ตอนที่ 9 จดหมายเปื้อนน้ำตา
แสงตะวันยามอัสดงสาดส่องลงมากระทบกระเื้ัคาของ ตำหนักเย่ว์กวง ที่กำลังถูกรื้อถอนและซ่อมแซมอย่างขะมักเขม้น เสียงค้อนกระทบตะปูและเสียงเลื่อยไม้ดังระงมไปทั่วบริเวณ คล้ายกับเสียงดนตรีแห่งการฟื้นคืนชีพ
นายช่างหลู หัวหน้ากรมโยธาผู้มีพุงพลุ้ยราวกับโอ่งั ยืนปาดเหงื่อที่ไหลย้อยเข้าตา ทั้งที่อากาศหนาวจนปากสั่น เขาะโสั่งงานลูกน้องเสียงหลง
"เบามือหน่อยเ้าพวกบ้า! นั่นไม้จันทน์หอมนะเว้ย ไม่ใช่ฟืนหลังบ้านยายเ้า! ถ้าทำเป็รอยแม้แต่นิดเดียว หัวพวกเอ็งกับหัวข้าได้หลุดจากบ่าไปกลิ้งเล่นเป็แน่!"
เขาลอบมองไปยังประตูห้องบรรทมที่ปิดสนิทด้วยความหวาดหวั่น
'ให้ตายเถอะ... เมื่อวานข้ายังหัวเราะเยาะนัง... เอ้ย พระสนมซู ว่าเป็นางสนมตกอับอยู่เลย วันนี้กลับกลายเป็นางพญาหงส์ที่ฝ่าาทรงโปรดปรานถึงขั้นสั่งให้รื้อตำหนักซ่อมใหม่ภายในวันเดียว! ชีวิตคนในวังนี่มันพลิกเร็วยิ่งกว่าการพลิกฝ่ามือเสียอีก ข้าต้องระวังคอไว้ให้ดี'
...
ความวุ่นวายภายนอกมิอาจเล็ดลอดเข้ามาในห้องที่เงียบสงบและอบอุ่นได้ บนโต๊ะไม้ตัวใหม่ที่แกะสลักลวดลายเมฆมงคล หลินอ้าย และ ฮ่องเต้ฉินอวี้ กำลังจดจ่ออยู่กับกองผงสีขาวและขวดน้ำใส
"เ้าเรียกสิ่งนี้ว่าปฏิกิริยาเคมี งั้นรึ?" ฉินอวี้ตรัสถาม พระเนตรเป็ประกายวิบวับราวกับเด็กชายที่เพิ่งได้ของเล่นชิ้นใหม่
"เพคะฝ่าา..." หลินอ้ายตอบพลางค่อยๆ เทน้ำส้มสายชูลงในถ้วยดินเผาที่ปั้นเป็รูปูเาจำลอง
"ในโลกที่หม่อมฉันจากมา... เอ้อ หมายถึงในตำราโบราณที่หม่อมฉันเคยอ่าน สรรพสิ่งในโลกล้วนมีธาตุ ที่เมื่อมากัน จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งสร้างสรรค์และทำลาย"
ฟู่!!!!!!!
ฟองก๊าซสีขาวพุ่งทะลักออกมาจากปากปล่องูเาจำลอง ไหลนองลงมาตามลาดเขาดูคล้ายลาวาสีขาว
ฉินอวี้หัวเราะชอบใจ
"ฮ่าๆๆ! วิเศษ! หากข้าสามารถนำสิ่งนี้ไปใช้ในสนามรบ สร้างหมอกควันอำพรางศัตรู หรือทำให้ม้าศึกของพวกมันตื่นใได้ กองทัพฉินของข้าคงไร้เทียมทาน!"
หลินอ้ายมองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาลึกซึ้ง เขาไม่ได้มองเห็นแค่ความสนุก แต่มองเห็น อาวุธ และ อำนาจ ในทุกสิ่ง นี่แหละคือวิสัยทัศน์ของจักรพรรดิผู้กระหายชัยชนะ
นางเอื้อมมือไปจับพระหัตถ์ของเขา
"ฝ่าา... ศาสตราวุธที่ร้ายกาจที่สุด มิใช่ดินะเิหรือฟองฟู่พวกนี้หรอกเพคะ"
"แล้วคือสิ่งใด?"
