ทว่าคนอื่นๆ ในสกุลซือหม่ากลับรีบลุกขึ้นด้วยความร้อนรนทันที “ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ! องค์หญิงจะรับผิดชอบเื่นี้ไม่ได้ อีกอย่าง กงจื้อิเป็คนโเี้ ต่อให้จะเปิดประตูเมืองหลวงให้เขาเข้ามา เกรงว่าเขาก็คงจะสังหารคนมากมาย พอถึงตอนนั้นเราคงจะเหมือนยกหินขึ้นมาแต่กลับหล่นทับขาตนเอง [1] เป็แน่พ่ะย่ะค่ะ!”
เกียรติและความมั่งคั่งของสมาชิกราชวงศ์เหล่านี้ ล้วนมาจากการที่มีคำว่า “ซือหม่า” ประดับอยู่บนหัว พวกเขาเคยชินกับการใช้อำนาจบาตรใหญ่ในชีวิตประจำวัน มาตอนนี้จะให้พวกเขาก้มศีรษะต่อกงจื้อิ วันหน้าจะไม่มีป้ายราชวงศ์แปะอยู่อีกต่อไป พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรจากสามัญชนคนธรรมดา
องค์ชายาุโคนหนึ่งซึ่งอายุมากที่สุดในบรรดาสมาชิกราชวงศ์รีบลุกขึ้นยืน เดิมทีตามแผนการของตระกูลซือหม่า แม้ซือหม่าเชวี่ยนจะไม่สามารถขึ้นครองบัลลังก์ได้ แต่ตระกูลซือหม่ายังมีผู้สืบเชื้อสายอีกมาก ไม่ว่าจะเป็สายตรงหรือสายรอง อย่างไรก็เป็คนในตระกูลซือหม่าเอง ย่อมดีกว่าคนที่มีความแค้นกับตระกูลซือหม่าอย่างกงจื้อิเป็พันเท่าหมื่นเท่า
แต่สถานการณ์ย่อมชนะใจคน กงจื้อิมีกองทัพใหญ่อยู่ที่ชายแดน เมืองหลวงใหญ่โตแต่มีทหารราชองครักษ์เพียงไม่กี่พันนายเท่านั้น ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกหมดกำลังใจ
ในขณะที่พวกเขากำลังคิดหาวิธีอื่นๆ อยู่นั้น จู่ๆ ก็ได้ยินว่าองค์หญิงได้ยอมสละราชบัลลังก์ของตระกูลซือหม่าไปแล้ว ทำให้พวกเขาทนไม่ไหวอีกต่อไป
“องค์หญิง ทรงทำแบบนี้ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ! สกุลซือหม่านั่งอย่างมั่นคงบนบัลลังก์ของซีเฮ่ามาตลอดหลายชั่วอายุคน ไม่อาจปล่อยให้มันสิ้นสุดลงในมือของท่านได้นะพ่ะย่ะค่ะ!”
“จริงด้วยพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง สกุลซือหม่ายังมีผู้สืบเชื้อสายอีกมาก เลือกใครสักคนขึ้นครองบัลลังก์ก็พอแล้ว เราไม่สามารถปล่อยให้แผ่นดินหลุดไปอยู่ในมือของต่างตระกูลได้นะพ่ะย่ะค่ะ!”
