“เป็อะไร? ไม่ถูกปากลูกเหรอ? ” ชวีอี้เจี๋ยสังเกตเห็นมาพักใหญ่ และในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา
ทันใดนั้น ชวีเสี่ยวปอก็รู้สึกได้ทันทีว่าถ้าหากสองแม่ลูกที่นั่งอยู่ตรงข้ามมีปืนอยู่ในมือต้องลั่นไกใส่เขาอย่างไม่ลังเลแน่นอน บางครั้งชวีเสี่ยวปอก็สงสัยขึ้นมาอยู่เหมือนกันว่าชวีอี้เจี๋ยเคยลงเรียนวิชาที่ชื่อว่า “ทำอย่างไรถึงจะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นได้สำเร็จ” ด้วยหรือเปล่า ไม่เช่นนั้นทำไมเขาถึงทำได้แม่นยำไม่ผิดพลาดเลยสักครั้ง
“ไม่ใช่ครับ” ชวีเสี่ยวปอรีบโบกไม้โบกมือขึ้นมาทันที แล้วจึงหาข้ออ้างไปเรื่อยว่า “ก่อนออกมากินไปนิดหน่อยแล้วครับ เลยไม่ค่อยหิวเท่าไหร่”
“อ๋อ” ชวีอี้เจี๋ยมองเขา พลางถามต่อไปว่า : “ขาหายดีแล้วหรือยัง? ”
“อีกอาทิตย์เดียวคิดว่าน่าจะหายเป็ปกติแล้วละครับ” ยิ่งชวีเสี่ยวปอไม่อยากพูด ชวีอี้เจี๋ยก็ยิ่งถามไม่จบไม่สิ้น
“ไปมีเื่ที่โรงเรียนมาอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย? ” คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้แม่ของชวีจิ่งจะพูดขึ้นมาแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่ชวีเสี่ยวปอ แม้แต่ชวีอี้เจี๋ยเองก็ประหลาดใจอยู่มากเลยทีเดียว ทั้งสองคนหันไปมองเธอเป็ตาเดียว ในขณะนั้นเธอก็มองมายังชวีเสี่ยวปอด้วยใบหน้าที่แฝงรอยยิ้มเอาไว้ด้วยเช่นกัน “ทำไมถึงไม่ระวังขนาดนี้นะ”
ชวีเสี่ยวปอกำหมัดแน่นขึ้นมาอยู่ใต้โต๊ะ ความเป็ห่วงอันจอมปลอมของแม่ชวีจิ่งเห็นได้ชัดว่าเป็การยั่วยุอย่างหนึ่ง การรีบร้อนเหยียบก้าวไปด้านหน้าเช่นนี้ เพียงแค่เพื่อที่จะพิสูจน์ให้ชวีอี้เจี๋ยเห็นว่า ชวีเสี่ยวปอเทียบกับชวีจิ่งไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
“ไปมีเื่ที่ไหนกันล่ะ” ชวีอี้เจี๋ยขมวดคิ้วขึ้นมาอย่างอดรนทนไม่ได้ “ที่เขาเป็แบบนี้เพราะล้มตอนเล่นบาส การแข่งขันของพวกเขายังได้รางวัลด้วยเลย”
หลังจากที่ชวีอี้เจี๋ยพูดจบ ชวีเสี่ยวปอก็อึ้งไปทันที เขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าชวีอี้เจี๋ยจะยังจำเื่นี้ได้อยู่ด้วย แต่เห็นได้ชัดว่าการโต้แย้งคำพูดของแม่ชวีจิ่งออกไปในตอนนี้เป็การตัดสินใจที่ดีมากเลยทีเดียว
