แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทิ้งเพียงแสงสลัวสีแดงอมม่วงไว้ รถม้าของกรมปราบปรามแล่นผ่านถนนเก่าแก่มุ่งหน้าสู่เขตเมืองเก่า ภายในรถที่แยกส่วนจากคนขับ ชาร์ลส์นั่งอยู่ตรงข้ามโจเซฟ
"สุดท้ายก็ต้องกลับไปหาบาร์โธโลมิวอีกจนได้" ชาร์ลส์บ่น นึกถึงเหตุการณ์เมื่อ่บ่าย
—-
ตอนที่พวกเขากลับไปหาบาร์โธโลมิว คราวนี้โจเซฟเป็คนเจรจาเอง วิธีการไม่ซับซ้อน สี่สิบครูเซโดเพื่อแลกกับรหัสลับ ไม่มีการต่อรอง เพราะครั้งก่อนราคาสี่สิบครูเซโดได้ทั้งที่ตั้งและรหัสลับ ครั้งนี้ยอมจ่ายราคาเดิมเพราะไม่อยากเสียเวลาต่อรอง
"ถ้าบอก ข้อตกลงจบที่นี่" โจเซฟพูดเรียบๆ "ถ้าไม่บอก เราจะไปหาคนอื่น ถึงจะเสียเวลาตามหาคนที่เคยเจอในตลาดมืดคราวก่อน แต่ก็ยังทำได้ ที่มาหานายเพราะหาตัวง่ายเท่านั้น"
บาร์โธโลมิวที่เห็นท่าทีจริงจังของโจเซฟก็ยอมตกลง ไม่กล้าเสี่ยงขึ้นราคา ได้น้อยกว่าที่หวังยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
—-
"สี่สิบครูเซโดแค่รหัสลับ..." ชาร์ลส์พึมพำในรถม้า ยังรู้สึกเสียดายเงินไม่หาย "นี่ถ้าไม่ได้เบิกคืนนะ..."
"อย่างน้อยก็ใช้เงินหน่วยจ่าย ไม่ใช่เงินใครคนใดคนหนึ่ง" โจเซฟพูดติดตลก นึกถึงตอนที่ตัวเองต้องควักเงินส่วนตัวจ่ายครั้งก่อน
เสียงล้อรถม้ากระทบพื้นหินดังกึกก้องในความมืด พวกเขากำลังเข้าสู่เขตเมืองเก่า บ้านเรือนสองข้างทางดูทรุดโทรมกว่าในเขตกลางเมือง มีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันที่แขวนหน้าร้านค้าบางร้านส่องสว่างเป็ระยะ
"จำรหัสลับได้แล้วใช่ไหม?" โจเซฟถามพลางปรับท่านั่งให้ข้อเท้าที่าเ็สบายขึ้น
"สตรีงาม จันทร์เงินส่องแสง" ชาร์ลส์ท่อง "ส่วนอีกคนต้องพูด แต่ฉันชอบดวงดาวมากกว่า"
"ดี" โจเซฟพยักหน้า
"จากที่คิดไว้" โจเซฟเริ่ม "คนที่สะกดรอยเราน่าจะเป็คนมีอิทธิพลในตลาดมืด ไม่งั้นพ่อค้าแม่ค้าคงไม่กล้าส่งข่าวให้"
ชาร์ลส์พยักหน้า "แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าใครคือคนที่มีอิทธิพล?"
"สังเกตจากปฏิกิริยาของคนรอบข้าง" โจเซฟตอบ "คนที่มีอิทธิพลมักจะมีคนเกรงใจ หรือไม่ก็มีคนคอยประจบ"
"แล้วถ้าเจอตัวล่ะ?"
