“กรร! ท่านไคม์คะ ยังมีทีอยู่นะคะ!”
“อืม… เอ๊ะ ทีอ่านใจผมได้เหรอ”
“ท่านไคม์คิดอะไรอยู่ ทีผู้นี้รู้ดีที่สุดอยู่แล้วค่ะ! นายน้อยคิดว่าดิฉันรับใช้นายน้อยมากี่ปีแล้วคะ”
“ฮ่าๆ งั้นเหรอ… นั่นสินะ”
ไคม์แค่นหัวเราะใส่สาวรับใช้เซนส์ดี เขาได้กลับมาเจอคุณแม่ในรอบหนึ่งปีแล้ว
จังหวะนั้นเอง มีคนรับใช้เข้ามาในห้อง คนรับใช้หน้าตาเคร่งขรึมพูดเสียงเย็นๆ
“...เตรียมอาหารเสร็จแล้วขอรับ เชิญมารับประทานอาหารที่ห้องอาหารด้วยขอรับ”
“ไม่ละ… ฉันเสร็จธุระแล้ว ฉันขอกลับละ”
“นายท่านและคุณหนูกำลังรออยู่ขอรับ กรุณาอย่าทำให้ทั้งสองท่านรอขอรับ”
คนรับใช้วัยกลางคนพูดอยู่ฝ่ายเดียวแล้วรีบออกจากห้องไป ไคม์คือคนของตระกูลฮัลส์เบิร์กอย่างไม่ต้องสงสัย แต่…คนรับใช้ไม่แสดงความเคารพแม้แต่น้อย
“กรรร… เสียมารยาทจริง คิดว่าตัวเองเป็ใครกัน เ้าคนใช้นั่น!”
“ช่างเขาเถอะ ที… ถึงผมจะไม่มีอารมณ์ แต่ไปกินอาหารเย็นสักหน่อยก็ได้ ถ้ารีบกลับเกินไป เดี๋ยวจะทำคุณแม่เสียใจเอานะ”
ไคม์ถอนหายใจแล้วเดินไปยังห้องอาหารตามคำสั่ง พอพาทีมาที่ห้องอาหาร พ่อและน้องสาวที่ไปอาบน้ำก็อยู่ที่นั่นแล้ว
ทั้งสองเริ่มรับประทานอาหารไปแล้วโดยไม่รอไคม์ อาหารส่วนของไคม์วางอยู่ที่มุมโต๊ะยาว ซึ่งเป็ตำแหน่งที่อยู่ห่างจากพ่อกับน้องสาวมาก
“...ท่านพ่อ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ ขอบพระคุณที่อนุญาตให้ผมมาภาวนาให้คุณแม่นะครับ”
“ไม่ต้องทักทายให้เสียเวลา… รีบๆ นั่งแล้วกินเสีย”
“ครับ… จะกินแล้วนะครับ”
พ่อไม่แม้จะหันมามอง ไคม์ทำหน้ามุ่ย นั่งเก้าอี้แล้วรับประทานอาหาร
“สเต๊กนี่ อร่อยจัง กินข้าวหลังออกกำลังกายเนี่ย อร่อยขึ้นเยอะเลย!”
“นี่ อาเน็ต อย่ากินเร็วนักสิ มันดูไม่งามนะ”
“ค่ะ ขอโทษค่ะ ท่านพ่อ!”
“...”
อาเน็ตกำลังกินอาหารอย่างสนุกสนาน ส่วนไคม์ทำหน้าอมทุกข์
พี่น้องได้กลับมาร่วมรับประทานอาหารด้วยกันในรอบหนึ่งปี ใครเห็นก็บอกได้เลยว่าการปฏิบัติต่างกันราวฟ้ากับเหว
“อาเน็ต อาหารไม่หนีไปไหนหรอกนะ ค่อยๆ กิน”
“คุณหนูปากเปื้อนอยู่นะคะ”
“เดี๋ยวอีกสักครู่จะยกของหวานมาให้นะคะ วันนี้เป็เราทำทาร์ตสาลี่ของโปรดของคุณหนูด้วยนะคะ”
“ฮิๆๆ ดีใจจัง อยากกินของหวานแล้ว!”
“...”
