บุรุษนามสมชายวัยสามสิบต้นๆ นอนอยู่บนโต๊ะในร้านยาของนิพา แผ่นหลังกว้างและฝ่ามือที่หยาบกร้านคือประจักษ์พยานของชีวิตที่กรำงานหนักมาทั้งชีวิต ทว่าบัดนี้ ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งกลับบิดเกร็งด้วยความเ็ป ท้องของเขาแข็งเป็ดาน ความร้อนที่แผ่ทะลุฝ่ามือบอกเธอว่าไข้สูงปรี๊ด...อาจแตะสี่สิบสององศา
"เจ็บมานานแค่ไหนแล้วคะ" นิพาถาม ขณะที่สายตาประเมินอาการอย่างรวดเร็ว
"สามวันค่ะ" ภรรยาของเขาเป็ผู้ตอบ เสียงของหล่อนสั่นเครือและแหบแห้ง "ไปโรงพยาบาลแล้ว แต่คนไข้เยอะมาก เขาบอกให้รออีกสองวัน เราไม่มีเงินพอจะจ่ายค่าห้องพิเศษ..."
นิพาไม่พูดอะไรต่อ ปลายนิ้วของเธอกดลงเบาๆ บริเวณท้องน้อยด้านขวาของสมชาย ทันทีนั้น ร่างของเขาก็เกร็งสะท้าน เสียงครางหลุดออกจากลำคอที่แห้งผาก
ท้องแข็งเป็กระดาน และเ็ปรุนแรง ณ จุดกด
ไส้ติ่งอักเสบ...วินิจฉัยชัดเจนในใจเธอ ไม่จำเป็ต้องซักไซ้ให้มากความ
และถ้าเจ็บมาสามวัน...นั่นหมายความว่าโอกาสที่ไส้ติ่งจะแตกมีสูงมาก สูงจนน่ากลัว
เธอทดสอบซ้ำอีกครั้งด้วยความระมัดระวัง ไม่กดแรงจนเกินไป อาการกดปล่อยแล้วเจ็บ (Rebound tenderness) ชัดเจน อาการเจ็บย้ายที่ (Rovsing's sign) ก็ปรากฏ...ใช่ ไม่ผิดแน่
ต้องผ่าตัดสถานเดียว ไม่มีทางเลือกอื่น
ปัญหาก็คือ...ที่นี่ไม่ใช่ห้องผ่าตัด ฉันในร่างนิพาก็ไม่ใช่ศัลยแพทย์ และยาสลบที่มีอยู่ก็คือดาบสองคมที่อันตรายเกินกว่าควร
ความคิดเ่าั้แล่นผ่านสมองของเธอในเวลาเพียงสองวินาที ไม่ใช่ความลังเล แต่คือการประมินสถานการณ์และทางเลือกทั้งหมดที่มีอย่างเยือกเย็น
ทางเลือกที่หนึ่ง: ส่งเขาไปโรงพยาบาล...ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการส่งเขากลับไปรอคิวแห่งความตาย ท่ามกลางผู้ป่วยอีกนับไม่ถ้วนที่รอคอยความหวังเดียวกัน
ทางเลือกที่สอง: ปล่อยไว้...และรอให้ไส้ติ่งแตก การติดเชื้อในช่องท้องในยุคที่ยังไม่มียาปฏิชีวนะ...นั่นคือตั๋วเที่ยวเดียวสู่ความตาย
ทางเลือกที่สาม: ผ่าตัดที่นี่ เดี๋ยวนี้ ด้วยมือของเธอเอง
นิพาเงยหน้าขึ้น สบตากับภรรยาของสมชาย
"ต้องผ่าตัดค่ะ...ต้องทำตอนนี้"
ใบหน้าของหญิงสาวซีดเผือด "ที่นี่...หรือคะ"
"ค่ะ ที่นี่ ถ้าไปโรงพยาบาลอาจไม่ทันการณ์ และถ้าไม่ผ่าตัด...เขาอาจไม่รอด"
"แต่คุณหมอ..."
"ฉันทำได้" นิพาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ไม่มีการอ้อนวอนหรือโน้มน้าว มีเพียงความจริงที่ต้องเผชิญ "แต่คุณต้องตัดสินใจ...เดี๋ยวนี้"
แววตาของหญิงสาวฉายชัดถึงความขัดแย้ง...ระหว่างความหวาดกลัวสุดขีดกับความหวังริบหรี่ที่ฝากไว้กับหมอแปลกหน้า เธอมองใบหน้าที่ซีดเซียวของสามีสลับกับดวงตาที่มั่นคงของนิพา
"ทำเถอะค่ะ" ในที่สุด เธอก็เค้นเสียงออกมา "ช่วยเขาด้วย"
---
รหัสสั้นๆ ถูกส่งผ่านขวัญไปยังช่องทางที่สรวิชญ์ทิ้งไว้...ราวกับสัญญาณลับในยามคับขัน
เขามาถึงในสิบห้านาที...ราวกับเงาที่ปรากฏขึ้นจากความมืด
"้าอะไร" เขาถามทันทีที่มาถึง ไม่มีคำทักทายหรือคำถามอื่นใด
"ช่วยถือตะเกียง...อยู่เงียบๆ และถ้าฉันเป็อะไรไป ให้ขวัญทำหน้าที่ต่อ"
สรวิชญ์ขมวดคิ้ว "จะผ่าตัดเองที่นี่?"
