คันหนึ่งเป็รถม้าของจวนเฉิงเอินโหว จวนเฉิงเอินโหวคือครอบครัวมารดาของฮองเฮา ครั้งนั้นลูกหลานสายตรงของครอบครัวฝ่ายมารดาของฮองเฮาล้วนตายไปทั้งหมด ดังนั้นเฉิงเอินโหวในเวลานี้จึงเป็น้องชายลูกพี่ลูกน้องฝั่งบิดาของฮองเฮา รถม้าอีกคันคือรถม้าของครอบครัวฉินกุ้ยเฟย ฉินกุ้ยเฟยเป็บุตรีจากอนุภรรยาของเสนาบดีกรมกลาโหม เมื่อครั้งที่นางแต่งให้กับจ้าวหนิงฮ่องเต้นั้น บิดาของนางยังรั้งเพียงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการกรมกลาโหมอยู่ เพื่อความปลอดภัยของน้องชายคนนี้ ไท่จื่อเยี่ยนได้ทุ่มเทกำลังไปพอสมควรเลยทีเดียว
กรมกลาโหมและกองทัพมีความเกี่ยวพันกัน หากกรมกลาโหม้าคิดบัญชีกองทัพ อย่างไรเสียจ้าวหนิงฮ่องเต้ที่ดำรงพระยศฉีอ๋องซึ่งเข้าร่วมกองทัพในครั้งนั้นก็เป็บุตรเขยของผู้ช่วยเลขาธิการกรมกลาโหม ปรารถนาว่าจะช่วยเหลือเขาได้
หลี่ฉางเฉิงไปสืบข่าวมาจนแน่ชัด หลังจากนั้นจึงกลับมารายงานแก่หลี่ลั่ว
“เป็หลานชายของเสนาบดีกรมกลาโหม ฉินเยวี่ยเหวิน และซื่อจื่อของเฉิงเอินโหวกำลังทะเลาะวิวาทกันขอรับ” หลี่ฉางเฉิงรายงาน
ในหัวสมองของหลี่ลั่วปรากฏรายละเอียดของคนทั้งสองขึ้นมา รายละเอียดเหล่านี้หลี่ฉางเฉิงเป็ผู้รวบรวมมาให้เขา ได้มาจากมารดาของหลี่ฉางเฉิง อำนาจของฉินกุ้ยเฟยในวังหลวงเหนือกว่าอำนาจของฮองเฮา เสนาบดีฉินรั้งตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมในราชสำนัก หากองค์ชายใหญ่และองค์ชายรองแย่งชิงตำแหน่งฮ่องเต้ขึ้นมา องค์ชายรองแทบจะไม่มีโอกาสชนะเลย
ในบรรดาพระโอรสทั้งสามของจ้าวหนิงฮ่องเต้ องค์ชายสามนั้นไม่ต้องนำมาพิจารณา เช่นนั้นหากองค์ชายรอง้าจะเอาชนะองค์ชายใหญ่ให้ได้ ย่อมต้องได้รับการสนับสนุนจากกู้จวิ้นเฉิน ตำแหน่งองค์รัชทายาทในอนาคต บางทีอาจจะต้องมีอำนาจในราชสำนักกว่าครึ่งของฉีอ๋องในวัยหนุ่มผู้นี้ บุคคลผู้นี้จึงเป็บุคคลสำคัญ
“เ้าไปถามข้างหลังดูซิว่าพวกเขายินยอมหรือไม่ที่จะถอยหลังออกไป” หลี่ลั่วกล่าว
“เกรงว่าจะไม่ได้ขอรับ ข้างหลังมีรถมาเข้ามาแออัดอยู่ถึงสามคันแล้วขอรับ” หลี่ฉางเฉิงตอบ
หลี่ลั่วเลิกม่านหน้าต่างมองไปด้านหลัง ความจริงแล้วถนนสายนี้ค่อนข้างแคบ เขาเลือกเส้นทางนี้เพราะ้าเร่งการเดินทาง “ฉางเฉิง เ้าว่าหากพวกเราไปข้างหน้าอีกหน่อยสมทบกับพวกเขา คุณชายฉินและเฉิงเอินโหวซื่อจื่อจะว่าอันใดบ้าง?”