นางยกนิ้วชี้ขึ้นแตะที่ขมับของเขาเบาๆ
"คือ ปัญญา ที่รู้จักแยกแยะมิตรและศัตรู และความอดทน ที่จะรอเวลาเชือดเฉือนเพคะ... เหมือนอย่างที่หม่อมฉันอดทนรอมาสามปี เพื่อใหู้เาไฟะเิใส่หน้าราชครูเสิ่นในวันนี้"
ฉินอวี้จ้องมองนางนิ่ง ลึกเข้าไปในดวงตาข้างที่เป็ผีเสื้อ พระองค์รู้สึกเหมือนถูกดึงดูดเข้าสู่หลุมดำที่อันตรายแต่น่าหลงใหล พระองค์รวบมือของนางขึ้นมาจรดริมฝีปาก จูบลงบนปลายนิ้วที่หยาบกร้าน
"เ้าไม่ได้เป็แค่สนม..." พระองค์กระซิบเสียงพร่า
"แต่เ้าคือ กุนซือ คู่ใจของข้า... ซูเฟยหลิน ข้าสัญญาว่าต่อจากนี้ ใครที่ทำร้ายเ้า ข้าจะคืนสนองมันร้อยเท่าพันทวี"
"สัญญานั้น... หม่อมฉันจะจำไว้เพคะ" หลินอ้ายยิ้มตอบ แต่ในใจกลับเตือนตัวเองว่า 'อย่าเพิ่งวางใจ... คำสัญญาของกษัตริย์มักเบาบางดุจขนนกเมื่อชั่งน้ำหนักกับราชบัลลังก์'
...
ตัดภาพไปยัง จวนราชครูเสิ่น : พายุอารมณ์ของคนพ่ายแพ้
เพล้ง!
แจกันลายครามราชวงศ์ก่อนใบละพันตำลึงทอง ถูกขว้างลงพื้นจนแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี ราชครูเสิ่น ชายชราผู้กุมอำนาจในราชสำนักมาสามรัชกาล ยืนหอบหายใจถี่ ใบหน้าแดงก่ำ เส้นเืที่ขมับปูดโปนจนน่ากลัว
"แพ้... ข้าแพ้นังเด็กเมื่อวานซืน!" เขาคำรามลั่นห้องหนังสือ
"มันกล้าหักหน้าข้ากลางท้องพระโรง! มันกล้าใช้วิชามารหลอกลวงฝ่าา!"
ในเงามืดของห้อง บุรุษชุดดำสวมหน้ากากก้าวออกมาคุกเข่า
"ท่านราชครู... จะให้ข้าน้อยส่งคนไปเก็บนางคืนนี้เลยหรือไม่ขอรับ?"
"ไอ้โง่!" ราชครูเสิ่นตวาด ตบโต๊ะดังปัง
"ตอนนี้ฝ่าากำลังเห่อของเล่นใหม่ ทหารองครักษ์คงล้อมตำหนักเย่ว์กวงไว้แ่ายิ่งกว่าคุกหลวง ถ้าลงมือตอนนี้ ก็เท่ากับประกาศฏ!"
เขาเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปในความมืดด้วยสายตาอำมหิตดุจงูพิษ
"การจะเด็ดดอกไม้มีพิษ ต้องไม่ใช้มือเปล่า... และการจะฆ่าคน ไม่จำเป็ต้องใช้มีดเสมอไป"
"ท่านราชครูหมายความว่า..."
"นังซูเฟยหลิน มันรักครอบครัวของมันมากมิใช่รึ?" ราชครูเสิ่นแสยะยิ้มที่เห็นแล้วขนลุก
"บิดาของมัน... ซูหยวน ขุนนางต๊อกต๋อยในกรมอาลักษณ์ ที่วันๆ เอาแต่ซ่อมหนังสือเก่าๆ... ได้ข่าวว่า่นี้มีการตรวจสอบบัญชีคลังหนังสือหลวงว่ามีตำราหายไปหลายเล่มมิใช่หรือ?"
ดวงตาของบุรุษชุดดำเบิกกว้างด้วยความเข้าใจ
"ข้าน้อยเข้าใจแล้ว... ยัดข้อหาลักทรัพย์สมบัติแผ่นดิน โทษฐานคือปะาทั้งตระกูล!"
"ไปจัดการซะ!" ราชครูเสิ่นสั่งเสียงเย็น
"จับพ่อมันเข้าคุกหลวงทรมานให้หนัก! ข้าอยากจะรู้นักว่า... เมื่อพ่อบังเกิดเกล้าของมันร้องโหยหวนอยู่ในคุก นังหน้ากากผีเสื้อนั่นจะยังเล่นมายากลออกอีกหรือไม่!"
"ขอรับ!" เงาดำวูบหายไป ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะต่ำๆ ของราชครูเสิ่นที่ดังก้องในความมืด
"ตีงูต้องตีให้หลังหัก... จะกำจัดศัตรู ต้องขุดรากถอนโคน!"