"อย่าเพิ่งทำอะไร" โจเซฟเตือน "แค่จำหน้าไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยวางแผนจัดการทีหลัง"
"ฉันคิดวิธีหนึ่งออก" ชาร์ลส์เอ่ยขึ้นหลังจากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ "แต่ต้องทนเจ็บตัวหน่อย"
"ว่ามา" โจเซฟขมวดคิ้ว
"ให้พวกนั้นพาเราไปหาเอง" ชาร์ลส์อธิบาย "ถ้าคนแปลกหน้าที่สะกดรอยเราตอนนั้นเป็คนของกลุ่มมีอิทธิพลจริง พวกเขาต้องจับตาดูเราแน่ในคืนนี้ เราก็แค่ทำตัวเป็เหยื่อ เดินตามหาพวกมันอย่างน่าสงสัย จนไปติดมุมในทางตัน"
"แล้วหวังว่าพวกมันจะกล้าออกมา?" โจเซฟเสริม
"ใช่" ชาร์ลส์พยักหน้า "พอพวกมันออกมาหาเื่ เราก็ขัดขืนนิดหน่อย ให้พวกมันซ้อมเราเป็พิธี... แต่จุดสำคัญคือ" เขายิ้มมุมปาก "เราต้องแกล้งแพ้ให้สมจริง ถ้าเราหมดสติ พวกมันน่าจะลากตัวเราไปที่กบดานเพื่อรีดข้อมูล"
โจเซฟนิ่งคิดครู่หนึ่ง "แผนอันตราย"
"แล้วถ้าพวกมันตั้งใจจะฆ่าล่ะ?" โจเซฟถามเสียงเครียด "นายคิดว่าพวกมันจะใจดีแค่ทำให้สลบ?"
"เพราะงั้นแผนถึงต้องแเี" ชาร์ลส์อธิบาย "หนึ่ง เราต้องแสดงให้เห็นว่าเรามีข้อมูลสำคัญ เช่นพูดถึงของมีค่าที่เจอในตลาดมืดครั้งก่อน สอง ทำตัวเหมือนคนโง่ที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกสะกดรอย"
"แล้วถ้าพวกมันไม่หลงกล?"
"งั้นก็ใช้แผนสำรอง" ชาร์ลส์ยิ้มมุมปาก "ฉันจะใช้พลังทำให้พวกมันจดจ่อแต่เื่จับตัวไปสอบสวน"
"เสี่ยงมาก"
ชาร์ลส์มองหน้าเพื่อน "นายมีแผนอื่นที่ดีกว่านี้หรือเปล่า?"
โจเซฟนั่งนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ "คิดไว้แล้วว่าจะใช้วิธีปล่อยข่าว..." เขาหยุดชั่วครู่ "แต่ตลาดมืดไม่เคยอยู่ที่เดิมนานเกินสองสามวัน พวกมันย้ายที่ตลอดเพื่อหลบทางการ" เขาถอนหายใจเบาๆ "แต่แผนของนายก็เสี่ยงเกินไป…"
"งั้นเรามาปรับแผนกัน" ชาร์ลส์เสนอ "แทนที่จะรอให้พวกมันลากตัวเราไป เราอาจจะ..."
"ใช้วิธีเดิม แต่เพิ่มความปลอดภัย" โจเซฟพูดขึ้น พลางปรับท่านั่งให้ข้อเท้าที่าเ็สบายขึ้น "ฉันจะแอบซ่อนตัวในระยะที่ใช้พลังได้ ถ้าเกิดอะไรขึ้น ฉันจะตั้งกฎห้ามทุกคนในรัศมีเคลื่อนไหว แล้วค่อยๆ ขยับเข้าไปช่วยนาย"
"รอก่อน" ชาร์ลส์ขมวดคิ้ว "นายลืมอะไรไปหรือเปล่า? ตลาดมืดคราวนี้อยู่ในซ่องโสเภณีนะ... นายอาจไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปข้างใน ระยะพลังของนายจะถึงหรือเปล่า?"