เหล่าขุนนางพากันแสดงสีหน้าที่แตกต่างกันไป หลายคนดูถูกเหยียดหยาม ที่จริงแล้วชื่อเสียงของสมาชิกราชวงศ์เหล่านี้ย่ำแย่มากที่สุด เพราะพวกเขาอาศัยสถานะในราชวงศ์ ใช้อำนาจข่มเหงผู้คน แล้วตอนนี้ยังยึดติดกับบัลลังก์โดยไม่รู้เลยว่าหากคนอย่างพวกเขาได้นั่งบัลลังก์แล้ว สถานการณ์อาจย่ำแย่ยิ่งกว่าตอนที่ซือหม่าเชวี่ยนเป็ฮ่องเต้เสียอีก
แต่แม้จะคิดอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่กล้าพูดออกมา
โชคดีที่มีองค์หญิงเป็ผู้ “มีเหตุผล” ทรงมองไปที่สมาชิกราชวงศ์เ่าั้อย่างเ็า และกล่าวขึ้นว่า “การเลือกผู้สืบเชื้อสายจากสมาชิกสายตรงและสายรองของสกุลซือหม่าขึ้นครองบัลลังก์ก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้ แต่ผู้ใดในพวกเ้าสามารถต้านทานกองทัพสามแสนนายของกองทัพอี้จวินได้?”
เมื่อสมาชิกราชวงศ์ได้ยินดังนั้น ก็เหมือนถูกตอกตรึงไว้กับพื้น ไม่มีใครกล้าขยับอีกต่อไป
ขุนนางาุโคนหนึ่งกล่าวแทรกขึ้นช่วยคลี่คลายสถานการณ์ในเวลาที่เหมาะสมพอดี “จะว่าไปเมื่อก่อนท่านอ๋องกับท่านแม่ทัพกงจื้อเคยมีสัญญาหมั้นหมายกันอยู่ เื่นี้ขุนนางาุโหลายคนก็รู้ เมื่อแม่ทัพกงจื้อขึ้นครองบัลลังก์แล้ว เขาจะต้องอภิเษกองค์หญิงเป็ฮองเฮาแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นสกุลซือหม่าจะกลายเป็ราชวงศ์ของซีเฮ่า ความมั่งคั่งของพวกท่านจะคงอยู่ตลอดไป”
เมื่อสมาชิกราชวงศ์ซือหม่าทั้งหลายได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็ดีขึ้นมาก พวกเขารวมตัวปรึกษากันเล็กน้อย แล้วจึงยอมถอยกลับไปอย่างสงบเสงี่ยม
องค์หญิงทรงมีประกายความยินดีในแววตา แต่รีบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับที่มุมตา และกลับมาเป็น้องสาวที่แสนดีผู้โศกเศร้าเพราะเสียพี่ชายไปอีกครั้ง
ขุนนางทั้งหลายกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์พลิกผัน พวกเขารีบคุกเข่าลงทันที “ขอบพระทัยองค์หญิงที่มีคุณธรรมสูงส่งพ่ะย่ะค่ะ!”
“ขอบพระทัยองค์หญิงที่คิดถึงประชาชนซีเฮ่าพ่ะย่ะค่ะ!”
“ขอบพระทัยองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ!”
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางและขุนนางท่านอื่นๆ ก็รีบคุกเข่าลง แต่ไม่ได้กล่าวคำใดๆ ออกมา
องค์หญิงชิงเฉิงทรงยืดหลังตรง ท่าทางสง่างามและดูภูมิฐานเป็อย่างยิ่ง “ใต้เท้าทุกท่านเชิญลุกขึ้นได้ ข้าได้ออกพระราชโองการแล้ว ที่เหลือก็ให้เป็หน้าที่ของพวกท่านในการพิจารณาเถิด”
