้ข้าจะช่วยเ้าหาดู” เฉียนหลิงอู่พยักหน้า นางไปหาตำราในหอคัมภีร์ของวังหลวง นี่หาใช่เื่ใหญ่
ตอนที่ฉินชูฝึกเพลงกระบี่เสร็จใน่เที่ยง เฉียนหลิงอู่ที่ไปยังหอคัมภีร์ในวังหลวงก็กลับมาแล้ว นางนำตำราสองเล่มกลับมาด้วย
“พวกเรามาอ่านดู”
ฉินชูหยิบตำรามาเริ่มศึกษา หลังจากศึกษาเขาจึงเข้าใจสถานการณ์บางส่วนของสายเืศักดิ์สิทธิ์
ใต้หล้านี้ มีตระกูลสายเืศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดห้าตระกูล ถูกเรียกขานว่าเผ่าศักดิ์สิทธิ์ ลักษณะสายเืศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละตระกูลล้วนต่างกัน ยกตัวอย่างเช่นเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง พร์สายเืศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาเป็ธาตุไฟ ใช้พลังยุทธ์ธาตุไฟ แข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปหลายเท่าตัว
เผ่าศักดิ์สิทธิ์อัสนีเดชมีสายเืศักดิ์สิทธิ์อัสนี หากขับเคลื่อนสายเืศักดิ์สิทธิ์อัสนีเดช การโจมตีด้วยพลังปราณจะมีผลลัพธ์ของอัสนีด้วย
เผ่าศักดิ์สิทธิ์ัเขียวมีสายเืศักดิ์สิทธิ์ั เมื่อขับเคลื่อนสายเืศักดิ์สิทธิ์ ความเร็วจะพุ่งทะยานขึ้น
เผ่าศักดิ์สิทธิ์เต่านิลมีสายเืศักดิ์สิทธิ์เต่า สามารถเพิ่มพลังป้องกัน จนมิอาจมีอาวุธใดทลายได้
สุดท้ายคือเผ่าศักดิ์สิทธิ์พยัคฆ์ขาว มีสายเืศักดิ์สิทธิ์แห่งการสังหาร เมื่อมีสายเืศักดิ์สิทธิ์เสริมพลัง จะโดดเด่นไปที่การฆ่าฟัน อีกทั้งสายเืศักดิ์สิทธิ์ชนิดเดียวกันยังแบ่งเป็อีกหลายระดับ ระดับต่ำ ระดับสูง และระดับราชันย์ สายเืศักดิ์สิทธิ์ระดับราชันย์แข็งแกร่งที่สุด ระดับนี้สามารถก่อกำเนิดกระดูกศักดิ์สิทธิ์ได้ หากมีกระดูกศักดิ์สิทธิ์ ก็จะมีพลังความสามารถพิเศษเพิ่มอีกด้วย
“ฉินชู สายเืศักดิ์สิทธิ์ของเ้าเป็ชนิดไหนในบรรดาห้าเผ่านี้?” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูพร้อมเอ่ยถาม
“ข้าก็ไม่รู้ ครั้งก่อนท่านรู้ได้อย่างไร?” หลังจากฉินชูเกาศีรษะ ก็หันไปมองเฉียนหลิงอู่แล้วเอ่ยถาม“เพราะครั้งนั้นที่เ้าจะปลิดชีพตนเอง หลังกระบี่ยาวแทงเข้าไปในกาย ข้าเห็นถึงความผิดปกติ โลหิตที่ไหลรินออกจากช่องอกแฝงเร้นด้วยพลังอันเข้มข้น นอกจากนั้นาแก็มีส่วนที่สมานตัวเอง ข้าจึงลองไปหาข้อมูลที่หอคัมภีร์ เมื่ออ่านจากตำราจึงพบว่านั่นเป็หนึ่งในลักษณะเฉพาะของสายเืศักดิ์สิทธิ์ ผู้มีสายเืศักดิ์สิทธิ์ล้วนมีความสามารถรักษาตัวเองระดับหนึ่ง ยามนี้ที่เ้าไม่อาจยืนยันสถานการณ์ของตัวเองได้ ก็มีสาเหตุเช่นกัน ข้าคิดว่าตระกูลสายเืศักดิ์สิทธิ์ต่างมีตำรายุทธ์ฝึกฝนของตัวเอง ที่จะกระตุ้นพร์สายเืศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่ตอนนี้เ้าไม่ได้ฝึกฝนพลังยุทธ์ของสายเืศักดิ์สิทธิ์ในกาย มันจึงวิเคราะห์ได้ยาก” เฉียนหลิงอู่กล่าว
“หากครั้งก่อนจับเป็คนที่จะมาสังหารข้าได้คงดี” ฉินชูจำได้ว่าครั้งก่อน ตัวเองถอดแหวนที่โม่เต้าจื่อมอบให้เขาไว้ปกปิดกระแสพลังสายเืศักดิ์สิทธิ์ ก็มีคนชุดดำผู้หนึ่งมาสังหารเขา ทั้งยังเรียกเขาว่าซากเดนอะไรด้วย เช่นนั้นมันต้องย่อมรู้ชาติกำเนิดของเขาแน่ น่าเสียดายที่ถูกโม่เต้าจื่อสังหารในกระบวนท่าเดียว
“มีคนจะสังหารเ้า เื่เป็มาอย่างไรกันแน่?” เฉียนหลิงอู่เอ่ยถาม
ฉินชูบอกเล่าเื่ที่ตอนเพิ่งเข้าสำนักชิงหยุน หลังจากเขาถอดแหวนที่โม่เต้าจื่อมอบให้ ก็มีคนชุดดำโผล่มาสังหารเขา
“เช่นนั้นก็ง่ายมาก อยู่ที่เมืองหลวงต้าเฉียนย่อมทำไม่ได้แน่นอน เราต้องหาสถานที่ที่ไร้ผู้คน แล้วให้ข้าดักซุ่มในที่ลับ จากนั้นเ้าค่อยถอดแหวน ลองดูว่าจะมีคนมาสังหารเ้าหรือไม่ หากมี เราก็แค่จับเป็ เช่นนั้นทุกอย่างก็จะกระจ่างแจ้ง” เฉียนหลิงอู่คิดแผนการหนึ่งขึ้นมาได้