อาเน็ตกำลังรับประทานอาหารด้วยรอยยิ้มโดยมีคุณพ่ออยู่เคียงข้าง มีคนรับใช้ยิ้มแย้มอยู่รายรอบ
เธอกินอาหารอย่างมีความสุขราวกับโอ้อวดด้วยความภาคภูมิใจ
(นี่เราดูอะไรอยู่กันเนี่ย…นี่เราถูกเรียกมาเพื่อดูของแบบนี้เหรอ)
ไคม์ใช้ช้อนตักซุปเข้าปาก แต่ไม่มีรสชาติอะไรเลย นี่เราโดนแกล้งปรุงซุปจางๆ มาให้กินเหรอ หรือเพราะว่าเรารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจนไม่รู้รสชาติกันนะ
“ท่านไคม์…”
“ไม่ ไม่เป็ไร”
ไคม์ได้รับกำลังใจจากทีที่ยืนอยู่ด้านหลัง เขารีบตักอาหารเข้าปากเหมือนหุ่นยนต์ จนกินเสร็จอย่างรวดเร็ว
“ท่านพ่อ ผมขอตัวก่อนนะครับ”
“เดี๋ยวก่อน ไคม์”
ไคม์รับประทานอาหารเสร็จแล้ว กำลังรีบออกจากคฤหาสน์ ถูกเควินรั้งไว้
“...เมื่อวันก่อนชาวบ้านร้องเรียนมา แกไปปาหินใส่เด็กในหมู่บ้านมาสินะ”
“...ไม่ได้ทำครับ คนที่โดนปาหินใส่คือผมต่างหาก”
“หุบปาก! หมู่บ้านอุตส่าห์ปล่อยปะละเลยแกที่เป็ ‘เด็กต้องสาป’ แท้ๆ แต่แกกลับไปทำร้ายเด็กที่ไม่มีความผิดแบบนี้ มันเื่อะไรกัน! ฉันไม่ได้สอนแกให้โตมาแบบนี้นะ!”
“...”
ไคม์อยากจะสวนกลับไปว่า…เขาเองก็ไม่เคยจำได้ว่าถูกสอนมาเหมือนกัน แต่รู้ตัวดีว่าถึงพูดไปก็เท่านั้น จึงส่ายหน้า
ไคม์ถอนใจแล้วเอ่ยอย่างถอดใจ
“...ถ้าท่านพ่อพูดแบบนั้น ก็คงเป็แบบนั้นน่ะแหละครับ ท่านพ่อน่ะถูกเสมอ”
“พูดแบบนั้นได้ยังไง! กล้าดียังไงทำตัวแบบนี้ใส่พ่อ!”
“อึก…!”
เควินโกรธสุดขีด ลุกขึ้นปรี่ไปหาไคม์ กำหมัดแน่นแล้วต่อยไปที่ไคม์ไม่ยั้ง
ทันใดนั้น ไคม์เบี่ยงหน้าหลบหมัดพ่อทัน
“แก…!”
“อั๊ก!”
เควินใตาค้าง เตะเข้าที่ลำตัวไคม์ ครั้งนี้ไคม์หลบไม่พ้น กระเด็นไปชนประตูห้องอาหาร
“ท่านไคม์!”
ทีปราดเข้าไปช่วยพยุงไคม์ให้ลุกขึ้น
เควินตะคอกใส่ไคม์ที่กำลังทนเจ็บและพยุงตัวขึ้นด้วยความเกลียดชังว่า
“ทำไม “เด็กต้องสาป” อย่างแกถึงต้องเกิดมาด้วย ถ้าไม่มีแก ซาช่าคงอายุยืนกว่านี้… โธ่โว้ย!”
“ท่านพ่อ!”
“นายท่าน…”
เควินหยุดพูดแล้วล้มตัวลงนั่งเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ๆ
พอเห็นเ้าของคฤหาสน์ทำท่าเหมือนหมดแรง อาเน็ตและคนใช้ก็วิ่งไปหาเขา
“อึก…!”
คนรับใช้และน้องสาวฝาแฝดต่างจ้องไปที่ไคม์ราวกับว่าเขาเป็ผู้ก่อความเสียหาย
ทั้งที่ไคม์เป็คนที่โดนเตะแท้ๆ…ช่างเป็สถานการณ์ที่ไม่สมเหตุสมผลเสียจริง
“ท่านไคม์ แข็งใจไว้นะคะ!”
“... อือ ไม่เป็ไร ไม่ได้เจ็บขนาดนั้น”
ทีช่วยพยุงไคม์ให้ลุกขึ้น จากนั้นไคม์หนีออกจากห้องอาหารไปช้าๆ
“ท่านไคม์คะ เจ็บไหมคะ โหดร้ายที่สุด ทำไมท่านไคม์ถึงต้องมาเจอเื่อะไรแบบนี้ด้วยนะ !?”