...
กลับมาที่ ตำหนักเย่ว์กวง : จดหมายจากนรก
หลังจากฮ่องเต้เสด็จกลับไปเพื่อว่าราชการ ทิ้งไว้เพียงกองสมบัติและนางกำนัลชุดใหม่ที่เข้ามาทำความสะอาดตำหนัก ความเงียบสงบก็กลับมาเยือนอีกครั้ง
หลินอ้ายนั่งพักเหนื่อยจิบชาร้อนอยู่ที่ระเบียง โดยมีอาชิง คอยนวดขาให้
"พระสนมเพคะ... วันนี้พระองค์เท่มาก! ตอนที่น้ำพุะเิฟู่นั่น ขุนนางพวกนั้นหน้าเหวอเหมือนไก่ตาแตกเลยเพคะ! หม่อมฉันแทบกลั้นขำไม่อยู่"
หลินอ้ายหัวเราะเบาๆ
"นี่แค่น้ำจิ้มนะอาชิง... ของจริงยัง..."
"พระสนม! พระสนม!"
เสียงเรียกกระหืดกระหอบดังมาจากทางกำแพงหลังตำหนัก เสี่ยวลี่จื่อ ขันทีน้อยวิ่งหน้าตื่นเข้ามา ท่าทางลับๆ ล่อๆ เขาล้วงเอาซองจดหมายยับยู่ยี่ซองหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
"เสี่ยวลี่จื่อ? มีเื่อันใด?" หลินอ้ายวางถ้วยชาลง สัญชาตญาณบอกว่าไม่ใช่เื่ดี
"หม่อมฉัน... แอบไปได้ยินพวกทหารยามคุยกันหน้าคุกหลวง แล้วก็มีคนแอบยัดจดหมายนี้ให้หม่อมฉัน บอกว่าเป็ของบ้านสกุลซู... ให้รีบส่งถึงมือพระองค์พะยะค่ะ!"
หลินอ้ายรีบคว้าจดหมายมาเปิดอ่าน ลายมือนั้นขยุกขยิกและมีรอยเปื้อนเป็วงๆ เหมือนหยดน้ำตา
‘ถึงลูกรัก เฟยหลิน... แม่ไม่รู้ว่าจดหมายฉบับนี้จะถึงมือเ้าหรือไม่ แต่แม่หมดหนทางแล้ว... พ่อของเ้าถูกทหารวังหลวงจับตัวไปเมื่อเช้านี้ ข้อหาขโมยตำราโบราณไปขาย... พวกเขาค้นบ้านเรา รื้อค้นจนพังยับเยิน แล้วก็เจอตำราเล่มนั้นซ่อนอยู่ใต้เตียงพ่อเ้าจริงๆ... แต่แม่สาบานได้ พ่อเ้าซื่อสัตย์สุจริตยิ่งชีพ เขาไม่มีวันทำเช่นนั้น! ลูกรัก... แม่ป่วยหนัก ลุกไม่ขึ้น น้องชายเ้าก็ยังเล็ก... ช่วยพ่อด้วย... ช่วยพวกเราด้วย...’
กระดาษจดหมายร่วงหลุดจากมือหลินอ้าย ปลิวตกสู่พื้นราวกับใบไม้แห้ง
ตุบ...
ทันใดนั้น ความเ็ปสายหนึ่งก็แล่นพล่านขึ้นมาจากกลางหน้าอก มันไม่ใช่ความเ็ปทางกาย แต่มันคือ ความทรงจำของเ้าของร่าง ที่กรีดร้องออกมา
ภาพความทรงจำไหลบ่าเข้ามาในหัวหลินอ้ายราวกับเขื่อนแตก...
ภาพบิดาผู้ใจดีที่มักจะกลับบ้านมาพร้อมรอยเปื้อนหมึกที่นิ้วมือ สวมกอดนางและสอนนางคัดอักษร... ภาพมารดาที่ยอมขายปิ่นปักผมชิ้นสุดท้ายเพื่อซื้อพู่กันดีๆ ให้นางได้ฝึกวาดภาพ... ภาพน้องชายตัวน้อยที่วิ่งมาเกาะขา บอกว่า โตขึ้นข้าจะเป็แม่ทัพปกป้องพี่หญิง...
