หลังจากเหตุการ์ณการล้มสลายของสำนักกระบี่ัฟ้า และการปรากฏตัวของไป๋เยี่ยนหรงทำให้ทั่วทั้งยุทธภพสั่นคลอนอีกครั้งหลายสำนักทั่วหล้าที่เคยพยายามจะลุกลานลัทธิมารต่างพากันหายเงียบไปอีกครั้ง และพันธมิตรฝ่ายธรรมต่างแตกตื่นกับการสูญเสียยอดฝีมือไปจึงมีการประชุมยุทธภพของฝ่ายธรรมขึ้น ด้านฝ่ายลัทธิมารเองก็จัดพิธีการกราบไหว้เทพมารเพื่อที่จะคัดเลือกศิษย์เพิ่มและเป็การแสดงอำนาจของเ้าสำนักไปในตัว แต่ก่อนที่พิถีจะเริ่มด้านไป๋เยี่ยนหรงต้องจำการเื่บางอย่างซะก่อน
ณ ตำนักเทพมาร ไป๋เยี่ยนหรงได้นั่งเท้าคางกับที่พักแขนอ่านรายงานต่างๆของสำนักที่ผ่านมาอยู่ ั์ตาสีแดงสดจ้องมองอ่านอย่างตั้งใจ พลางในใจกำลังนึก “ทำไมเด็กวิทลัยอย่างเราต้องมานั่งทำอะไรแบบนี้ด้วยนะ” ก่อนที่เสียงประตูจะเปิดออกแล้วคนเฝฝ้าประตูก็เดินเข้ามาคลุกเขาต่อหน้าบัลลังของตน ไป๋เยี่ยนหรง ละสายตาจากหนังสือรายงานมองไปยังทหารเฝ้าประตู
“ขออภัยขอรับท่านเ้าสำนัก ท่านสองมาถึงแล้วขอรับ”
“งั้นรึ...ให้ไปรอข้าที่ศาลาริมน้ำก็แล้วกันเดี๋ยวข้าตามไป”
“รับทราบขอรับ” ก้มคำนับก่อนเดินออกไป ไป๋เยี่ยนรางมงตามก่อนที่จะหันกลับมาสนใจหนังสือรายงาน จนเวลาผ่านไปราว30นาที จึงลุกออกไปโดยไม่ให้ใครตามมาด้วยไป๋เยี่ยนหรงก้าวเดินไปอย่างไม่เร่งรีบพร้อมมองบรรยากาศระหว่างทางเดิน
จนมาถึงศาลาริมน้ำหลังตำนักเทพมาร ไป๋เยี่ยนหรงทอดสายตามองไปเห็นศิษย์ที่นั่งวาดรูปอยู่ ก่อนจะยิ้มมุมปากเล่นน้อยแล้วเดินเข้าไปในศาลา ลูกศิษย์ที่เห็นอาจารย์ของตนก้าวเดินเข้ามาในศาลาก็รีบเก็บพู่กันและกระดาษภาพด้วยความเร่งรีบ
“หึ....ไม่ต้องเก็บหรอกเชิญเ้าตามสบายเถอะเ้าสอง ภาพของเ้าทำให้ข้าผ่อนคลาย”
“หนึ่งมารเหนือหมื่น์ หนึ่งคำเหนือชีวิต ข้าน้อยขอถวายชีพ แด่ท่านเทพมาร ขอให้มารจงรุ่งเรืองนับหมื่นหมื่นปี! ศิษย์ลำดับที่2 มู่ชิง ขอคำนับท่านอาจารย์เ้าคะ” หญิงสาวกล่าวคำนับพร้อมก้มหัวลงกราบกับพื้น ลักษณะของมู่ชิงเป็หญิงสาวอายุราว22 รูปร่างผอมบาง ผมสีดำสนิท หน้าน่าดูน่ารักมีแก้มนิดหน่อย มีไฝใต้ตาขวา ั์ตาสีดำอมแดง สวมใส่อาภรณ์สีขาวดำดูเรียบๆ ไป๋เยี่ยนยืนวิเคราะห์อยู่พักหนึ่ง
“ทำตัวตามสบายเถอะ...เ้าเนี่ยชั่งเป็คนที่น่าทึ่งเสียจริง บรรลุขั้นมารมาถึงขั้น6ได้โดยการวาดภาพ ภาพวาดของเ้าก็คงอยู่ในขั้นที่วาดรูป นรก18ชั้น10ยมราชได้แล้วสินะ แต่ยังคงห่างไกลจาก์36ชั้นนัก แต่ก็เอาเถอะเท่านี้ก็นับว่าดีแล้ว...มาเข้าเื่กันดีกว่า” ไป๋เยี่ยนหรงค่อยๆเดินไปนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามกับอีกฝ่าย ก่อนที่จะยกกาน้ำชาแล้วรินให้หญิงสาว มู่ชิงรีบรับชาจากอาจารย์มาอย่างเก้ๆกังๆ ก่อนที่จะยกขึ้นดื่ม ไป๋เยี่ยนหรงเอื้อมมือไปหยิบภาพวาดอีกฝ่ายขึ้นมาดู เป็ภาพที่วาดขึ้นอย่างประณีตถึงจะเป็เพียงแค่รูปดอกกล้วยไม้แต่กลับดูมีชีวิตชีวาราวกับของจริง