“บ่าวมิทราบขอรับ” หลี่ฉางเฉิงตอบตามความจริง
“เช่นนั้นก็ไปข้างหน้าสมทบกับพวกเขา” หลี่ลั่วหัวเราะเบาๆ “เ้าควบรถม้าไปข้างหน้า บอกกล่าวกับพวกเขาว่าพวกเขาทำให้เส้นทางติดขัด”
“ขอรับ” หลี่ฉางเฉิงบังคับรถม้าเดินไปข้างหน้า ปรากฏว่าคนทั้งสองที่กำลังทะเลาะวิวาทกันหน้าดำหน้าแดงอยู่นั้นพลันหยุดชะงักลงพร้อมๆ กัน มองมายังฉางเฉิง
คุณชายฉินเอ่ยขึ้นก่อนว่า “เ้าตัวไม่มีตาจากที่ไหนกัน มองไม่เห็นรึว่าเปิ่นกงจื่อ[1]อยู่ที่นี่?”
เฉิงเอินโหวซื่อจื่อหัวเราะหึๆ “เ้าตัวที่ไม่มีตาเช่นเ้าก็มิใช่ว่ามองไม่เห็นเปิ่นซื่อจื่อ[2]อยู่ที่นี่เช่นกันหรือไร?”
คุณชายฉินหัวเราะเยาะออกมาพรืดหนึ่ง “ไอโยว เฉิงเอินโหวซื่อจื่อหน้าช่างใหญ่ยิ่งนัก เปิ่นกงจื่อขอร้องให้เ้ากลับไปเลี้ยงเต่ากับโหวเหฺยผู้เป็บิดาเสียยังจะดีกว่า”
“เ้ากำเริบเสิบสาน”
“ข้าจะกำเริบเสิบสาน แล้วเป็เช่นใดเล่า? คนทั้งเมืองหลวงมีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าในเมืองหลวงนี้เฉิงเอินโหวเลี้ยงเต่าจนมีชื่อเสียงและมากประสบการณ์” คุณชายฉินหัวเราะเยาะดังขึ้นอีก “เ้าเต่า รีบหลีกทางให้ข้าเสียเถิด”
“ฉินขุย เ้ารนหาที่ตาย” เฉิงเอินโหวซื่อจื่อพุ่งตัวเข้าไปแล้ว
“กล้าลงไม้ลงมือกับเปิ่นกงจื่อรึ สั่งสอนคนผู้นั้นให้เปิ่นกงจื่อซิ” คุณชายฉินพูดจาคุยโว
สกุลฉินนั้นจากตำแหน่งรองเ้ากรมทหารมาจนถึงเสนาบดีกรมกลาโหม เดิมทีก็เป็แม่ทัพฝ่ายบู๊โดยกำเนิด แต่จวนเฉิงเอินโหวนั้นเป็แม่ทัพฝ่ายบุ๋นโดยกำเนิด หากต่อยตีกันขึ้นมา แค่มองก็รู้ว่าฝ่ายใดร้ายกาจ
“ฉางเฉิง ไปจวนว่าการเชิญท่านข้าหลวงจากจวนว่าการมาจัดการสถานการณ์นี้ที บอกเพียงว่ามีเสือบ้าคลั่งสองตัวต่อยตีกันอยู่ที่นี่”
หลี่ฉางเฉิงยากจะเข้าใจความสนุกสนานของโหวเหฺยของตน “โหวเหฺย ใต้เท้าจวนว่าการมาถึงแล้วขอรับ บ่าวเห็นเขายืนอยู่ในที่ลับ” คิดดูแล้วท่านใต้เท้าจวนว่าการคงไม่อยากแตะต้องน้ำสกปรกนี้
เขารั้งตำแหน่งขุนนางขั้นสาม... ยังต้องตกต่ำถึงขนาดต้องมาแก้ไขปัญหาของคุณชายจากชนชั้นสูงเหล่านี้ คิดแล้วน่าปวดใจยิ่งนัก แต่คนหนึ่งเป็คนของฉินกุ้ยเฟย ส่วนอีกคนเป็คนของฮองเฮา เขาล่วงเกินไม่ได้ทั้งสองครอบครัว ถ้าไม่มาด้วยตนเอง หากเกิดข้อผิดพลาดอันใดขึ้นมาแล้วเขาตอบคำถามอันใดไม่ได้ ปัญหาจะบานปลายใหญ่โต
เฉิงเอินโหวซื่อจื่อ หลานชายของฉินกุ้ยเฟย ใครไม่รู้จักคนเกเรที่ดุร้ายที่สุดในเมืองหลวงสองคนนี้บ้างเล่า ใต้เท้าจวนว่าการยังไม่รู้ตัวว่า คนเกเรที่ดุร้ายตัวน้อยในเมืองหลวงคนที่สามกำลังเห็นเขาอยู่ในสายตาเสียแล้ว
หลี่ฉางเฉิงสืบเท้าไปอยู่เบื้องหน้าใต้เท้าจวนว่าการตามคำสั่ง จากนั้นชี้นิ้วมาที่เขา ใต้เท้าจวนว่าการชี้ตัวเอง “ข้ารึ?”