"อืม..." โจเซฟชะงัก ใบหน้าฉายแววครุ่นคิด
"แล้วอีกอย่าง" ชาร์ลส์พูดต่อ "ต่อให้ระยะถึง แล้วคนที่อยู่ในรัศมีล่ะ? พลังของนายฉันเห็นมาบ่อย แต่คนที่ไม่รู้... คนธรรมดา โสเภณีพวกนั้น..." เขาหยุดครู่หนึ่ง "ถ้าจู่ๆ พวกเขาเคลื่อนไหวไม่ได้ มันจะสร้างความโกลาหลมากกว่าช่วยเรานะ"
โจเซฟถอนหายใจยาว "นายพูดถูก... ฉันคิดแค่เื่ช่วยนาย แต่ลืมนึกถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น"
"งั้นใช้แผนของนายดีกว่า... ฉันจะคอยตามห่างๆ ถ้ามีอะไรผิดแผนค่อยหาทางช่วย"
"แล้วถ้าฉันถูกพวกมันพาตัวไป" ชาร์ลส์ถาม "นายจะตามหาฉันเจอได้ยังไง?"
"ฉันจะแอบตามไปห่างๆ"
"แล้วถ้าพลาดสายตาไปล่ะ?" ชาร์ลส์ย้อนถาม "ในความมืดแบบนั้น แถมพวกมันต้องรู้จักซอกซอยดีกว่าเราแน่..."
โจเซฟยิ้มบาง "นาฬิกาพกที่นายได้จากกรมปราบปรามน่ะ" เขาชี้ไปที่กระเป๋าเสื้อของชาร์ลส์ "มันมีกลไกพิเศษที่ทำให้เรารู้ว่ามันอยู่ที่ไหน เผื่อไว้สำหรับกรณีที่สมาชิกหายตัวไป... ทางหน่วยจะได้ตามหาเจอ"
"นี่นายรู้มาตลอดเลยเหรอ?" ชาร์ลส์เลิกคิ้ว
"ก็นายไม่ถามนี่" โจเซฟยักไหล่
"ยังมีอะไรที่ฉันควรรู้อีกไหม?" ชาร์ลส์ถามพลางส่ายหน้าระอา
"มีสิ" โจเซฟตอบ น้ำเสียงจริงจังขึ้น "ถ้าพวกมันยึดนาฬิกาไป พยายามจำหน้าคนที่เก็บไว้ด้วย"
ชาร์ลส์พยักหน้า "เพราะถึงนาฬิกาจะบอกตำแหน่งได้ แต่มันบอกแค่ว่านาฬิกาอยู่ที่ไหน ไม่ได้บอกว่าตัวฉันอยู่ที่ไหน ถ้าพวกมันแยกนาฬิกาออก นายอาจจะตามหาฉันไม่เจอ"
ชาร์ลส์กล่าวต่อ "นาฬิกาพกแบบนี้มีราคามาก ถ้าเรารู้ว่าใครเป็คนเก็บ มันจะช่วยให้เราติดตามได้ง่ายขึ้น เพราะคนพวกนั้นอาจเก็บไว้กับตัวเอง หรือเอาไปให้หัวหน้าของพวกมันแน่ๆ"
ชาร์ลส์พยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นบ้านหลังหนึ่งที่ทรุดโทรมถูกทิ้งร้าง ภาพความทรงจำในบ้านหลังนั้นแวบเข้ามาในหัว เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหันมาหาโจเซฟ
"นายรู้ไหม..." ชาร์ลส์เอ่ยขึ้นช้าๆ เสียงแ่เบา "หลังจากที่พวกเราหนีออกมาจากบ้านหลังนั้น... มันเกิดอะไรขึ้นต่อ?"
โจเซฟชะงัก สีหน้าทันทีกับคำถามที่เข้ามากระทัน "นายแน่ใจนะว่าอยากรู้?"