เมื่อตรัสจบ องค์หญิงก็สะบัดแขนเสื้อและกลับไปยังวังหลังทันที ทิ้งให้บรรดาขุนนางทั้งหลายที่เหลืออยู่บางคนรู้สึกเขินอายจนหน้าแดง แต่ไม่นานพวกเขาก็ลืมความรู้สึกผิด และเริ่มถกเถียงกันว่าจะต้อนรับฮ่องเต้พระองค์ใหม่เข้าสู่เมืองหลวงอย่างไรดี บ้างก็เสนอให้ทั้งเมืองคุกเข่าต้อนรับ บ้างก็เสนอให้ออกไปต้อนรับนอกเมืองสิบลี้
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางที่ยืนอยู่ด้านหลังั้แ่ต้นจนจบเขาไม่ได้พูดอะไรเลยแม้แต่ประโยคเดียว บางทีเขาอาจจะคิดมากเกินไป แต่จากประสบการณ์ที่เคยเป็อาจารย์ให้กงจื้อิมาหลายปี เขารู้ดีว่าเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ใช่คนที่จะยอมแต่งงานกับองค์หญิงเพียงเพื่อจะได้ครองบัลลังก์อย่างสันติ เกรงว่าเขาคงชอบใช้ดาบและหอกเพื่อให้ทุกคนหุบปากเสียมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขายังมีสตรีคนหนึ่งอยู่เคียงข้าง เื่นี้ยิ่งยากขึ้นไปอีก…
ไม่ต้องพูดถึงเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เรามาดูสถานการณ์กองทัพใหญ่สามแสนนายที่กำลังเร่งรุดไปยังเส้นทางสายหลักที่อยู่ห่างออกไปสี่ร้อยลี้กันดีกว่า
ว่ากันว่าหากมีกองทัพหนึ่งหมื่นนายก็ถือว่าน่ากลัวแล้ว แต่ยามนี้มีกองทัพสามแสนนายรวมกันเป็หนึ่งเดียว สามารถอธิบายได้ด้วยคำว่า “คนจำนวนมหาศาล” เรียงแถวละห้าคน และแต่ละกองยาวถึงสิบลี้ หากมองจากมุมสูงจะยิ่งเห็นความยิ่งใหญ่เหมือนกับฝูงมดที่อยู่กันอย่างหนาแน่น
ใน่ต้นฤดูใบไม้ผลินี้ อากาศยังคงแห้งแล้ง ลมฤดูใบไม้ผลิที่ซุกซนยังคงพัดพาฝุ่นทรายไปทั่วทุกทิศทาง ทำให้ทหารบางนายลืมตาแทบจะไม่ขึ้น โชคดีที่เมื่อวันก่อนกองพลาธิการได้แจกผ้าสีดำกว้างประมาณหนึ่งฝ่ามือให้กับทุกคนเพื่อปิดปากและจมูก ทำให้หายใจได้สะดวกขึ้นมาก
ได้ยินว่านี่เป็ความคิดของหญิงสาวที่ชื่อว่าติงเหว่ยอีกแล้ว บางครั้งทุกคนก็อดสงสัยไม่ได้ว่านางคงได้รับคำแนะนำจากท่านย่าเทวาูเาตามที่เล่าลือกันจริงๆ ไม่อย่างนั้นนางคงไม่ฉลาดเฉลียวเช่นนี้ แทบทุกเื่ที่นางคิดก็เพื่อกองทัพใหญ่ทั้งสิ้น ช่างเป็คู่ที่เหมาะสมกับแม่ทัพกงจื้อิโดยแท้จริง
และในขณะนี้ ติงเหว่ยผู้ที่ถูกมองว่าเป็เหมือนเทพเ้ากำลังต่อสู้อย่างยากลำบากกับลูกชายของนาง ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ในเมืองลุงอวิ๋นกับผู้าุโเหว่ยทะเลาะกัน ทั้งสองคนต่างก็ซื้อขนมหวานให้เด็กน้อย มีทั้งฮวาเซิงถัง งา และขนมกุ้ยฮวา เ้าเด็กอ้วนดีใจมากจนแทบคลั่ง เขาเรียกร้องหาขนมกินทั้งวัน แต่ติงเหว่ยไม่อนุญาตให้เขากินมากเกินไปเพราะเป็ห่วงฟันน้อยๆ ของเขา