“เ้าสอง...ข้ารู้ว่าเ้าอยากหมกตัวอยู่ในห้องวาดภาพฝึกตน แต่ว่านะต่อให้กระบี่คมเพียงใดหากไม่เคยซักมันออกมาจากฝักมันก็ไม่ต่างจากเศษเหล็กหรอกนะ คนเองก็เช่นกันหากมีฝีมือก็จงแสดงออกมาให้ผู้คนประจักษ์ ในอีก2วันข้างหน้าข้าอยากให้เ้าทำกองทหารหน่วยอีกา ไปปราบกองโจรูเาทางเหนือที่กำลังขยายอาณาเขตุกลานพื้นที่ของข้าซะ” ไป๋เยี่ยนหรงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบราวกับูเาน้ำแข็งสายตาจ้องมอง มู่ชิง ด้วยความจริงจัง หญิงสาวที่ได้ยินเช่นนั้นก็หน้าชีดเหลืองพลางตัวสั่นด้วยความกลัวจนน้ำในแก้วชาหกออกมาจากแก้ว
“ข...ข้าจะรีบไปเตรียมตัวเ้าคะ ขอตัวเ้าคะท่านอาจารย์”
[ 2 วันต่อมา ]
"ไปกันเเล้วสินะขอรับ....เหล่าข้ารับใช้เเละศิษย์คนอื่นๆที่ได้ข่าวว่าท่านมีรับสั่งให้ท่านหญิงสองไปสู่ภายนอกต่างพากันเเตกตื่นยกใหญ่" ชายร่างบางเเต่งตัวเรียบง่าย คุมโทนด้วยสีขาวม่วง สวนใส่เเว่นตา ผมสีขาวราสกับหมอกหนา ดวงตาสีม่วงประกายงดงาม ในมือถือพัดยืนอยู่ข้างๆไป๋เยี่ยนหรง ณ ยอดตำหนักเทพมาร
"เ้าสองนั้นเดิมทีถูกเลี้ยงดูให้เก็บสะสมความบริสุทธิ์เอาไว้เพื้อที่ข้าจะได้นำนางมาเป็เครื่องบรรณาการขึ้นสู่การเป็เทพมารอย่างเเท้จริง" ไป๋เยี่ยนทอดสายตามองตรงไปไกลสุดลูกหูลูกตาพร้อมกับยืนกอดอก
"ข้ารู้ถึงเป้าหมายของท่านดีเเต่นางออกไปโลกภายนอกเช่นนี้แสดงว่าท่านปล่อยวางเเล้วสินะขอรับ" ชายร่างบางค่อยๆหันมามองไป๋เยี่ยนพร้อมกับยิ้มร่า ในมือกางพัดพัดให้กับไป๋เยี่ยนเบาๆ
"สมเป็กุนซือ อวี๋ซิงฮวา ของข้าบัดนี้นอกจากการทำให้ลัทธิกลับมารุ่งเรือนเเล้วเื่ของข้าคงต้องเอาไว้ก่อน" ไป๋เยี่ยนกระตุกยิ้มเบาๆก่อนที่จะเดินกลับเข้าห้องบรรทม อวี๋ซิงฮวา หันมองตามด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะเอ่ยขึ้นเบาๆ"สมกับเป็บุรุษที่ข้าหลงไหลช่างเดาจิตใจได้ยากยิ่ง"ก่อนจะเดินตามไป
ณ กลางหุบเขาทางเหนือ เขาหวินซาง กลุ่มกองกำลังของ มู่ชิง ได้เดินทางมาถึงจุดหมายโดนมี นายกองนามว่า ฉู่หงเทียน เข้ามีร่างกายที่เล็กสูงราวๆ 174 ร่างกายผอมเเห้ง ผมสีขาว เเบกดาบสับม้าไว้บนหลัง พร้อมกับทหารอีก250นาย เดินเรียงรายอย่างเป็ระเบียบ ก่อนที่ขบวนจะหยุดลง ในป่าที่ควรจะมีเสียงสิงสาลาสัตว์กลับเงียบมีเพียงเเค่เสียงลม ด้านมู่ชิงเห็นว่าทุกอย่างดูเปลี่ยรประหลาดจึ่งเดินลงมาจากม้า (นางขี่ม้าไม่เป็จึ้งต้องมีคนค่อยจูงให้ตลอดการเดินทาง) เเล้วเดินไปหาฉู่หงเทียน