แล้วก็เป็อย่างที่คิด เธอทำเสียงหึอย่างไม่พอใจขึ้นมาครั้งหนึ่ง “ก่อนหน้านี้ลูกก็เคยแข่งบาสได้รางวัลต้องหลายครั้ง ไม่เห็นคุณจะชมสักครั้งเลย”
“วันนี้คุณมากินข้าวหรือมาหาเื่ทะเลาะกันแน่? ” ใบหน้าของชวีอี้เจี๋ยแฝงไปด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ยังคงระงับความโกรธเอาไว้ไม่ให้ะเิออกมา ส่วนชวีเสี่ยวปอเห็นเช่นนั้นกลับไม่ได้รู้สึกอะไร... ชวีอี้เจี๋ยทำเื่ที่เหมือนกับการยกก้อนหินขึ้นมาทับเท้าตัวเองเช่นนี้น้อยซะที่ไหน? ถ้าหากเขาไม่อยากให้เกิดเื่เช่นนี้ขึ้น ก็ไม่ควรให้ชวีเสี่ยวปอมาที่นี่ั้แ่แรกแล้ว
อาหารมื้อนี้ก็ทานกันด้วยความเงียบผสมกับความกระอักกระอ่วนจนจบสิ้นลง
ชวีอี้เจี๋ยให้คนขับรถพาชวีเสี่ยวปอไปส่งที่บ้าน เพราะตัวเขาเองจะกลับไปทางฝั่งนั้น
เพียงแต่ในตอนที่ชวีเสี่ยวปอเพิ่งจะก้าวมาออกจากห้องวีไอพี ด้านหลังก็ได้ยินเสียงแม่ของชวีจิ่งะโขึ้นมายกใหญ่อยู่ในห้องว่า “ฉันรู้ว่าคุณรักลูกชายของนางนั่นมากกว่า !”
นี่มันเื่อะไรกันเนี่ย ชวีเสี่ยวปอไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรเลย แต่คุณลุงคนขับรถที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับถอนหายใจออกมา พร้อมทั้งตบไปที่บ่าของชวีเสี่ยวปอ พลางเอ่ยขึ้นมาว่า “อย่าเก็บไปใส่ใจเลย”
“ผมไม่เป็ไรครับ คุณลุง” ชวีเสี่ยวปอยักไหล่ขึ้นมาหนึ่งที คำที่เขาพูดขึ้นมานี้เป็ความจริง แทนที่จะมาเสียอารมณ์กับเื่แบบนี้ สู้เขาไปฟังเพลงบทสวดสักสองรอบยังจะดีกว่าเลย ทั้งยังช่วยให้จิตใจสงบลงได้ด้วย
“งั้นก็ได้” คนขับรถพยักหน้า “ถ้างั้นให้ลุงไปส่ง...”
“ไม่เป็ไรครับ” ชวีเสี่ยวปอพูดแทรกขึ้นมา “ตอนนี้ผมยังไม่อยากกลับบ้าน อยากไปหาเพื่อนสักหน่อย คุณลุงกลับไปก่อนเถอะครับ”
คนขับรถไม่สามารถรั้งชวีเสี่ยวปอเอาไว้ได้ ทำได้เพียงกำชับเขาไปว่าค่อยๆ เดินนะครับ จากนั้นจึงขับรถออกไป
ในขณะที่ชวีเสี่ยวปอกำลังรอรถแท็กซี่ เขาก็ส่งข้อความหนึ่งไปหาเซี่ยเจิง
“อีกห้านาทีเดี๋ยวฉันไปหา เหลือเกี๊ยวไว้ให้ด้วยนะ”
ในตอนที่ชวีเสี่ยวปอเดินกะเผลกอย่างระมัดระวังจนมาถึงหน้าบ้านของเซี่ยเจิง เขาจึงะโออกไปสุดเสียง
“ฉันมาแล้ว! ! ! ”
ทันใดนั้นตรงลานบ้านก็มีเสียงฝีเท้าจากรองเท้าแตะดังลั่นขึ้น ชวีเสี่ยวปอยืนอยู่ที่เดิม มองเซี่ยเจิงที่กำลังวิ่งเหยาะๆ ออกมาหาเขา
