บทที่ 144 หดหัวกลับไป
เงียบกริบ!
หลังจากมู่หยวนหลิงกล่าววาจาแข็งกระด้างออกไป ภายในโถงใหญ่ของตำหนักจันทราเงินพลันไร้เสียงทันที ผู้าุโทั้งหลายล้วนหันมองไปทางจวงหาน ในจำนวนนั้นคนบางส่วนแววตาแฝงเร้นด้วยเพลิงโทสะ เพราะจวงหานไม่สนใจความรู้สึกของคนตระกูลมู่แห่งหุบเขาโอสถทิพย์ ทำให้พวกเขาขาดทรัพยากรด้านโอสถไป บัญชีนี้มีแต่ต้องคิดกับจวงหานเท่านั้น
“เ้าหุบเขามู่ ท่านทำแบบนี้ไม่เหมาะสม” จวงหานฝืนสะกดเพลิงโทสะในใจพร้อมกล่าว สาเหตุหลักเพราะเขาไม่อาจรับข้อหาที่มู่หยวนหลิงกล่าวหาเขาได้ หากยอมรับ เช่นนั้นเขาจะถูกผู้าุโทั้งหมดเกลียดชัง เขาจะไปหาโอสถจากที่ใดมาให้ผู้าุโคนอื่นๆ ใช้
“ไม่เหมาะสม… ตอนเ้าไม่สนใจว่าลูกสาวตระกูลมู่ของเราจะมีความสุขหรือไม่ เคยคิดเื่ความหมาะสมหรือ? หุบเขาโอสถทิพย์ของเราเข้าร่วมตำหนักจันทราเงินเพื่ออะไร ก็เพื่ออยู่อย่างสงบสุข แต่ในสายตาของเ้าจวงหาน อยากจะให้หุบเขาโอสถทิพย์เสียสละก็ต้องเสียสละงั้นหรือ ข้ารู้สึกผิดหวังนัก!” มู่หยวนหลิงกล่าวอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย
แบบนี้เป็จวงหานหาเื่ที่ไหนกัน เห็นได้ชัดว่าเป็มู่หยวนหลิงที่กำลังกล่าววาจาโจมตีจวงหานต่างหาก ส่วนทางจวงหานก็รับมือได้ยากนัก เพราะเกี่ยวโยงถึงความสัมพันธ์ระหว่างตำหนักจันทราเงินและหุบเขาโอสถทิพย์
ในอดีตตระกูลมู่แห่งหุบเขาโอสถทิพย์เป็กลุ่มอิทธิพลที่แยกตัวโดดเดี่ยว เนื่องจากทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการศึกษาค้นคว้าด้านโอสถ พลังต่อสู้เลยไม่สูงนัก ดังนั้นจึงเข้าร่วมตำหนักจันทราเงินและอยู่ในสังกัด ขณะที่ได้รับความคุ้มครองจากตำหนักจันทราเงิน ก็ส่งมอบโอสถให้ตำหนักจันทราเงิน แต่ดูจากทิศทางที่เื่ราวดำเนินไปในยามนี้ หากจวงหานไม่จัดการเื่นี้ให้ดี หุบเขาโอสถทิพย์อาจถอนตัวจากตำหนักจันทราเงิน
ตึง!
ไม้เท้าของผู้เฒ่าเสว่เคาะลงบนพื้นทีหนึ่ง
“ข้าขอพูดบ้าง ราชวงศ์ดาราเหมันต์บุกโจมตีแคว้นหนานเหยียนพลาดท่า เช่นนั้นผลจากศึกต่อสู้นั้นพวกเขาก็ต้องแบกรับไว้เอง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับตำหนักจันทราเงินของเรา พวกเขาคิดจะเกี่ยวดองกับตำหนักจันทราเงิน เช่นนั้นก็ไม่ควรระบุว่า้าสตรีคนใด ทั้งยังต้องคำนึงถึงเื่ที่ตำหนักจันทราเงินของเรายินยอมหรือไม่ ไม่ยินยอมก็จะเปิดศึกหรือ? แบบนี้ดูแคลนตำหนักจันทราเงินเกินไป แคว้นหนานเหยียนสามารถทำให้พวกเขาพ่ายแพ้ได้ พวกเราตำหนักจันทราเงินก็ทำได้เช่นกัน” ผู้เฒ่าเสว่ที่มีเส้นผมสีเงินทั้งศีรษะกล่าว นางไม่พูดแทรกไม่ได้ สถานการณ์ชัดเจนแล้วว่าจะเกี่ยวดองไม่ได้ หากทำตามความคิดเห็นของจวงหาน เช่นนั้นยังไม่พูดถึงเื่ที่จะเกี่ยวดองสำเร็จหรือไม่ หุบเขาโอสถทิพย์ต้องถอนตัวออกจากตำหนักจันทราเงินเป็แน่ เช่นนั้นผลลัพธ์คือตำหนักจันทราเงินจะเสียหายอย่างหนัก
“ขอให้ผู้เฒ่าเสว่ช่วยตัดสินด้วย!” เ้าตำหนักจันทราเงินที่นิ่งเงียบมาตลอดประสานมือคำนับผู้เฒ่าเสว่
“ท่านเ้าตำหนักจัดการตามสมควรได้เลย! หากจะสู้ ตำหนักจันทราเงินของเราไม่เกรงกลัวผู้ใด ไม่ว่าเวลาใดก็จะขาดศักดิ์ศรีและความกล้าไม่ได้” ผู้เฒ่าเสว่กล่าว
อำนาจตัดสินใจเื่การเกี่ยวดองกลับมาอยู่ในมือเ้าตำหนักจันทราเงินอีกครั้ง เรียกได้ว่าจวงหานไม่อาจสั่นคลอนการตัดสินของนางได้เลย
ในเวลานี้เองที่โจวเหมยเดินออกมา ยื่นนิ้วชี้ไปทางฉินชู “ผู้เฒ่าเสว่ ข้ามีอีกเื่ คนผู้นี้ทำร้ายศิษย์ของตำหนักจันทราเงินจำนวนมาก เขาท้าทายบารมีของตำหนักจันทราเงินของเรา”
หน็อยแน่ นางแพศยา!