" ป่ามันเงียบเเบบนี้ปกติมั้ยเ้าคะท่านนายกอง " หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองชายชราก่อนที่จะเอ่ยปากถาม ด้านฉู่หงเทียนเห็นเช่นนั้นจึงรีบะโลงจากม้าเเล้วคลุกเข่าคำนับ
"เรียนท่านหญิงสอง ข้าเกรงว่าตอนนี้พวกเราจะโดนพวกโจมูเารอบเเล้ว ได้โปรดอยู่ใกล้ชิดเหล่าทหารองครักษ์ด้วยขอรับ"
" หึๆสมกับเป็คนของสำนักมาร รู้ตัวเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้ซะอีก " เสียงทุ้มดังออกมาจากในป่าก่อนที่จะมีของร่างใหญ่ค่อยเดินออกมาจากป่าไม้หนาทึบ ทุกคนต่างตกตะลึงกับร่างชายที่ปรากฏตรงหน้ายกเว้น มู่ชิงที่ใบหน้ายังเรียบนิ่ง ร่างกายของชายคนนี้สูงใหญ่ราว3เกือบ4เมตร ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้าม หนวดเครารุงรัง มีใบหน้าที่วิกลจริต สองมือถือดาบขนาดใหญ่ยืนจองมองมู่ชิงพวกรอยยิ้มโรคจิต
"หุ้ว...ส่งของดีมาซะด้วย...เอาเเบบนี้พวกเ้าทหารของสำนักมารทิ้งนางผู้หญิงเอาไว้ซะเเล้วกลับไป ข้าจะไว้ชีวิตพวกเ้าทั้งหมด" ฉู่หงเทียนกัดฟันเเน่นพร้อมกับจับดาบที่หลังจะซักเข้าสู่ เเต่ร่างเล็กของสตรีก็จับที่ไล่ของชายชราเบาๆก่อเดินมายืนประจันหน้ามองดู ชายร่างั์
"ข้านามว่ามู่ชิง....ข้ามีสองทางเลือกให้เเก่ท่านเช่นกัน...ว่าจะตายเป็อาหารของสุนัขป่าตรงนี้หรือเข้าร่วมกับลัทธิมาร" หญิงสาวค่อยๆหยิบพู่กันออกมาจากใต้ชายเสื้อก่อนที่จะชี้หน้าชายร่างั์อย่างมุงมั่น
"ฮ่าๆยัยเด็กอวดดี....คงต้องสั่งสอนสักหน่อยเเต่วางใจข้าจะทำให้เ้ายังมีชีวิตอยู่เพื่อเป็ของเล่นให้ข้าเเละเด็กของข้าฮ่าๆๆ" เสียงหัวเราะผสมโรงกันของหัวหน้าโจรูเาเเละเหล่าลูกสมุนนับร้อย
"งั้นก็จงหายไปซะ...." มู่ชิงตวัดปลายพู่กันลงบนอากาศบรรดานให้เกิดสายฟ้าฟาดผ่าลงมาใส่ศัตรู สนุมของโจรูเาพากันวิ่งหนีตาย ด้านหัวหน้าเองซะงักมองด้วยความใไปสักครู่ก่อนจะกำดาบเเน่นเเล้วพุ่งเข้าโจมตีมูชิงทันที
"เหล่ากองทัพอีกาไล่ล่าพวกมันอย่าให้เหลือเ้าคะ......" มู่ชิงหันไปออกคำสั่งก่อนที่จะหันมาตวัดพู่กันวาดภาพในอากาศอีกครั้ง ปรากฏโซ่ตะขอพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินสีเเดงร้อน รัดร่างั์ของศัตรูเอาไว้พร้ะขอเกี่ยวเนื้อหนังเอาไว้เืของหัวหน้ากองโจรไหลอาบร่างกายพร้อมกับถูกหยุดการโจมตีเอาไว้ได้ ในระหว่างนั้นเหล่าลูกสมุนก็ถูกไล่ล่าเเละฆ่าไปมากมาย