"อืม" ชาร์ลส์พยักหน้า "ฉันไม่เคยกล้าถามใครเลยั้แ่วันนั้น... แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าฉันพร้อมแล้ว"
โจเซฟถอนหายใจยาว "หลังจากที่เราส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ... มาดามเอสเธอร์กับผู้บัญชาการสูงสุดเป็คนไปจัดการเอง"
"พวกเขาเข้าไปในบ้านและ..." โจเซฟชะงัก ราวกับกำลังเลือกคำพูด
"และ?" ชาร์ลส์เอ่ยถามเสียงแ่
"พวกเขาต้อง... จัดการหญิงสาวคนนั้น"
"ไม่มีทางเลือกอื่น มันเป็ทางเดียวที่จะตัดการเชื่อมต่อระหว่างเธอกับตัวตนระดับมหาชีวิต"
ชาร์ลส์นิ่งไป นึกถึงภาพสุดท้ายที่เขาเห็น... หญิงสาวในชุดขาวยืนเคลื่อนที่ลงบันไดมาอย่างผิดธรรมชาติ เส้นเอ็นสีเืทำหน้าที่เป็ขาและแขน พยุงร่างของเธอ
"แล้วตัวตนนั้น... มันไปไหนแล้ว?"
"มันพยายามจะออกมาทำร้ายคนภายนอก แต่หน่วยปราบปรามเตรียมการป้องกันไว้แล้ว ไม่มีใครมองมัน ไม่มีใครได้ยินเสียงมัน... สุดท้ายมันก็หายไป กลับไปยังที่ที่มันจากมา"
"บ้านหลังนั้น...?"
"ถูกปิดผนึก และถูกทำลายทิ้ง" โจเซฟตอบ "รวมถึง... ร่างของทุกคนในนั้น"
ความเงียบปกคลุมภายในรถม้า มีเพียงเสียงล้อกระทบพื้นหินดังขึ้นเป็จังหวะ
"แล้ว..." ชาร์ลส์เอ่ยขึ้นช้าๆ "มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมตัวตนลำดับมหาชีวิตถึงไปอยู่ที่บ้านหลังนั้นได้?"
โจเซฟถอนหายใจยาว "จากที่ผู้บัญชาการสืบได้... มีโจรบุกเข้าบ้าน"
"พวกมันฆ่าพี่สาวของเธอต่อหน้าต่อตา... แม่ของเธอเห็นเหตุการณ์แล้วเสียสติ ก่อนที่พวกมันจะฆ่าแม่ของเธอด้วย"
ชาร์ลส์นั่งนิ่ง รอฟังต่อ ในหัวนึกถึงศพสองศพที่เจอในบ้านหลังนั้น... ร่างที่มีแขนหักงอ แทงท้องกันไปมาด้วยกระดูกของตัวเอง นั่นคงเป็โจรที่บุกเข้าบ้านในคืนนั้น
"หญิงสาวคนนั้น... เธอคงทนรับความเ็ปและความสูญเสียไม่ไหว เธอใช้พิธีกรรมต้องห้าม... พิธีที่เรียกตัวตนจากอีกด้านหนึ่งมา แลกกับการแก้แค้นให้ครอบครัวของเธอ"
"แต่มันไม่ใช่แค่แก้แค้น..." ชาร์ลส์พึมพำ นึกถึงสภาพของศพโจรทั้งสองที่เขาเห็น ความตายคงเป็เื่ที่เมตตาเกินไปสำหรับพวกมัน
"ใช่" โจเซฟพยักหน้า "ตัวตนนั้นไม่ได้แค่ฆ่าโจรทั้งสอง... มันเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็หุ่นเชิดที่ต้องทรมานตัวเองไปชั่วนิรันดร์ และยังทำให้ศพของแม่และพี่สาวของเธอลุกขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง... แต่ไม่ใช่ชีวิตที่พวกเขาควรจะมี"
"เธอรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำทำลงอะไร?"