ครอบครัวที่อบอุ่นและยากจน คือโลกทั้งใบของซูเฟยหลิน
"อึก..." หลินอ้ายยกมือกุมหน้าอก น้ำตาไหลพรากออกมาโดยไม่รู้ตัว มันไหลอาบรอยปานรูปผีเสื้อจนเปียกชุ่ม
"พระสนม! เป็อะไรไปเพคะ!" อาชิงใสุดขีด เข้ามาประคอง
หลินอ้ายกัดฟันแน่นจนได้รสเืในปาก ความโกรธแค้นของนางผสานเข้ากับความเศร้าของซูเฟยหลินจนกลายเป็พลังงานที่มืดมิด
"พวกมัน... พวกมันกล้าแตะต้องครอบครัวข้า..." เสียงของนางต่ำและสั่นเครือ ราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่าเ็
"ท่านพ่อซูเป็คนดี... เขาไม่มีวันขโมยของ!" อาชิงร้องไห้โฮเมื่อรู้ข่าว
"นี่มันใส่ร้ายกันชัดๆ!"
หลินอ้ายหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับสติอารมณ์ นางรู้ดีว่าถ้าร้องไห้ฟูมฟายตอนนี้ ก็เท่ากับเข้าทางศัตรู
'ราชครูเสิ่น... เ้าเล่นสกปรกนักนะ คิดจะใช้ครอบครัวมาบีบข้าให้จนตรอกงั้นรึ? คิดว่าข้าจะวิ่งโร่ไปขอความเมตตาจากฮ่องเต้ แล้วโดนเ้าตลบหลังว่าใช้อำนาจแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมสินะ?'
นางลืมตาขึ้น แววตาที่เคยสดใสเมื่อครู่หายไป เหลือเพียงความเ็าที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก
"เสี่ยวลี่จื่อ"
"พะ... พะยะค่ะ?"
"เ้ารู้จักทางลับหรือช่องทางที่จะส่งของเข้าไปในคุกหลวงได้หรือไม่?"
เสี่ยวลี่จื่อลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า
"พอจะมีพรรคพวกที่เป็ผู้คุมอยู่บ้างพะยะค่ะ แต่อาจจะต้องใช้เงิน..."
หลินอ้ายถอดกำไลหยกเนื้อดีที่เพิ่งได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้ออก แล้วยัดใส่มือขันทีน้อย
"เอานี่ไป... จัดการให้พ่อข้าได้รับอาหารดีๆ และยารักษาแผล อย่าให้ใครทำร้ายเขาได้แม้แต่ปลายเล็บ และส่งข่าวไปบอกท่านแม่ข้าว่า... ลูกสาวอกตัญญูผู้นี้ จะล้างมลทินให้ตระกูลซู และจะเอาเืคนชั่วมาเซ่นไหว้ความเ็ปของท่านพ่อให้จงได้!"
"รับทราบพะยะค่ะ!" เสี่ยวลี่จื่อรับคำด้วยความภักดี รีบวิ่งออกไปทันที
หลินอ้ายหันกลับมามองกระจกเงาที่สะท้อนภาพสตรีสวมหน้ากากผีเสื้อ
นางใช้นิ้วปาดน้ำตาทิ้งอย่างแรง จนเครื่องสำอางเปื้อนเป็ปื้นดูคล้ายเื
"อาชิง... เตรียมชุดสีดำให้ข้า"
"พระสนมจะไปไหนเพคะ? ตอนนี้มืดแล้วนะเพคะ!"
"ข้าจะไม่ออกไปไหน..." หลินอ้ายแสยะยิ้ม แววตาวาวโรจน์
"แต่คืนนี้ ข้าจะปรุงยาถอนพิษ สูตรพิเศษ... ไม่ใช่เพื่อรักษาหน้าข้า แต่เพื่อรักษาความเน่าเฟะของราชสำนักนี้!"
นางเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง หยิบตลับแป้งพิษ ของเสิ่นหลานขึ้นมา
"จิ้งจอกเฒ่า... เ้าอยากเล่นเกมใส่ร้ายป้ายสีนักใช่ไหม? ได้... ในเมื่อเ้าป้ายสีดำใส่พ่อข้า ข้าก็จะสาดสีเืใส่ตระกูลเ้าคืนบ้าง! มาดูกันว่า... ระหว่างหลักฐานเท็จ ของเ้า กับหลักฐานจริงของข้า อันไหนจะมีน้ำหนักกดทับคอคนให้หักได้มากกว่ากัน!"
ลมหนาวพัดกรรโชกเข้ามาทางหน้าต่าง เปลวเทียนวูบไหวรุนแรงจนเกือบดับ แต่หลินอ้ายกลับเอามือป้องมันไว้
เปลวไฟเล็กๆ ในมือนางสะท้อนั์ตาที่ลุกโชน... ไฟแห่งาที่แท้จริง เพิ่งจะถูกจุดขึ้นในคืนนี้!
