“วรรณ...อยู่บ้านใช่ไหม”
“อยู่ค่ะคุณนาย” วรรณารีขานรับก่อนเปิดประตูออกมา
จะว่าไปคนที่ใจดีและจริงใจกับเธอนอกจากสายแล้วก็ยังมียี่สุ่น เ้าของสวนผลไม้ที่เธอและสายขออาศัยอยู่ด้วยนั่นเอง
“ฉันเพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัดถึงรู้ว่าเธอคลอดลูกได้หลายวันแล้วก็เลยเอาขิงกับหัวปลีมาให้” ยี่สุ่นเอ่ยขึ้น
วรรณารียกมือไหว้และยื่นมือรับของจากยี่สุ่นอย่างไม่อิดออดด้วยรู้จักนิสัยใจคอของเธอดี หากเอ่ยปากจะให้สิ่งไหนหรืออะไรกับใคร ยี่สุ่นก็ไม่้าได้ยินถ้อยคำปฏิเสธใด ๆ จากอีกฝั่ง
“เห็นว่าคลอดเองที่บ้านไม่ทันได้ไปโรงพยาบาล โชคดีมากนะที่ปลอดภัยด้วยกันทั้งคู่”
“ค่ะคุณนาย โชคดีที่ป้าสายมาเจอพอดี ไม่อย่างนั้นวรรณกับลูกก็คงแย่เหมือนกัน” วันคลอดนั้นเธอบังเอิญหกล้มอย่างแรงจนกระเทือนถึงลูกในท้อง ประจวบกับมีฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้ไม่สามารถหารถเพื่อเดินทางไปโรงพยาบาลได้ สายเลยตัดสินใจทำคลอดด้วยตัวเอง
“สายเก่งเื่นี้อยู่แล้วนี่นะ...” ยี่สุ่นพูดทิ้งไว้เท่านั้นก็ไม่ได้สนใจขยายความต่ออีก เธอเดินเข้าไปในบ้านเพื่อไปสนทนากับสายต่อ ทิ้งให้วรรณารีนิ่วหน้ามองตามอยู่ด้านหลัง
-----
“นี่เป็ครั้งแรกเลยนะที่ฉันเห็นเธอสดชื่นแบบนี้ รู้จักแต่งเนื้อแต่งตัว ไม่รกรุงรังเหมือนเก่า” ยี่สุ่นเอ่ยออกมาเมื่อเห็นสายหวีผมเรียบ ใส่เสื้อผ้าฝ้ายและผ้าถุงสีสบายตา ดูไม่เหมือนยายสายบ้าตามที่คนรอบข้างตั้งฉายาเหมือนเก่า
สายเหลือบมองแล้วทำท่าค้อนก่อนจะหันไปวางร่างเล็กของที่รักลงบนที่นอนซึ่งเตรียมไว้อยู่ด้านข้างอย่างเบามือ “เด็กนี่เอาแต่ใจจะตาย แค่ทำหน้านิ่วใส่หรือเห็นฉันผมเผ้ารุงรังก็เบะปากร้องโวยวายลั่นบ้าน ฉันทนหนวกหูไม่ไหวก็เท่านั้นเอง”
ยี่สุ่นหัวเราะออกมาอย่างไม่ไว้หน้า “แล้วไปรับลูกเขามาเลี้ยงให้เป็ภาระทำไมล่ะ”
สายได้แต่ค้อนตากลับ ท่าทางของทั้งคู่ดูคล้ายเพื่อนมากกว่าที่จะเป็แค่ผู้ให้อาศัยและผู้ขออาศัยอย่างที่คนภายนอกมอง
“เห็นเธอมีชีวิตชีวาแบบนี้ฉันก็สบายใจ แม่หนูนี่สร้างบุญไว้โขเชียว เกิดมาได้ไม่เท่าไรก็ช่วยคนได้แล้วคนหนึ่ง”
สายเหลือบมองร่างเล็กที่กำลังนอนเล่นน้ำลายด้วยแววตาอ่อนโยน
“สดชื่นขึ้นแบบนี้ก็ดีแล้ว อะไรที่มันทุกข์ ๆ อะไรที่หนัก ๆ ก็โยนทิ้งให้หมด ชีวิตเราก็เหมือนนาฬิกาที่เปลี่ยนถ่านไม่ได้ ถ่านหมดวันไหนก็คือจบ ใช้ชีวิตให้สบายอกสบายใจดีกว่านะ ให้สมกับที่อุตส่าห์มีลมหายใจอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้”
สายยังคงมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างเงียบ ๆ แต่ในใจเธอกลับไม่เงียบอย่างท่าทาง เธอคิดถึงวันแรกที่เจอวรรณารีตรงบึงซึ่งอยู่ห่างจากบ้านไปหลายกิโลเมตรในวันนั้นจนกระทั่งลากมาอยู่ด้วยกันในวันนี้