"ไม่มีใครรู้หรอก ว่าพิธีกรรมแบบนั้นจะนำพาอะไรมา" โจเซฟส่ายหน้า "ตัวตนลำดับมหาชีวิตไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ควรยุ่งเกี่ยวด้วย พวกมันอยู่เหนือความเข้าใจของเรา และไม่เคยให้ในสิ่งที่เรา้าจริงๆ"
ชาร์ลส์นึกถึงรอยยิ้มบิดเบี้ยวบนใบหน้าเืนั้น... รอยยิ้มที่ทำให้เขาเห็นภาพหลอนมาจนถึงทุกวันนี้
"บางครั้ง… ฉันก็คิดว่า ถ้าใครสักคนรู้เื่นี้เร็วกว่านั้น ถ้ามีคนช่วยครอบครัวของเธอั้แ่ก่อนที่โจรจะบุกเข้าบ้าน..." ชาร์ลส์กล่าวอย่างสะท้อนใจ
"ไม่มีใครคาดเดาเื่แบบนี้ได้หรอก บางครั้งโศกนาฏกรรมก็เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครป้องกันได้ทัน และมันก็ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้อนขึ้นมาอีก"
ชาร์ลส์พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหันไปมองออกนอกหน้าต่างอีกครั้ง เห็นแสงตะเกียงริบหรี่ส่องสว่างตามตรอกซอกซอย ภาพของบ้านหลังนั้นยังคงติดตรึงในความทรงจำ... บ้านที่กลายเป็หลุมศพของทั้งครอบครัว
รถม้าแล่นเข้าสู่ตรอกแคบ ผ่านร้านค้าที่ทยอยดับแสงไฟ บรรยากาศรอบด้านเริ่มมืดสลัวลง
"เราถึงแล้ว" โจเซฟบอก พลางชี้ไปที่อาคารสามชั้นหลังหนึ่ง แสงสีแดงจากโคมไฟส่องสว่างเหนือประตูใหญ่
ชาร์ลส์สลัดภาพความทรงจำทั้งหมดออกจากหัว กลับมาจดจ่อกับภารกิจตรงหน้า "จำไว้นะ" เขาหันไปบอกโจเซฟ "ถ้ามีอะไรผิดปกติ..."
"รู้แล้ว" โจเซฟพยักหน้า "ระวังตัวด้วย"
ก่อนรถม้าจะจอดสนิท ชาร์ลส์หันไปหาโจเซฟ เสียงของเขาแ่เบาลง "พี่สาวของนาย... เป็ผู้ยกระดับตัวตน"
"อืม" โจเซฟพยักหน้าเบาๆ ไม่แสดงท่าทีประหลาดใจ "เธอบอกฉันแล้ว นายไม่ต้องห่วง"
ชาร์ลส์พยักหน้ารู้สึกโล่งใจ ก่อนจะลงจากรถม้า เขาหันกลับไปมองโจเซฟที่ยังนั่งอยู่ในรถ สายตาเหลือบไปที่ไม้เท้าหัวเงินในมือเพื่อน
"ไม้เท้านั่นเหมาะกับนายดีนะ" เขายิ้มมุมปาก"
โจเซฟหัวเราะเบาๆ "ใช่ ตอนนั้นนายใช้มันได้ดีเลย" เขาลูบไม้เท้าหัวเงินในมือ
"แต่ดูท่าตอนนี้นายจะได้ใช้มันเสียเอง"
ชาร์ลส์เดินบนถนนหิน เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังแว่วมาจากด้านใน เขาสูดหายใจลึก ก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูใหญ่
ชาร์ลส์ก้าวเข้ามาในซ่อง กลิ่นเหล้าและตัณหาลอยอวลในอากาศ เสียงดนตรีและเสียงหัวเราะดังแว่วมาจากห้องต่างๆ หญิงสาวในชุดสีสันฉูดฉาดเดินผ่านไปมา บ้างก็พาลูกค้าขึ้นบันได บ้างก็นั่งเคล้าเคลียกันในมุมมืด
เขาเดินไปที่โต๊ะไม้ยาวขายเหล้า สั่งเหล้าแก้วหนึ่ง พลางกวาดตามองไปรอบๆ อย่างไม่เร่งรีบ เขารู้ว่าตอนนี้พวกนั้นกำลังจับตาดูเขาอยู่... และนั่นคือสิ่งที่เขา้า
แก้วเหล้าถูกเลื่อนมาตรงหน้า เขายกขึ้นจิบช้าๆ รอคอยให้แผนการของเขาเริ่มต้นขึ้น