"วะ...ไว้ชีวิตข้าด้วยท่านหญิง...ใช่เเล้วๆ...ข้า..ข้าจะเข้าวมลัทธิมารเเละจงรักพักดีต่อเทพมาร...." ชายร่างั์กล่าวออกมาด้วยความสั่นกลัวโซ่เเดงี้อนรัดเเน่นขึ้นพร้อมกับเผาไหม้ิัของศัตรู
"บัดนี้....ทุกอย่างสายไปเสียเเล้ว....ปลายพู่กันตวัด เกิดงานศิลปะฉันใด ดาบตวัดยอมเกิดโศกนาฏกรรมฉันนั้น" มือเรียวค่อยๆขีดเส้นตรงเเนวนอนอย่างช้ากลางความว่างเปล่าก่อนที่จะหยุดมือเมื่อขีดพาดผ่านคอของอีกฝ่ายมาเเล้ว ไม่นานนักในพลิกตาหัวของชายร่างั์ก็กระเด็นหลุดออกง่ายดายราวกับถูกตัดโดยของมีคมโลหิตสีแดงสดสาดกระเซ็นไปทั่วหญิงสาวแสยะยิ้มออกมา ั์ตาที่เคยว่างเปล่ากลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาเธออ้าเลยอาบชโลมโลหิตที่โพยพุ่ง จนร่างกายเปียกชุ่มทุกสายตาที่กำลังต่อสู้กันอยู่ต่างหันมาจับจ้องร่างกายของหญิงสาวมันทั้งดูน่าหลงไหลแหละน่าหวาดกลัวสยดสยองไปในตัว แต่ในขณะที่ทุกคนตกอยู่ในผวังหญิงสาวก็นำม่วนกระดาษออกมาจากชายเสื้อแล้วกางออก
“ข้าจะไม่ยอมให้เ้าตายอย่างไร้ค่าหรอก....จงมาเป็ภาพวาดของข้าเสียเถิด” มู่ชิงหันกระดาษที่ว่างเปล่าหาร่างที่ไร้หันที่ยังไม่ตายสนิทก่อนที่จะมีอายปรางสีดำแดงโพยพุ่งออกมาจากร่างนั้นแล้วถูกเข้าไปในกระดาษที่ว่างเปล่าจนก่อเกิดเป็ภาพวาดที่ทั้งงดงามและสยดสยองเหมือนได้เห็นนรกในภาพวาดนั้น เหล่ากองโจรที่ไร้ผู้นำต่างยอมสยมลงต่อหน้าหญิงสาว ด้านหัวหน้ากองที่มองดูรอบๆด้วยความใก็รีบเก็บดาบสะพายไว้ด้านหลังแล้วรีบเดินมาคลุกเข่าคำนับตรงหน้ามู่ชิง ก่อนที่จะหยิบผ้าผืนเก่าออกมาให้หญิงสาวเผื่อใช้เช็ดหน้า มู่ชิงก้มมองก่อนที่จะรับมาเช็ดคราบโลหิตบนใบหน้าเบาๆ ก่อนที่จะเอ่ยปากพูด
“จะซ่อนตัวอีกนานเท่าใดกันเ้าคะ....ศิษย์น้องหก” มู่ชิงสาดสายตาไปยังด้านหลังมองเงาบนพื้นดินก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลงทุกคนมองด้วยความใอีกครั้ง เงาที่เคยนิ่งเริ่มขยับไปมาอย่างน่าหวาดกลัวก่อนที่จะมาร่างของชายผู้หนึ่งโผ่ลขึ้นมาจากเงานั้น พร้อมกับเสียงหัวเราะแสนวิกล
“หึๆๆ....ไม่คิดว่าศิษย์พี่จะรู้ตัวว่าข้าอยู่ตรงนี้” ร่างกายที่ถูกปกคลุมด้วยเงาดำค่อยหลุดลอกออกเผยให้เห็นร่างที่แท้จริงของชายหนุ่มเรือนผมดำสนิทยุ่งเหยิงแผ่สยายรอบศีรษะ ดวงตาเรียวยาวลึกลับราวห้วงรัตติกาล มีร่องสักอักขระยันสีแดงสดบนใบหน้า ใบหน้าซีดขาวขับกับแววตาและรอยยิ้มเยือกเย็นเจือความวิปลาสเล็กน้อย
เขาสวมอาภรณ์สีดำสนิททับเสื้อด้านในสีขาวติดกระดุมจีน เสื้อคลุมยาวปลิวสยายตามแรงลมราวเงามาร ผ้าพันแผลสีขาวหม่นพาดคออย่างหลวมคล้ายปกปิดร่องรอยบางอย่าง สร้อยเส้นแดงห้อยหยกสีขาวพาดจากลำคอลงกลางอก