“...ไม่เป็ไร เรารีบกลับกันเถอะ”
ไคม์ยิ้มให้ทีที่เข้ามาดูด้วยความเป็ห่วง แล้วตรวจดูร่างกายของเขา
ไคม์โดนเตะเข้าเต็มแรง…แต่ร่างกายของเขากลับไม่มีแผลเลยอย่างน่าประหลาดใจ อาจเป็เพราะพ่อออมแรงเพื่อไม่ให้ไคม์ได้รับาเ็ก็ได้
(นี่สินะที่เขาเรียกว่า ‘ปรมาจารย์หมัด’ น่ะ แต่เราว่าท่านพ่อใช้พร์เปลืองไปหน่อยนะ)
“...เดี๋ยวก่อนขอรับ ท่านไคม์”
ขณะที่ไคม์กำลังจะออกจากประตูคฤหาสน์… ได้ยินเสียงคนรับใช้เรีียกไล่หลังมา
“ทีมีงานที่ต้องทำขอรับ กรุณาเดินทางกลับคนเดียวด้วยขอรับ ขออภัยที่ไม่สามารถไปส่งท่านได้ขอรับ ”
“กรร! นี่คิดจะปล่อยให้ท่านไคม์กลับคนเดียวในสภาพนี้อย่างนั้นเหรอ!?”
ทีเหน็บแนมคนรับใช้ที่เดินมาพูดเหมือน้าจะแกล้งกัน
“ดิฉันเป็สาวใช้ของท่านไคม์! ฉันเดินกลับไปด้วยแล้วผิดอะไรล่ะ !?”
“อย่าเข้าใจผิดสิขอรับ คุณเป็สาวใช้ที่ตระกูลเคานต์จ้างนะขอรับ ลืมบุญคุณของนายหญิงที่อุตส่าห์เมตตาเก็บคุณมาชุบเลี้ยงแล้วหรือขอรับ”
“นายหญิงฝากท่านไคม์ไว้ให้กับดิฉันค่ะ! ทำไมถึงต้องทำตัวเ็ากับท่านไคม์ถึงขนาดนี้ด้วยคะ!? ท่านไคม์เป็ถึงบุตรหลานของตระกูลเคานต์เลยนะคะ!?”
“ชิ… เพราะอย่างนี้ไงพวกครึ่งคนครึ่งสัตว์ น่ารำคาญเสียจริง”
ทีเถียงชนะคนรับใช้ทำให้เขาเดาะปากไม่พอใจ ในประเทศนี้มีการเหยียดเผ่าครึ่งคนครึ่งสัตว์อยู่ พวกเขาจึงถูกเลือกปฏิบัติ ทีได้รับการว่าจ้างมาเป็สาวใช้ที่ตระกูลเคานต์นั้น นับว่าเป็เื่โชคดีมากๆ
(จะทำให้ทีเดือดร้อนไปมากกว่านี้อีกไม่ได้แล้ว)
“ผมไม่เป็ไรครับ ที เธอกลับไปทำงานของเธอเถอะ”
“ท่านไคม์คะ…!?”
“ผมจะกลับคนเดียว…แค่นี้พอใจแล้วใช่ไหม”
“...ขอรับ พอใจแล้วขอรับ กลับบ้านดีๆ นะขอรับ”
คนรับใช้พูดพลางยิ้มเยาะราวกับจะกวนประสาท แล้วรีบกลับไปยังคฤหาสน์
“ก็ตามนั้นแหละ ที เธอกลับไปทำงานของเธอเถอะ”
“ไม่ค่ะ ไม่ดีค่ะ ไม่มีเหตุผลค่ะ! จะปล่อยให้ท่านไคม์กลับไปคนเดียวทั้งที่าเ็แบบนั้นได้ยังไง…!”
“ไม่เป็ไรหรอก ผมดูเหมือนจะโดนเตะเต็มข้อ แต่ความจริงแล้วผมไม่ได้เจ็บขนาดนั้นนะ ผมเดินกลับเองได้น่า”
“แต่ว่า…!”
“ที”
สาวใช้แก่กว่าเขาทำหน้าคล้ายจะร้องไห้ ไคม์พูดให้เธอเข้าใจว่า
“ผมไม่เป็ไร ฝากดูแลคฤหาสน์ที่คุณแม่รักด้วยนะ”
“กรร ท่านไคม์…!”
ทีกัดริมฝีปากอย่างปวดใจ… แต่ท้ายที่สุดเธอยอมปล่อยเขาไป และยืนส่งไคม์กลับบ้านทั้งน้ำตา
“ยังกับสุนัขผู้ซื่อสัตย์แน่ะ… เธอน่ะเป็เสือนะ ไม่ใช่สุนัข”
ไคม์แค่นหัวเราะระหว่างเดินกลับบ้าน ดวงตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่บนท้องฟ้าก็ยังมีดวงจันทร์ส่องแสงสว่างนำทางให้
ไคม์ก้าวเท้าช้าๆ แต่…มั่นคงกลับสู่กระท่อมในป่า