แต่เดิมนางเก็บกล่องขนมซ่อนไว้อย่างดี คิดไม่ถึงว่าวันนี้กงจื้อิไม่ได้ขี่ม้า และมานั่งในรถม้าจัดการงานราชการต่างๆ แม่ลูกทั้งสองคนจึงต้องแบ่งที่ตรงกลางให้กับเขา ทำให้เ้าเด็กอ้วนพบกล่องขนมที่ซ่อนอยู่ในช่องลับของรถม้าโดยบังเอิญ และไม่ยอมปล่อยมือจากมันอย่างเด็ดขาด
ติงเหว่ยพยายามพูดหว่านล้อมแต่ก็ไม่สำเร็จ นางเกือบจะโกรธและอยากจะตีก้นลูกชาย แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้เ้าเด็กอ้วนผู้ยืนหยัดปกป้องสิทธิ์ของตนยอมแพ้ได้
กงจื้อิซึ่งกำลังยุ่งวุ่นวายเงยหน้าขึ้นมองภรรยาที่กำลังแกล้งทำเป็โกรธ และลูกชายที่ยิ้มอย่างโง่เขลากอดกล่องขนมอยู่ เขาก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ ความเหน็ดเหนื่อยหายไปในพริบตา
ติงเหว่ยหันมาเห็นจึงพูดหยอกล้อด้วยความหมั่นไส้ว่า “ท่านยังจะหัวเราะอีก ไม่เห็นหรือว่าลูกชายของท่านดื้อขนาดไหน?”
กงจื้อิอุ้มลูกชายขึ้นมานั่งในอ้อมกอดและก้มลงจูบแก้มอ้วนๆ ของเขา และพูดขอว่า “ยังไงปีหน้าลูกก็ต้องเปลี่ยนฟันอยู่แล้ว ให้เขากินเพิ่มสักสองสามชิ้นเถอะ”
ไม่รู้ว่าเ้าเด็กอ้วนเข้าใจ “คำแนะนำ” ของพ่อหรือไม่ เขาจึงรีบหยิบขนมชิ้นหนึ่งจากกล่องแล้วป้อนเข้าปากพ่อเป็การขอบคุณที่พ่อช่วยพูดแทน
กงจื้อิรู้สึกอิ่มเอมใจมากเช่นกัน เขาหยิบขนมอีกชิ้นหนึ่งป้อนเข้าปากลูกชาย ทั้งสองคนพ่อกับลูกต่างกินขนมกันอย่างมีความสุข
ติงเหว่ยเห็นแล้วรู้สึกหมั่นไส้และน้อยใจ จึงบ่นเบาๆ ว่า “เด็กคนนี้ใจร้ายจริงๆ ข้าเป็คนที่คอยดูแลเขากินดื่มแต่งตัวทุกวันแท้ๆ แต่เขาไม่เคยยอมให้ข้ากินเลยสักชิ้น”
ดวงตาของกงจื้อิยิ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เขาหยิบขนมอีกชิ้นหนึ่งขึ้นมาและส่งสัญญาณให้ลูกชายรีบไปเอาใจแม่
เ้าเด็กอ้วนฉลาดไม่เบา เขาถือขนมชิ้นนั้นและพยายามปีนขึ้นไปหาผู้เป็แม่ แต่แขนน้อยๆ อ้วนๆ ของเขากลับไปไม่ถึงปากแม่ น่าเสียดายที่เขาประเมินความยาวของแขนมากไป ฮวาเซิงถังชิ้นนั้นจึงไปถูที่หน้าอกของนางแทน
ติงเหว่ยรีบก้มลงหยิบขนมขึ้นมาด้วยความห่วงใยเสื้อของนาง
เ้าเด็กอ้วนปรบมืออย่างดีใจ จากนั้นก็พยายามจะกลับไปที่อ้อมกอดของพ่อ แต่กลับถูกแม่ของเขากอดเอาไว้อย่างแ่า “พ่อของเ้ายังมีงานต้องทำ เ้าเล่นต่อชิ้นส่วนไม้กับแม่ดีกว่า!”