ในมือของเขาถือกระเทียมเอาไว้อยู่กลีบหนึ่ง
“เก็บไว้ให้นายชามเบ้อเร่อเลยล่ะ” เซี่ยเจิงดึงชวีเสี่ยวปอเข้ามา แล้วจึงมองไปบนใบหน้าของเขาอย่างละเอียด “จะพอนายกินหรือเปล่านะ”
“นายมองอะไรเนี่ย? บนหน้าฉันมีอะไรติดอยู่เหรอ? ” ชวีเสี่ยวปอแตะไปบนใบหน้า เพื่อตรวจสองให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรสกปรกติดอยู่
“ดูว่านายได้รับความไม่เป็ธรรมมาหรือเปล่า” เซี่ยเจิงโยนกระเทียบกลีบนั้นสลับไปมาระหว่างสองมือ “ดูท่าแล้วน่าจะพอได้อยู่”
“วางใจได้” ชวีเสี่ยวปอตบลงไปบนเอวของเซี่ยเจิง “ไม่ได้ทะเลาะ แล้วก็ไม่ได้ต่อยตีกับชวีจิ่งด้วย ฉันยับยั้งชั่งใจเอาไว้สุดๆ วางตัวเหมาะสมรู้จักมารยาทมากๆ เลยด้วย”
“ทำดีมาก” เซี่ยเจิงยกยิ้มมุมปากขึ้นมา “ถ้างั้นทำไมถึงกินไม่อิ่มล่ะ”
“ให้ตายสิ” พูดกันไปเพียงแค่สองสามประโยคก็ถูกเซี่ยเจิงซักถามความจริงขึ้นมาแล้ว ในตอนนั้นเองชวีเสี่ยวปอถึงได้รู้ว่าเขากับเซี่ยเจิงนั้นอยู่คนละขั้นกันจริงๆ “ถ้าฉันบอกว่าเห็นหน้าแบบนั้นของชวีจิ่งก็รู้สึกอิ่มแล้ว นายคิดว่าเหตุผลนี้เป็ไง”
“เยี่ยม” เซี่ยเจิงพยักหน้าอย่างแรงสื่อว่าเห็นด้วย “นายนี่เป็เด็กน้อยที่ฉลาดที่สุดในซอยนี้เลย”
ทั้งสองคนหัวเราะอย่างสนุกสนานกับคำพูดที่ไม่เป็ความจริงสักประโยค ่หนึ่งที่ชวีเสี่ยวปอไม่ได้มาบ้านของเซี่ยเจิงเลย จึงทำให้เขาคิดถึงที่นี่เป็อย่างมาก เมื่อเข้าไปในบ้านก็ไม่เห็นแม่ของเซี่ยเจิงแล้ว ดูเหมือนว่าจะเข้าไปพักผ่อนเป็ที่เรียบร้อย ชามและตะเกียบที่วางอยู่บนโต๊ะก็ยังคงไม่ได้เก็บไปเช่นกัน ชวีเสี่ยวปอจึงไม่เกรงใจแล้ว เขารับตะเกียบจากเซี่ยเจิงมาคีบเกี๊ยวเข้าปากไป
เซี่ยเจิงนั่งอยู่ข้างๆ มองเขาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยการรอคอย
“ยังชิมไม่รู้รส” ชวีเสี่ยวปอหัวเราขึ้นมาอย่างเ้าเล่ห์ จากนั้นก็คีบเกี๊ยวชิ้นที่สองเข้าไป แล้วจึงพูดออกมาโดยที่เกี๊ยวอยู่เต็มปาก “อร่อยมาก”
ชวีเสี่ยวปอทานเกี๊ยวอย่างตะกละตะกลามจนหมดเกลี้ยง ส่วนเซี่ยเจิงก็นั่งมองเขาอยู่เช่นนั้นไม่ได้ขยับไปไหน จนกระทั่งชวีเสี่ยวปอลูบท้องของตัวเอง สบายจนเอนตัวพิงมาด้านหลัง พลางเอ่ยขึ้นว่า “จุกมากเลย”