ฉินชูแอบก่นด่าอยู่ในใจ ต่อกรกับเ้าตำหนักจันทราเงินไม่ได้ จึงคิดจะระบายโทสะใส่เขา ไร้ยางอายที่สุด
ฉินชูขยับตัวไปด้านหลังมู่หยวนหลิงเล็กน้อย แต่ใน่เวลาสำคัญเช่นนี้ มู่หยวนหลิงกลับไร้ไมตรี เขาขยับเก้าอี้ออก หลีกทางให้เห็นตัวฉินชูอย่างชัดเจน “หลบทำไม? มีปัญหาก็จัดการเสีย”
“เ้าหุบเขามู่ ท่านช่างไร้เยื่อใยนัก!” ฉินชูรู้สึกหน่ายใจ คนของตำหนักจันทราเงินมีทั้งคนที่แพศยา ทั้งคนปากร้ายไร้ไมตรี หากเป็ไปได้ เขาไม่อยากมาที่นี่ไปชั่วชีวิต
“เ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่?” ผู้เฒ่าเสว่หันมองฉินชู
“ไม่ใช่ข้าน้อยจะพูดอะไร แต่นางควรจะบอกกล่าวให้ชัดเจน! โจวเหมยเ้าก็เป็ถึงผู้าุโของตำหนักจันทราเงิน ทำไมไร้ยางอายเยี่ยงนี้ เ้าไม่คำนึงถึงเกียรติศักดิ์ศรีของตำหนักจันทราเงิน จนต้องให้ข้าเปิดโปงเื่ราวทั้งหมดเองหรือ?” ฉินชูหันมองโจวเหมย
“บังอาจ!” โจวเหมยตะคอกใส่ฉินชู อยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายถึงเพียงนี้ ฉินชูว่านางไร้ยางอาย นางจะรับได้อย่างไร ตอนนี้มีเ้าตำหนักจันทราเงินและผู้เฒ่าเสว่อยู่ด้วย หาไม่แล้วนางคงลงมือทันที
“เ้าจะตะคอกใส่ข้าทำไม วางมาดผู้าุโหรือ? เ้าใช้ตำแหน่งผู้าุโข่มขู่ศิษย์ตำหนักจันทราเงินยังพอได้ แต่มาข่มขู่ข้านั้นไร้ประโยชน์ ในสายตาข้าตำแหน่งของเ้าก็แค่อาศัยบารมีผู้อื่น ไร้ค่าสิ้นดี!” ฉินชูมองโจวเหมยด้วยสายตาดูแคลนอย่างไม่คิดปิดบัง
“ผู้าุโโจว ในเมื่อเ้าบอกว่าเขาท้าทายตำหนักจันทราเงินของเรา อย่างไรก็ต้องบอกเหตุผลมาด้วย” สีหน้าของผู้เฒ่าเสว่ดูไม่ดีนัก เพราะวันนี้มีแต่เื่น่าอับอายขายหน้า
โจวเหมยกวักมือไปทางนอกโถง ศิษย์จำนวนหนึ่งที่ได้รับาเ็เข้ามาในโถงใหญ่ ก่อนจะบอกกล่าวว่าฉินชูทำร้ายพวกนางจนาเ็
“ผู้เฒ่าเสว่ ศิษย์มีเื่จะพูดเ้าค่ะ” มู่เซวียนก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าว
“อืม เ้าอยากพูดอะไรก็พูด!” ผู้เฒ่าเสว่พยักหน้า
มู่เซวียนประสานหมัดคำนับเ้าตำหนักจันทราเงินและผู้เฒ่าเสว่ ก่อนจะบอกเล่าเื่ที่ฉินชูช่วยเหลือนาง หลังจากฉินชูส่งนางไปถึงเมืองซินเยว่ โจวเหมยก็พาคนมา คิดจะจับตัวฉินชูโดยไม่ไต่ถามเื่ราวให้ชัดเจน ผลคือถูกฉินชูโจมตีโต้ตอบจนได้รับาเ็
“ผู้าุโโจว ที่มู่เซวียนกล่าวมาเป็ความจริงหรือไม่?” ผู้เฒ่าเสว่หันมองโจวเหมย
“ท่านผู้เฒ่า โจวเหมยสงสัยว่าเขาสมรู้ร่วมคิดกับราชวงศ์ดาราเหมันต์ลักพาตัวมู่เซวียนไป จึงคิดจะจับกุมตัวเขา แต่เ้าหมอนี่ไม่รู้จักสำนึก ทำร้ายพวกนางจนาเ็” โจวเหมยกล่าวอ้างเหตุผลอีกครั้ง