กงจื้อิกลับพูดสวนขึ้นมาว่า “เดี๋ยวค่อยทำงานต่อ ข้าขอเล่นกับอันเกอเอ๋อร์ก่อน”
ติงเหว่ยกลอกตาและส่งลูกชายไปในอ้อมกอดของเขา “ดี งั้นท่านก็เลี้ยงเขาเถอะ นานๆ ทีข้าจะได้พักผ่อนเงียบๆ สักพัก!”
“ลูกเอ๋ย แม่ของเ้าไม่รักเ้าแล้ว” กงจื้อิไม่ใส่ใจอะไร เขาถือโอกาสอุ้มลูกชายและกระซิบว่า “จากนี้ไปเ้ามาอยู่ด้วยกันกับพ่อดีไหม?”
เ้าเด็กอ้วนไม่เข้าใจคำพูดนี้ มือหนึ่งถือขนมที่กำลังเลียอยู่ และในไม่ช้าก็ป้ายคราบขนมไว้บนใบหน้าของพ่อ
ติงเหว่ยหัวเราะและยกมือขึ้นเปิดผ้าม่านรถม้าเพื่อชมทิวทัศน์ รถม้าวิ่งอยู่กลางขบวนกองทัพ อวี้ฉือหุ่ยนำทหารองครักษ์หนึ่งร้อยนายคุ้มกันอย่างแ่า ติงเหว่ยพยายามมองผ่านช่องว่างระหว่างม้าและเห็นทุ่งหญ้าที่ปรากฏขึ้นหลังจากหิมะละลาย เห็นสีดำและสีเหลืองเป็หย่อมๆ สลับกัน ดูแล้วแปลกตาอยู่บ้าง
นางอยากมองยอดเขาไกลๆ ต่อไป แต่แล้วนางกลับได้ยินเสียงทหารนายหนึ่งยกธงสีแดงขึ้น แตกแถวทหารออกมาอย่างรวดเร็วและวิ่งตรงมาทางนี้
กงจื้อิได้ยินเสียงเช่นกัน เขาจึงเงยหน้ามองไปนอกตัวรถ ทหารส่งสารก็มาถึงหน้ารถในไม่ช้า อวี้ฉือหุ่ยรับซองจดหมายที่ปิดผนึกด้วยขี้ผึ้งสีแดง และส่งมันเข้ามาในรถม้า
ติงเหว่ยอุ้มลูกชายที่ยังอยากเล่นกับพ่อของเขาอยู่ และปลอบเขาเบาๆ “ลูกจ๋า พ่อของเ้ามีงานใหญ่ต้องทำ เ้ากับแม่ดูม้าตัวใหญ่ข้างนอกกันดีไหม?”
เ้าเด็กอ้วนรู้สึกตื่นเต้นและรีบจับม่านรถม้าไว้ เขายื่นมือเล็กๆ ออกไปพลางะโร้องเรียก “ม้า ม้า!”
ติงเหว่ยจับเสื้อคลุมของลูกชายไว้แน่นด้วยกลัวว่าเขาจะตกลงไป แต่หางตาของนางกลับมองไปที่กงจื้อิและอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัย เขาอ่านจดหมายพร้อมกับขมวดคิ้ว แต่ไม่ได้แสดงท่าทางโกรธเกรี้ยว กลับดูเหมือนมีความเสียดายและสับสนเล็กน้อย ซึ่งทำให้นางรู้สึกอยากรู้ขึ้นมาทันที แต่ถึงแม้นางจะเคยให้คำแนะนำบางอย่าง แต่ส่วนใหญ่แล้วนางจะคิดถึงทหารในกองทัพเป็หลัก เมื่อเจอเื่ใหญ่โตนางก็มักจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว สตรีมีหน้าที่ของสตรี ถ้ากงจื้อิไม่ใช่บุคคลสำคัญ นางอาจจะไม่ยอมลงทุนกับการทำธุรกิจและทำพวกดินปืนเ่าั้ และคงจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย หาเงินเล็กน้อยเพื่อความสุขสบาย มีกินมีใช้ไม่ขาด ่เวลาว่างก็ปลูกดอกไม้ดูแลลูกชาย ชีวิตคงจะสุขสงบ แต่น่าเสียดาย…
กงจื้อิวางจดหมายลงและเงยหน้าขึ้น เขาเห็นติงเหว่ยที่มีสีหน้าหม่นหมองและอาลัยอาวรณ์อยู่ ดวงตาสีดำของเขาก็เต็มไปด้วยความสงสัย เขายื่นมือไปคว้าลูกชายที่เกือบจะตกลงไป และถามด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “คิดอะไรอยู่หรือ ลูกเกือบจะตกลงไปแล้วนะ?”