"ไม่มีเวลาอธิบาย" เธอตัดบท ก่อนจะหันไปเตรียมเครื่องมือผ่าตัดชุดเล็กที่วางอยู่บนผ้าสะอาด
คลอโรฟอร์ม...ดาบสองคมที่ทาเคดะมอบให้เมื่อสัปดาห์ก่อน พร้อมกับอุปกรณ์ชุดนี้ เขาให้มาโดยไม่ได้อธิบายเหตุผล แต่ลึกๆ แล้วฉันรู้...เขากำลังเตรียมพร้อมสำหรับวันแบบนี้
และวันนั้นก็คือวันนี้
การให้ยาสลบด้วยคลอโรฟอร์มคือการเดินบนเส้นด้ายแห่งความเป็ความตาย ต้องไม่มากไป และต้องไม่น้อยไปเด็ดขาด นิพาอาศัยเพียงััและการสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด...ศาสตร์ที่เธอเคยอ่านจากตำราโบราณ แต่ไม่เคยลงมือทำด้วยตัวเองมาก่อน
ขวัญค่อยๆ หยดยาสลบลงบนผืนผ้า...ช้าๆ ทีละหยด ตามที่นิพาสอน
สมชายหลับใหลไปภายในสองนาที
"จับชีพจร ตรวจการหายใจ" นิพาสั่งเสียงเรียบ "สม่ำเสมอดีไหม"
"สม่ำเสมอดีค่ะ"
"ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแม้เพียงนิดเดียว...บอกฉันทันที"
"ค่ะ"
---
ห้องยาเล็กๆ กลายสภาพเป็ห้องผ่าตัดจำเป็ แสงจากตะเกียงสองดวงในมือของสรวิชญ์วาดเงาตะคุ่มไหววูบไปมาบนผนัง
มือของนิพาที่จับมีดผ่าตัดนั้นนิ่งสนิท
ไม่ใช่เพราะปราศจากความกลัว แต่เพราะความกลัวไม่อาจเอื้อมมาถึงปลายนิ้วที่ฝึกฝนมานับหมื่นชั่วโมงได้ มันคือความชำนาญที่ทำงานเป็อิสระจากหัวใจที่เต้นระรัว...ดั่งนักดนตรีที่บรรเลงบทเพลงได้แม้ในยามตื่นตระหนก
ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างแม่นยำตามตำรา...ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เป็ผลจากการทำซ้ำนับพันครั้งในห้องผ่าตัดที่เพียบพร้อม และบัดนี้ เธอกำลังทำมันอีกครั้งในสถานที่ซึ่งมีเพียงเครื่องมือเท่าที่จำเป็
ไส้ติ่งที่เธอพบนั้นอักเสบบวมเป่ง สีคล้ำจัดจนน่ากลัว...แต่ยังไม่แตก โชคยังเข้าข้างพวกเขา
เธอตัดมันออกด้วยความแม่นยำเยือกเย็น ล้างทำความสะอาดช่องท้อง แล้วจึงเริ่มเย็บปิดแผล...ทีละชั้น ทีละชั้น
เสียงของขวัญรายงานอัตราการหายใจและชีพจรทุกสองนาที...แ่เบาแต่ชัดเจนดั่งนาฬิกาชีวิต สรวิชญ์ยังคงถือตะเกียงนิ่งไม่ไหวติง...ดุจรูปสลักหิน แววตาของเขาจับจ้องทุกการกระทำของเธออย่างเงียบงัน
เมื่อไหมเส้นสุดท้ายถูกตัด นิพาวางเครื่องมือลง ลมหายใจที่เธอไม่รู้ตัวว่ากลั้นไว้ถูกปล่อยออกมาอย่างเชื่องช้า
เสร็จแล้ว
ถ้าไม่มีการติดเชื้อแทรกซ้อนหลังผ่าตัด...ถ้าเขาฟื้นตัวได้ดี...สมชายจะรอด
มันคือการเดิมพันครั้งใหญ่กับ 'ถ้า' สองข้อ...ในยุคที่ปราศจากยาปฏิชีวนะ
เธอตรวจสัญญาณชีพจรอีกครั้ง...คงที่และดีกว่าก่อนผ่าตัด
"ดีมาก" เธอพึมพำกับตัวเอง
ข้างๆ กันนั้น ขวัญถอนหายใจยาว...ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องหายใจ
---
สมชายได้สติอีกครั้งใน่เย็น ภรรยาของเขากุมมือไว้แน่น ดวงตาที่เคยแห้งผากมาตลอดวัน บัดนี้ชุ่มชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความโล่งใจ
"ยังเจ็บอยู่ไหม" นิพาถาม
"เจ็บครับ" เขาตอบตามตรง "แต่...ไม่เหมือนเมื่อกี้"
"ต่างกันยังไง"
"เมื่อกี้...มันเจ็บเหมือนรู้ว่ามีบางอย่างกำลังจะพัง แต่ตอนนี้...มันเจ็บเหมือนรู้ว่าทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น"