“ไม่รู้จักสำนึก... ทำร้ายพวกนาง? นี่เป็เพราะฉินชูยั้งมือ มิเช่นนั้นคงไม่ใช่ทำร้าย แต่เป็สังหาร!” สีหน้าของมู่เซวียนเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด เพราะโจวเหมยอ้างเหตุผลต่างๆ เื่ที่ไร้เหตุผลก็ยังจะโยกโย้
“สังหาร... เขามีความสามารถอย่างนั้นหรือ? มู่เซวียน เ้าอย่าได้ถูกหลอกเชียว คนที่ลงมือกับเ้าบางทีก็อาจเป็พวกเดียวกับเขา” โจวเหมยกล่าว
“ข้าพอจะรู้เื่ราวโดยคร่าวแล้ว เ้าหนูมีอะไรจะอธิบายหรือไม่?” ผู้เฒ่าเสว่มองฉินชูพร้อมเอ่ยถาม
ฉินชูประสานหมัดคำนับผู้เฒ่าเสว่ “อธิบายไปก็ไร้ประโยชน์ เื่นี้สุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับว่าท่านผู้เฒ่าและท่านเ้าตำหนักจะเชื่อเช่นไร หากเชื่อว่าฉินชูมีใจคิดคด เช่นนั้นฉินชูอธิบายเท่าไรก็ไร้ประโยชน์ ในทางตรงกันข้าม ฉินชูก็ไม่จำเป็ต้องอธิบายอะไร”
“มู่เซวียนบอกว่าเ้าสังหารคนชั่วไปหลายคน ในจำนวนนั้นมีผู้ฝึกตนขั้นหลิงหยวนระดับหกด้วย เช่นนั้นข้าอยากดูพลังความสามารถของเ้า” จวงหานกล่าว
“พูดไปพูดมา ก็ยังคิดจะสร้างความลำบากแก่ข้า ผู้าุโใหญ่ท่านนี้ ข้าไม่รู้ว่าที่ผ่านมาท่านเป็เช่นไร มีบารมีเพียงใด แต่ข้ากล้าพูด ว่านับแต่วันนี้เป็ต้นไป ชื่อเสียงและบารมีของท่านในตำหนักจันทราเงินเข้าสู่่ขาลงแล้ว” ฉินชูมองจวงหานพร้อมกล่าววาจาที่ทำให้จวงหานรู้สึกอับอาย แต่ก็เป็เื่จริง โอสถของเหล่าผู้าุโถูกมู่หยวนหลิงยกเลิก ภายในใจผู้าุโทั้งหลายเกลียดชังเขาแทบตาย ไหนเลยจะยังให้เกียรติเขา
บางทีผู้าุโจำนวนมากอาจไม่จำเป็ต้องใช้โอสถเพื่อสนับสนุนการฝึกฝนแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือทะลวงคอขวด แต่ทางตระกูลก็ยัง้า หากได้รับโอสถที่แจกจ่ายให้ ก็เอาไปให้ลูกศิษย์และลูกหลานใช้ได้ แต่บัดนี้อาจไม่มีแล้ว
“เ้าชื่อฉินชูใช่หรือไม่! เช่นนั้นให้ข้าลองดูว่าเ้ามีพลังความสามารถหรือไม่” ในจังหวะนี้เอง บุรุษผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังโจวเหมยก้าวเดินขึ้นหน้า
“เ้าหุบเขามู่ เ้าหมอนี่มีพลังตบะขั้นไหนหรือ?” ฉินชูไม่เห็นระดับพลังของอีกฝ่าย จึงหันมองมู่หยวนหลิง
“ถามทำไม? เ้าสู้เขาไม่ไหวเสียหน่อย! เ้าเป็ศิษย์ฝ่ายใดกัน หดหัวของเ้ากลับไปเดี๋ยวนี้ พลังตบะขั้นหยวนหลิงระดับเจ็ด ออกมาข่มเหงรังแกผู้อ่อนแอกว่าน่าภูมิใจหรือ? หุบเขาโอสถทิพย์มอบยาให้พวกเ้าฝึกฝน ไม่ใช่เพื่อให้พวกเ้าข่มเหงผู้อ่อนแอ” หลังจากกล่าววาจาเหน็บแนมฉินชูหนึ่งประโยค มู่หยวนหลิงจึงตะคอกใส่บุรุษที่หมายจะเล่นงานฉินชู
ครั้งนี้มู่หยวนหลิงสนับสนุนฉินชู