ติงเหว่ยได้สติกลับมาและรีบมองลูกชาย เมื่อเห็นว่าเขายังปลอดภัยดี นางจึงรู้สึกอายและบ่นอย่างขำขันว่า “แม้ตอนนี้ข้ากำลังว่างไม่มีอะไรทำ ก็ยังไม่อนุญาตให้ความคิดของข้าได้ออกไปเดินเล่นหน่อยหรือ?”
คำพูดของนางทั้งใหม่และน่ารักจนทำให้กงจื้อิหายจากความหงุดหงิดที่ค้างคาใจอยู่ก่อนหน้านี้ เขาตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า “อีกสักพักเมื่อมีเวลาว่าง ข้าจะพาเ้าและอันเกอเอ๋อร์ออกไปเดินเล่นกัน”
เมื่อเห็นรอยยิ้มของติงเหว่ย อวี้ฉือหุ่ยที่อยู่ด้านนอกรถม้ากลับกระซิบเบาๆ ว่า “ท่านแม่ทัพ ผู้ส่งสารยังรอคำตอบอยู่”
กงจื้อิมีรอยยิ้มเย้ยหยันอยู่บนใบหน้า และตอบว่า “ถ่ายทอดคำสั่งออกไปให้ตั้งค่ายใกล้ๆ นี้... ”
“ขอรับ ท่านแม่ทัพ”
อวี้ฉือหุ่ยรีบถ่ายทอดคำสั่งต่อไป ตอนนี้ทั้งแผ่นดินซีเฮ่าไม่มีศัตรูที่สามารถต้านทานกองทัพของพวกเขาได้อีกแล้ว กองทัพอี้จวินจึงไม่จำเป็ต้องระมัดระวังมากนัก พวกเขาหาสถานที่ราบและหลบลมแห่งหนึ่งเพื่อตั้งค่ายขึ้น
กงจื้อิพาติงเหว่ยและลูกชายไปที่กระโจมด้วยตนเอง มองติงเหว่ยเตรียมทำอาหารกลางวัน และลูกชายที่กำลังเล่นกับเอ้อร์หวาอยู่บนพื้น จากนั้นเขาจึงไปที่กระโจมสั่งการกลางค่ายและเรียกประชุมเหล่าแม่ทัพ
เมื่อเหล่าแม่ทัพได้ยินว่าซือหม่าเชวี่ยน “ล้มป่วย” ลงอย่างเหมาะเจาะ และจะสละราชบัลลังก์แล้ว พวกเขาต่างคิดว่าเป็ฝีมือของท่านแม่ทัพใหญ่ของพวกตนและแอบชื่นชมในใจ แต่ก็ไม่มีใครพูดออกมา และแทนที่จะเป็เช่นนั้น พวกเขากลับไม่พอใจที่ราชสำนักส่งขุนนางชั้นสามมาส่งสารเพียงเท่านั้น
-----------------------------------------
[1] ยกหินขึ้นมากลับหล่นทับขาตนเอง 搬石头砸脚 หมายถึง คิดจะทำร้ายผู้อื่นแต่ผลกลับย้อนมาหาตัวเอง หรือที่เรียกว่า ทำตัวเอง