หลี่ฉางเฉิงพยักหน้า “ข้าน้อยเป็องครักษ์ข้างกายจงหย่งโหว โหวเหฺยของข้าเชิญใต้เท้าเข้าพบขอรับ”
ใต้เท้าจวนว่าการนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้น ณ จวนจงหย่งโหวในวันนั้นขึ้นมาได้ก็รู้สึกปวดใจเหลือเกิน พละกำลังการต่อสู้ของเสี่ยวโหวเหฺยท่านนั้นของจงหย่งโหว แม้แต่ท่านปู่ท่านย่าก็ยังไร้ตัวตนไปเลยทีเดียว และเขายังมีความสัมพันธ์อันดีกับฮ่องเต้และหัวหน้าขันทีไห่เสียด้วย
เฮ้อ...ใต้เท้าจวนว่าการถอนใจเฮือกหนึ่ง ไฉนบรรพบุรุษทั้งสามท่านนี้จึงมาพบพานกันได้หนอ เมื่อมองไปยังทิศทางที่หลี่ฉางเฉิงชี้มือชี้ไม้อีกครั้ง ใต้เท้าจวนว่าการพลันกระจ่างแจ้ง เป็คนเกเรตัวใหญ่สองคนบดบังถนนไม่ให้คนเกเรตัวน้อยคนหนึ่งผ่าน แม้ในเวลานี้ผู้นำครอบครัวของจวนจงหย่งโหวจะเป็เด็กน้อย โหวเหฺยหลี่ซวี่ได้ตายไปแล้ว ในสายตาของทุกคนต่างคิดว่าจวนจงหย่งโหวช้าเร็วย่อมต้องตกต่ำลงเป็แน่ แต่ข้าหลวงจวนว่าการไม่กล้ามองข้าม หลังจากวันนั้นที่เขาเลิกประชุม ไห่กงกงยังมาถามเขาโดยเฉพาะเกี่ยวกับเื่หลังจากนั้น คำพูดที่เอ่ยมานั้นล้วนย้ำเตือนตนว่าเสี่ยวโหวเหฺยเป็ลูกหลานวีรบุรุษผู้กล้า โหวเหฺยหลี่ซวี่ตายเพื่อฝ่าา ฝ่าาของพวกเราเป็คนไม่ลืมอดีตง่ายๆ
บรรพบุรุษทั้งสามท่าน เขาล่วงเกินไม่ได้แม้แต่คนเดียว
ใต้เท้าจวนว่าการเดินมาถึงข้างๆ รถม้าของหลี่ลั่วอย่างหมดอาลัยตายอยาก เห็นเพียงลำแขนขาวๆ เล็กๆ ยื่นออกมานอกรถม้า ต่อมาเป็ใบหน้าซาลาเปาของหลี่ลั่วมองตนเองด้วยรอยยิ้ม “ใต้เท้าจวนว่าการ ไม่ได้พบท่านเสียนาน”
ก็ไม่อยากพบหน้ากันอีกน่ะสิ ใต้เท้าจวนว่าการได้แต่คิดในใจ “วันนี้เสี่ยวโหวเหฺยออกมาเดินเที่ยวหรือขอรับ?” ทว่าเขายังคงถามด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มนั้นแทบจะแข็งค้าง
หลี่ลั่วไม่เพียงแต่ใบหน้าประดับรอยยิ้มเท่านั้น ในดวงตาของเขาก็เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มเช่นกัน เสียงใสดังกังวานของเขาเอ่ยขึ้นว่า “เปิ่นโหวเหฺยตอบรับเทียบเชิญของท่านฉีอ๋อง กำลังจะเดินทางไปหา แต่สถานการณ์เบื้องหน้า...ทำให้เปิ่นโหวเสียเวลา ใต้เท้าจวนว่าการเป็หัวหน้าของขุนนางทั้งหลาย คนทั้งสองนี้ทะเลาะวิวาทต่อหน้าธารกำนัลขัดขวางความสงบสุขของเมืองหลวง นี่เป็หน้าที่ของใต้เท้าหรือทหารม้าทั้งห้ากองรับผิดชอบหรือ?”
