เสียงคร่ำครวญและแรงสะอื้นไห้ค่อยๆ ดังระงมขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของโถงอาหารที่บัดนี้ไร้ซึ่งเงาของผู้ทรงอำนาจแห่งตระกูลหรง เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งปนเปกับกลิ่นสุราและอาหารรสเลิศที่บัดนี้จืดชืดไร้ราคา
“โถ่... เสี่ยวซิง เ้าไม่น่าอายุสั้นถึงเพียงนี้เลย” หัวหน้าแม่ครัวชราทรุดกายลงประคองร่างไร้ิญญาที่ยังคงอุ่นรุ่ม น้ำตาแห่งความเวทนาไหลรินผ่านรอยบวมช้ำบนใบหน้าที่ถูกนายน้อยตะบันตบอย่างทารุณเมื่อครู่
“ครอบครัวนี้มันเห็นชีวิตคนเป็ผักปลาหรืออย่างไร! เพียงแค่มียศศักดิ์ล้นฟ้า คิดจะฆ่าใครทิ้งขว้างอย่างไรก็ได้งั้นเหรอ!” สาวใช้อีกนางโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่อัดอั้นไปด้วยความแค้นขลิบหยาดน้ำตา นางกำหมัดแน่นจนสั่นเทา ทว่าดวงตาที่วาวโรจน์ด้วยโทสะกลับมอดดับลงอย่างรวดเร็วเมื่อนึกถึงโลกภายนอกกำแพงจวนอันโอ่อ่านี้ หากไร้ซึ่งหยาดน้ำแกงและเศษเบี้ยจากตระกูลโฉด ครอบครัวที่รออยู่เื้ันางก็คงมิพ้นต้องอดตาย
ความยุติธรรม... จึงเป็เพียงนิทานเพ้อฝันที่คนระดับมดปลวกอย่างพวกนางมิอาจเอื้อมถึง
ในขณะเดียวกัน ร่างระหงของ หรงเชียนเสวี่ย เดินห่างออกมาจนเกือบจะถึงเขตเรือนของตน ทว่าประสาทััอันเฉียบคมที่ถูกเคี่ยวกรำมาจากการเป็เพชฌฆาตในโลกมืดกลับทำงานได้อย่างไร้ที่ติ เสียงร่ำไห้ที่เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจและถ้อยคำก่นด่าสาปแช่งเ่าั้ แว่วสั่นประสาทหูของนางชัดเจนประหนึ่งมาพึมพำอยู่ข้างกายนางชะงักเท้าเล็กน้อย
“ชีวิตคนเรา... มักจะเป็เช่นนี้เสมอ” นางรำพึงกับตนเองในใจด้วยความรู้สึกที่ราบเรียบประดุจผิวน้ำที่กลายเป็น้ำแข็ง ความตายเื้ัมิได้ทำให้หัวใจของนางสั่นคลอนแม้เพียงกระผีกเดียว ในโลกก่อน... นางเห็นคนตายมามากกว่าใบไม้ร่วง เห็นคนบริสุทธิ์ถูกพรากชีวิตเพียงเพื่อผลประโยชน์ และเห็นคนโฉดชั่วเสวยสุขบนกองซากศพจนเป็เื่สามัญ
ความตายของสาวใช้ที่ชื่อเสี่ยวซิง สำหรับนางแล้ว มันคือบทละครฉากเดิมที่เปลี่ยนฉากทัศน์จากแสงสีนีออนมาเป็ตะเกียงน้ำมันเท่านั้น
เช้าวันต่อมา แสงอาทิตย์สาดส่องลงมายังจวนตระกูลหรง ทว่าบรรยากาศกลับอึมครึมด้วยกลิ่นอายแห่งความสูญเสีย หรงเชียนเสวี่ย สั่งการให้คนขับรถม้าประจำตระกูลจัดเตรียมสัมภาระเพื่อนำร่างไร้ิญญาของเสี่ยวซิง กลับคืนสู่มาตุภูมิ พร้อมมอบถุงเงินจำนวนหนึ่งเป็ค่าสินไหมทดแทน หวังให้พ่อแม่ที่แก่ชราของนางได้ใช้ประทังชีวิตในบั้นปลาย
ในขณะที่รถม้ากำลังจะเคลื่อนพ้นประตูจวน เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจก็ดังขัดขึ้น “ช้าก่อน... พวกเ้าจะหามร่างนางไปที่ใดกัน?”
แม่ทัพหรงเจิ้นกั๋ว ก้าวออกมาขวางทางพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย ั์ตาคมกริบดุจราชสีห์จ้องมองรถม้าที่เป็ทรัพยากรของตระกูลหรงอย่างพิจารณา เพราะคนในครอบครัวเขาหาได้มีผู้ใดมีจิตเมตตาต่อข้ารับใช้ถึงเพียงนี้
“ท่านแม่ทัพ... ข้าน้อยเพียงทำตามคำสั่งของคุณหนูหรงเชียนเสวี่ยขอรับ” คนขับรถม้าตอบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าพลางก้มหน้าต่ำ “คุณหนูสั่งให้พาร่างของนางไปส่งที่บ้านเกิด และให้มอบเงินเยียวยาแก่ครอบครัวของนางด้วยขอรับ”
หรงเจิ้นกั๋วชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างคาดไม่ถึง “หรงเชียนเสวี่ย... ลูกข้านางกลายเป็คนใจคออ่อนโยนเช่นนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน?” ท่านแม่ทัพพึมพำพลางพยักหน้าด้วยความภูมิใจที่เห็นบุตรสาวรู้จักให้ทาน แม้จะเป็การกระทำที่ผิดวิสัยเดิมไปมากก็ตาม “ไหน... ข้าขอตรวจดูหน่อยว่านางใจกว้างเพียงใด ให้เงินชดเชยไปเท่าไหร่กัน?”