ตอนแรกสายยอมรับว่ารู้สึกหงุดหงิดในใจไม่น้อยที่เหมือนมีภาระแบบไม่ได้ตั้งใจเกิดขึ้น ตามประสาคนที่อยู่เพียงลำพังมาเป็สิบ ๆ ปี โดยเฉพาะ่แรกที่วรรณารีอยู่ในอาการที่ไม่อาจทิ้งไว้เพียงลำพังได้
แต่พอใช้ชีวิตร่วมกันหลายเดือนเข้า ความหงุดหงิดกลับกลายเป็ความผูกพัน หลังจากที่วรรณารีสลัดอาการหมดอาลัยตายอยากทิ้ง เธอได้กลายเป็คนที่ปรับตัวง่าย เข้าใจอะไรได้ง่าย ตัวสายเองเสียอีกที่ดูจะเข้าถึงได้ยากกว่า แต่ก็ไม่ได้ยากเหมือนก่อนที่วรรณารีจะเข้ามาในชีวิตเธอ
วรรณารีเป็คนใส่ใจผู้คน เธอคอยดูแลสายอยู่เสมอทั้งในเื่การกินอยู่ รวมถึงสุขภาพร่างกายแบบรายวัน ความรู้สึกจากความผูกพันเหมือนคนร่วมบ้าน เหมือนคนรู้จัก ก็ค่อย ๆ พัฒนาเป็เหมือนญาติแทน จวบจนกระทั่งมีที่รักออกมาอีกคนนั่นแหละ สายถึงรู้ว่าความรักที่ยายมีต่อหลานนั้นเป็เช่นไร
เมื่อเห็นสายยังเงียบ ยี่สุ่นจึงพูดต่อ “ถึงเวลาที่เธอควรจะเริ่มต้นชีวิตใหม่เสียทีนะ ชีวิตใหม่ที่มีแม่ตัวเล็กนี่กับวรรณอยู่ด้วย การที่คนแปลกหน้าสองคนได้มาเจอกัน ฉันเชื่อว่ามันเป็พรหมลิขิตไม่ใช่ความบังเอิญอย่างแน่นอน”
“เออนี่ ฉันว่าจะชวนเธอและวรรณไปกราบพระธุดงค์ ท่านมาปักกลดในสวนฝั่งโน้นของฉันเมื่อเจ็ดวันก่อน พรุ่งนี้ก็จะธุดงค์ไปที่อื่นแล้ว เห็นบรรดาคนงานที่ไร่บอกว่าท่านน่านับถือมาก ได้สนทนากับท่านทำให้ใจสงบลงเป็กอง”
สายหันมามองด้วยความสนใจ
“เธอเป็พวกที่ไม่ยอมเข้าวัดเลย ไหน ๆ ท่านก็มาโปรดถึงที่แล้วฉันว่าไปกราบเสียหน่อยเถอะ เอาบุญ”
วรรณารีสนใจที่จะไปด้วยเพราะที่รักตอนนี้ก็อายุได้เจ็ดวันแล้ว พอจะออกไปข้างนอกได้บ้าง และที่ที่จะไปก็แค่ชายสวนอีกฝั่งของบ้านยี่สุ่นเท่านั้น
เมื่อเดินไปถึงสถานที่ที่ปักกลด ยี่สุ่นและสายได้เข้าไปถวายเพลก่อนเป็ลำดับแรก จากนั้นสายก็ได้ถอยออกมานั่งกับวรรณารี ปล่อยให้ยี่สุ่นสนทนากับพระธุดงค์เพียงคนเดียว ส่วนตัวเองเลือกที่จะนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ เท่านั้น
พระธุดงค์รูปนี้อายุประมาณหกสิบปี ยังดูแข็งแรงกระฉับกระเฉง หน้าตาผ่องใสลักษณะคล้ายคนอิ่มบุญ ยิ่งได้นั่งฟัง ได้สนทนา ก็ยิ่งทำให้ทั้งสามคนเลื่อมใส ความสุขสงบได้เกิดขึ้นในใจของทั้งสามคนอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
“ลูกสาวชื่ออะไรล่ะนั่น” จู่ ๆ หลวงพ่อก็หันมาถามวรรณารีที่นั่งเงียบมาั้แ่ต้น
วรรณารีก้มลงมองลูกอย่างใไม่น้อย เด็กวัยเจ็ดวันผมยังไม่ขึ้น แล้วเสื้อผ้าที่ที่รักสวมก็ไม่ได้บ่งบอกว่าเป็เด็กผู้หญิง แต่พระท่านกลับทักได้ถูกต้อง แล้วที่จำได้ ไม่มีใครหลุดปากบอกท่านเลยว่านี่คือเด็กผู้หญิง