สีหน้าของท่านใต้เท้าจวนว่าการมีเพียงการร่ำไห้ “ข้าน้อยได้รับคำชี้แนะแล้วขอรับ”
“สถานการณ์เบื้องหน้าในขณะนี้คิดว่าใต้เท้าคงจัดการให้เรียบร้อยภายในหนึ่งชั่วยามไม่ได้หรอก” คำพูดของหลี่ลั่วยังคงทิ่มแทงใจของใต้เท้าจวนว่าการต่อไป
“โหวเหฺยอาจจะไม่ทราบ ด้านหนึ่งนั้นเกี่ยวพันกับฮองเฮา อีกด้านหนึ่งก็เกี่ยวพันกับฉินกุ้ยเฟย คือข้าน้อย...”
“เช่นนั้นรถม้าของเปิ่นโหวคงต้องรบกวนใต้เท้าช่วยเปิ่นโหวส่งกลับไปที่จวนด้วย หลังจากที่แก้ไขปัญหาได้แล้ว” หลี่ลั่วกล่าวอีก จากนั้นเขาจึงออกมาจากรถม้า ถนนที่คึกคักสายนี้ไม่ได้เป็วิวทิวทัศน์เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่บนตัวของเด็กน้อยคนนี้กลับมีอำนาจบารมีแผ่กระจายออกมา
“ข้าน้อยต้องขออภัยจริงๆ ขอรับ” ใต้เท้าจวนว่าการอุ้มหลี่ลั่วลงมาจากรถม้า “คงต้องรบกวนเสี่ยวโหวเหฺยเมื่อได้พบหน้าท่านฉีอ๋องขออภัยแทนข้าน้อยด้วย”
“ท่านพี่ฉีอ๋องเป็คนใจคอคับแคบ เปิ่นโหวย่อมต้องบอกเหตุผลที่มาช้าแก่เขาให้กระจ่างแจ้งอย่างแน่นอน”
ณ จวนฉีอ๋อง
“ใจคอคับแคบ” องครักษ์เงาที่ลอบตามติดตามหลี่ลั่วอยู่ในเงามืดมาถึงจวนฉีอ๋องก่อนเขาก้าวหนึ่ง ทั้งยังนำคำพูดของหลี่ลั่วทั้งหมดมาเล่าให้เ้านายของตนฟังอย่างไม่มีตกหล่นแม้แต่คำเดียว
กู้จวิ้นเฉินโบกไม้โบกมือ “แอบตามต่อไปอย่าให้รู้ตัว” แต่ทว่า เขาหันกลับมาอีกครั้งและถามว่า “เปิ่นหวางใจแคบหรือ?”