นิพาพยักหน้า...เป็คำอธิบายความเ็ปที่คมคายและแม่นยำอย่างน่าประหลาด
สองชั่วโมงต่อมา เงาของชายร่างสูงทาบทับลงที่บานประตู ทาเคดะมาโดยไม่ได้นัดหมาย
นิพาเห็นเขาและรู้ได้ในทันที...เขารู้เื่ที่เกิดขึ้น
เขาเดินตรงเข้ามาตรวจดูอาการของสมชายโดยไม่ขออนุญาต สายตาคมกริบของเขากวาดสำรวจสัญญาณชีพ สภาพของแผล และฝีเย็บอันประณีตของเธอ
แล้วเขาก็ยืดตัวขึ้น
"ดี" เขาเอ่ยสั้นๆ...เป็คำเดียวกับที่เธอพูดกับตัวเองเมื่อหลายชั่วโมงก่อน
"ขอบคุณสำหรับอุปกรณ์ค่ะ" นิพากล่าว
"คิดไว้อยู่แล้วว่าคงได้ใช้" เขาตอบเรียบๆ แล้วหันหลังเตรียมจะจากไป
แต่แล้วเขาก็หยุดชะงักที่หน้าประตู
"สาวิตรี" เขาเรียกชื่อจริงของเธอ โดยไม่หันกลับมามอง "ครั้งต่อไปที่ต้องทำอะไรแบบนี้...บอกฉันก่อน บางทีฉันอาจจะช่วยได้"
นิพานิ่งไปชั่วครู่
ข้อเสนอของเขามีจุดประสงค์อะไรกันแน่...้าพิสูจน์ฝีมือของเธอ? ้าช่วยเหลือจริงๆ? หรือเพียง้าหาโอกาสเข้ามาสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดมากขึ้น?
อาจจะเป็...ทั้งหมดนั่นรวมกัน
"จะจำไว้ค่ะ" เธอตอบในที่สุด
ทาเคดะจากไปเงียบเชียบ...ทิ้งไว้เพียงคำถามที่ไร้คำตอบ
---
ค่ำคืนนั้นเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของสมชายที่หลับใหลอยู่ ขวัญนั่งอยู่ข้างๆ นิพาในห้องเล็กๆ ขณะที่ภรรยาของคนไข้นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง
"คุณหมอกลัวไหมคะ" ขวัญถามขึ้นเบาๆ พอให้ได้ยินกันแค่สองคน
"กลัวสิ" นิพายอมรับตามตรง "แต่มือฉันไม่สั่น"
"สองอย่างนั้น...มันไม่ขัดกันหรือคะ"
"ไม่เลย" นิพามองลงไปยังมือของตัวเอง "ความกลัวกับความสามารถมันอยู่คนละส่วนกัน ถ้าเรารอให้หายกลัวก่อนลงมือทำ...ในชีวิตนี้คงไม่ได้ทำอะไรเลย"
ขวัญนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสารภาพออกมาด้วยเสียงที่แ่เบายิ่งกว่าเดิม
"หนูกลัว...กลัวมากกว่าที่แสดงออกอีกค่ะ ตลอดเวลาที่คุณหมอผ่าตัด"
"ฉันรู้"
"คุณหมอรู้หรือคะ"
"มือเธอที่จับข้อมือคนไข้เกร็งกว่าปกติ" นิพาอธิบาย "และเธอจะลอบถอนหายใจลึกๆ หนึ่งครั้งก่อนรายงานชีพจรทุกครั้ง ฉันสังเกตเห็น...แต่ไม่ได้พูดอะไร เพราะมันไม่มีเวลา และเพราะเธอก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง"
ขวัญเงยหน้ามองเธอ ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววซับซ้อนเกินกว่าเด็กสาววัยเดียวกัน
"ขอบคุณนะคะ...ที่ไม่พูดอะไร"
"ขอบคุณที่อยู่ตรงนั้นเช่นกัน"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง...มีเพียงเสียงลมหายใจของสมชายเป็พยาน
แล้วขวัญก็เอ่ยในสิ่งที่นิพาเองก็กำลังครุ่นคิด
"วันนี้...คุณทาเคดะมาดูแผล"
"อืม"
"เขาเห็นทุกอย่าง...รอยแผล ฝีเย็บ วิธีที่คุณหมอทำ..."
นิพาพยักหน้ารับช้าๆ
"เขาจะเอาเื่นี้ไปบอกใครต่อไหมคะ" ขวัญถาม...มันไม่ใช่คำถาม แต่เป็การเอ่ยถึงความเป็ไปได้ที่น่าหวาดหวั่นซึ่งพวกเธอทั้งคู่ต่างก็ตระหนักดี
คำถามนั้นแขวนค้างอยู่กลางความมืดของค่ำคืน...ไร้ซึ่งคำตอบ