เซี่ยเจิงไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่กลับยื่นมือไปจิ้มบนท้องของเขาอย่างเบามือ
จิ้มซ้ำๆ อยู่แบบนั้น ไม่ได้ออกแรงมากนัก ดูเหมือนว่ากำลังแกล้งเขาเล่นอย่างไรอย่างนั้น
ทันใดนั้นชวีเสี่ยวปอก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันที
บอกไม่ถูกว่าเป็ความรู้สึกเช่นไร เพียงแค่เห็นเซี่ยเจิง เมฆครึ้มที่แผ่ปกคลุมในหัวใจของเขาก็ถูกกวาดออกไปจนหมดได้อย่างง่ายดาย
หลังจากที่เก็บล้างถ้วยชามตะเกียบเรียบร้อยแล้ว ในที่สุดชวีเสี่ยวปอก็นอนลงบนเตียงของเซี่ยเจิงอีกครั้งหนึ่ง ในขณะนั้นชวีเสี่ยวปออดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าไปอย่างแรง แล้วในหัวของเขาก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา
หรือว่าคืนนี้ไม่ต้องกลับไปแล้วดี
“คืนนี้จะกลับบ้านหรือเปล่า? ” เซี่ยเจิงเปิดประตูเดินเข้ามา
“ถ้านายชวนฉันอย่างอบอุ่น ฉันก็จะอยู่ต่อ” ชวีเสี่ยวปอขยับเข้าไปด้านข้าง ทั้งยังตบลงไปบนเตียงไปสองครั้ง เพื่อบอกให้เซี่ยเจิงนอนลงข้างๆ ตัวเอง
“ก็ได้” เซี่ยเจิงนั่งลงไปบนเตียง “ขอร้องนายละ ~อยู่ต่อเถอะน้า~ ”
“ให้ตายเถอะ ฉันรู้สึกอยากกลับขึ้นมาเลย” ศีรษะของชวีเสี่ยวปอรู้สึกชาขึ้นมาชั่วขณะ การออดอ้อนแบบนี้พอมาอยู่บนตัวเซี่ยเจิงมันช่างไม่เข้ากับเขาเลยจริงๆ แล้วก็เป็อย่างที่คิด เซี่ยเจิงทำท่าทางแบบนั้นเองยังเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกเคอะเขินขึ้นมา หลังจากพูดจบก็กลั้นเอาไว้ไม่อยู่หัวเราะออกมาอย่างนั้นอยู่พักใหญ่
“เฮ้” ชวีเสี่ยวปอเหยียดขาออกไป ในตอนนี้เขารู้สึกสบายมาก แล้วจึงเริ่มเล่าเื่เมื่อตอนเย็นให้เซี่ยเจิงฟัง “นายว่าพ่อฉันคิดอะไรอยู่? ตั้งนานหลายปีขนาดนี้แล้วทำไมเขาถึงยังดื้อรั้นแบบนี้อยู่อีก? เมื่อเย็นฉันเห็นแม่ของชวีจิ่ง รู้สึกว่าในตาของเธอจะพ่นไฟออกมาได้อยู่แล้ว”
“ถ้าความสัมพันธ์ของนายกับชวีจิ่งดีกว่านี้หน่อยนึง” เซี่ยเจิงหยุดเว้นวรรค “พ่อของนายจะรู้สึกดีขึ้นมาได้หรือเปล่า? ”
“จะเป็ไปได้ยังไง” ชวีเสี่ยวปอถอนหายใจออกมา พร้อมทั้งส่ายหน้าไปมา “ไม่มีทาง ชาตินี้คงจะเป็ไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ฉันก็แค่รำคาญ รู้สึกว่าวันเวลาแบบนี้มันไม่จบไม่สิ้นไปสักที”