จวิ้นอีที่มีสีหน้าเคร่งขรึมไร้ซึ่งอารมณ์ ได้แต่ตอบกลับอย่างเป็งานเป็การ “ท่านอ๋องใจกว้างพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ เปิ่นหวางเป็คนใจแคบ”
จวิ้นอีมองกู้จวิ้นเฉินครั้งหนึ่ง อยากรู้ว่านายท่านของตนกำลังพูดตลกหน้าตายหรือไม่ แต่สีหน้าของนายท่านเรียบเฉย ริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อย ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนผู้ที่กำลังพูดตลกหน้าตาย
“ท่านอ๋อง เสี่ยวโหวเหฺยมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” พ่อบ้านจวนอ๋องมาส่งหลี่ลั่วถึงหน้าประตู
ทุกครั้งที่หลี่ลั่วมาเยือนจวนฉีอ๋อง เขาก็มักจะถูกรูปแบบและขนาดของจวนฉีอ๋องทำให้ตกตะลึงอยู่เสมอ สถานที่ที่งดงามหรูหราราวกับเป็ดินแดนของเทพเซียนบนโลกมนุษย์ มีเพียงฉีอ๋องกู้จวิ้นเฉินเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่คู่ควร
เมื่อครั้งจ้าวหนิงฮ่องเต้ดำรงพระยศฉีอ๋องนั้น จวนฉีอ๋องไม่ได้มีขนาดใหญ่เช่นนี้ ฮ่องเต้พระองค์ก่อนจะปฏิบัติต่อพระโอรสที่พระองค์ไม่เหลียวแลอย่างทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจเช่นนี้ได้อย่างไร ดังนั้นหลังจากจ้าวหนิงฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ เขาจึงมาขยับขยายการก่อสร้างเพื่อกู้จวิ้นเฉิน
แววตาของกู้จวิ้นเฉินมีประกายสว่างไสวพาดผ่านชั่วครู่หนึ่ง ราวกับเขาเปลี่ยนเป็คนกระตือรือร้นขึ้นมาในทันใด แม้ว่าเขาจะยังคงนั่งอยู่ที่นั่น สีหน้ายังคงเรียบเฉย แต่เขาติดตามกู้จวิ้นเฉินมาเป็ระยะเวลาหลายปี จวิ้นอีสามารถรับรู้ได้ว่าอารมณ์ของเ้านายผ่อนคลายและมีความสุข
หลี่ลั่วเดินเข้ามาด้วยก้าวเล็กๆ จากขาสั้นๆ ของเขา เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูเขาก็ประสานสายตาเข้ากับดวงตาลึกลับที่ยากจะหยั่งถึงทั้งคู่ของกู้จวิ้นเฉิน จากนั้นจึงหัวเราะขึ้นครั้งหนึ่ง “ท่านพี่ฉีอ๋อง ข้ามากินผลอิงเถาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
กู้จวิ้นเฉินส่งเสียงอืม
หลี่ลั่วรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ครั้งที่แล้วที่มาที่นี่ ที่นี่ยังไม่มีโต๊ะตัวเตี้ยอยู่เลย ครั้งนี้กลับเห็นโต๊ะเตี้ย ด้านล่างของโต๊ะตัวเตี้ยนี้ได้ปูพรมเอาไว้ กู้จวิ้นเฉินนั่งลงไปทั้งอย่างนี้ ทั้งเนื้อทั้งตัวดูกลมกลืนกับห้องนี้ยิ่งนัก
หลี่ลั่วเดินไปถึงริมพรมผืนนั้นแล้วนั่งลงเต็มๆ ก้น ถอดรองเท้าและถุงเท้าด้วยตนเอง จากนั้นคลานเข้าไปนั่งตรงข้ามกู้จวิ้นเฉิน บนโต๊ะตัวเตี้ยนอกจากผลอิงเถาแล้วยังมีของว่างอีกเล็กน้อยพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าเปียกผืนหนึ่ง หลี่ลั่วหยิบผ้าเช็ดหน้าเปียกมาเช็ดมือ จากนั้นจึงเริ่มกินผลอิงเถา