คนขับรถม้าส่งถุงเงินให้ด้วยมือที่สั่นเทา ท่านแม่ทัพรับมาดูครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “เอาเถิด... เ้ากลับไปทำหน้าที่อื่นเสีย ที่เหลือข้าจะให้คนของข้าจัดการต่อเอง”
คนขับรถม้ามิกล้าอุทธรณ์ใดๆ จึงรีบถอยฉากออกไป บ้านเกิดของเสี่ยวซิงคือ หมู่บ้านเฮยซือ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนัก ทว่าสิ่งที่ผิดปกติคือท่านแม่ทัพกลับสั่งการให้ทหารฝีมือฉกาจถึงสิบคนมารับ่ต่อในการส่งศพเพียงร่างเดียวท่านแม่ทัพยืนมองกลุ่มทหารที่ตั้งแถวอย่างเป็ระเบียบ เื้ัใบหน้าที่มีรอยยิ้มภาคภูมิใจเมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็ความเ็าสุดหยั่งถึง
“พวกเ้ารู้ใช่ไหมว่าต้องจัดการอย่างไร?” น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท ทว่ากลับทรงพลังและแฝงไปด้วยรังสีสังหารที่ทำให้อากาศรอบข้างเย็นเยียบลงทันตา
“รับทราบขอรับ!” เหล่าทหารขานรับเป็เสียงเดียวกัน
อาทิตย์อัสดงสาดแสงสีแดงฉานราวกับย้อมฟากฟ้าด้วยโลหิต ทหารในคราบชาวบ้านธรรมดาควบขับรถม้ามาจนถึง หมู่บ้านเฮยซือ รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูภูมิฐานกว่าชาวไร่ชาวนาทั่วไปทำให้ชาวบ้านต่างพากันมองด้วยความสงสัย จนกระทั่งขบวนมรณะหยุดลงที่หน้ากระท่อมซอมซ่อหลังหนึ่ง
“นายท่าน... ไม่ทราบว่าพวกท่านมีธุระอันใดกับพวกเราหรือเ้าคะ?” หญิงชราผู้เป็มารดาของเสี่ยวซิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนอบน้อม มือที่หยาบกร้านจากการตรากตรำงานหนักสั่นเทาด้วยความกังวล
ทหารเ่าั้มิได้เอ่ยวาจาตอบรับ พวกมันเพียงเอื้อมมือไปเลิกผ้าม่านกั้นรถม้าออก เผยให้เห็นร่างซีดเผือดไร้ิญญาของบุตรสาวเพียงคนเดียวที่นอนทอดกายอยู่อย่างอเนจอนาถ
“เสี่ยวซิง! ลูกแม่! เกิดอะไรขึ้นกับเ้า!” สองสามีภรรยาแผดร้องออกมาแทบขาดใจ ร่างของหญิงชราทรุดฮวบลงกับพื้นดินพลางร่ำไห้อย่างเสียสติ ขณะที่ชายชราผู้เป็บิดาถลันเข้าไปหมายจะประคองร่างบุตรสาว “นายท่าน... ได้โปรดบอกข้าที มันเกิดเื่อันใดขึ้นกับนางกันแน่!”
แววตาของกลุ่มชายฉกรรจ์พลันเปลี่ยนเป็เย็นเยียบ รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบข้างหนาวเหน็บ “เพราะนางผู้นี้บังอาจหารกล้าลอบวางยาผู้สูงศักดิ์... พวกเ้าในฐานะพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ย่อมต้องรับผิดชอบในความผิดมหันต์นี้ร่วมกัน!” น้ำเสียงนั้นกร้าวระรานและไร้ซึ่งความเมตตา
“อ๊ากกก!”
เสียงกรีดร้องสั้นๆ ถูกตัดฉับด้วยคมดาบที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้เสื้อผ้าธรรมดา ประกายโลหะวาววับตัดผ่านร่างของสองตายายในชั่วพริบตา เืสีสดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกองเงินที่หรงเชียนเสวี่ยตั้งใจมอบให้เป็ค่าสินไหม ทว่าในยามนี้มันกลับกลายเป็เพียงเศษกระดาษที่ไร้ค่าเบื้องหน้าซากศพ
“ฆ่าพวกมันให้หมด! อย่าให้เหลือใครที่รู้เห็นเหตุการณ์ในวันนี้!”
ทหารใจโฉดพุ่งเข้าหาชาวบ้านผู้เคราะห์ร้ายที่บังเอิญเดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์ เสียงอาวุธตัดผ่านเนื้อและเสียงร้องขอชีวิตดังระงมไปทั่วหมู่บ้านที่เคยเงียบสงบ เพียงชั่วอึดใจเดียว ทั่วทั้งบริเวณหน้ากระท่อมซอมซ่อก็เจิ่งนองไปด้วยโลหิตของคนบริสุทธิ์
พวกมันจัดแจงจุดไฟเผากระท่อมเพื่อทำลายหลักฐาน เปลวเพลิงสีส้มโชติ่กลืนกินทุกความจริงให้มอดไหม้ไปพร้อมกับร่างของเสี่ยวซิงและครอบครัว... ทิ้งไว้เพียงเถ้าถ่านและความเงียบงันที่คืบคลานเข้าปกคลุมหมู่บ้านเฮยซืออย่างเป็ปริศนาตลอดกาล