ไม่เหมือนครั้งที่แล้วที่ใช้สองมือสลับกันส่งผลอิงเถาเข้าปากของตนเอง ครั้งนี้เขาหยิบผลอิงเถาขึ้นมาแล้วกัดเพียงครึ่งคำ จากนั้นแลบลิ้นออกมาเลียน้ำผลไม้ที่เลอะริมฝีปากบน แล้วจึงยิ้มอย่างอ่อนหวาน “หวานกว่าครั้งที่แล้วจริงๆ ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“นี่เป็ผลอิงเถาบรรณาการชุดสุดท้าย” กู้จวิ้นเฉินกล่าว
“ฤดูกาลของผลอิงเถาสั้นเช่นนี้เลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ในยุคสมัยปัจจุบันผลเชอร์รีทุกชนิดรวมๆ กันแล้วอยู่ในฤดูกาลเพียงสามเดือนเท่านั้น
“ขี้บ่น” กู้จวิ้นเฉินเอ่ยออกมาเพียงสองคำ
หลี่ลั่วทำปากคว่ำ คนผู้นี้อยู่ด้วยยากยิ่ง “วันนี้ท่านพี่ฉีอ๋องเชิญข้ามาเพียงเพื่อเรียกข้ามากินผลอิงเถาหรือพ่ะย่ะค่ะ?” คงคิดจะถอนพิษกระมัง? ในใจของหลี่ลั่วนั้นหัวเราะงอหงาย
“มิเช่นนั้นเล่า?” กู้จวิ้นเฉินถามกลับ ไม่ว่าในใจของเด็กน้อยจะกำลังคิดอะไรอยู่ สิ่งที่กู้จวิ้นเฉินพูดออกมานั้นย่อมไม่ให้เขาสมปรารถนา
ในใจหลี่ลั่วรู้สึกว่าคนผู้นี้ช่างเป็คนที่ทำอะไรยากเย็นเหลือทน ทุกคนต่างก็รู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริง ทว่ากลับไม่ยอมพูดมันออกมา หลี่ลั่วก็เป็คนมีอารมณ์เช่นกัน ในเมื่อกู้จวิ้นเฉินไม่ยอมพูด เขาก็จะบีบให้กู้จวิ้นเฉินให้พูดออกมาให้ได้ “ท่านพี่ฉีอ๋อง ในจวนข้ายังมีธุระ ข้านำกลับไปกินได้หรือไม่?”
“ไม่ได้” กู้จวิ้นเฉินตอบ
“เพราะเหตุใดเล่า?” ครั้งที่แล้วไม่ใช่ให้เขานำกลับไปหรอกหรือ?
“ต่อไปสิ่งของในจวนอ๋องห้ามนำออกไปข้างนอก” กู้จวิ้นเฉินตอบ
“ในจวนของผู้ใดกันมีกฎเกณฑ์เช่นนี้?” หลี่ลั่วไม่เชื่อหรอก “ทำเช่นนี้คือไม่เคารพแขก ต่อไปจะไม่มีแขกมาเยือนนะพ่ะย่ะค่ะ” พ่อหนุ่มน้อย เ้าต้องมีไมตรีตุ่์ด้วยกันนะ
กู้จวิ้นเฉินวางหนังสือลงแล้วพูดอย่างไม่เห็นด้วยว่า “ต่อให้เป็แขกที่เปิ่นหวางไม่เคารพ แต่ก็ยังคงมีคนมากมายที่คุกเข่าลงต่อหน้าเปิ่นหวาง เพื่อขอให้เปิ่นหวางมองเขาสักครั้ง”
นี่คือ้าทำให้ตนเองโมโหจนตายใช่หรือไม่?
“จวนฉีอ๋อง เดิมทีก็ไม่ใช่สถานที่ที่เคารพนับถือแขกอยู่แล้ว” กู้จวิ้นเฉินกล่าวเสริมอีกหนึ่งประโยค “จวนฉีอ๋องแห่งนี้ เปิ่นหวางเป็ผู้ตัดสินใจเอง”
[1] เปิ่นกงจื่อ (本公子) คือ คำที่ผู้ที่เป็คุณชายจากตระกูลใหญ่ใช้เรียกแทนตนเอง
[2] เปิ่นซื่อจื่อ (本世子) คือ คำที่ผู้เป็ ซื่อจื่อ (บุตรชายผู้ที่จะสืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อจากบิดา ในบรรดาบุตรชายของชินอ๋อง และขุนนางระดับสูง) ใช้เรียกแทนตนเอง