บทที่ 5 ป่าหิมพานต์ต้องห้าม
ม่านหมอกสีนวลตาแผ่กระจายปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ รอยต่อระหว่างชายขอบวังหลวงและป่าหิมพานต์ต้องห้ามนั้นดูราวกับเส้นแบ่งระหว่างความเป็และความตาย ทันทีที่ฝีเท้าม้าของรัญจวนก้าวข้ามเขตแดนที่มนุษย์ไม่กล้าแม้แต่จะมอง ััรอบกายก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
อากาศที่เคยหนาวเหน็บจากสายฝนกลับกลายเป็ไออุ่นจาง ๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมรัญจวนของมวลบุปผาที่ไม่มีอยู่บนโลกมนุษย์ ต้นไม้ขนาดั์ที่มีลำต้นเป็เกลียวทองแดงสลับลวดลายอักขระธรรมชาติและใบสีมรกตเรืองแสงตั้งตระหง่านเสียดฟ้า รากของมันขยับเขยื้อนช้า ๆ ประดุจพญานาคที่กำลังหายใจ เถาวัลย์กินนรีที่เคยพันระย้าต่างคลายตัวออกเป็ช่องว่างประดุจพรมธรรมชาติที่ปูรอรับการกรายกล้ำ
ยิ่งลึกเข้าไป สรรพสิ่งรอบกายยิ่งทวีความพิศวงจนเกินจะหาคำเปรียบเปรย ต้นมักรีผลขนาดั์ที่ตั้งตระหง่านอยู่สองข้างทางพลันสั่นไหวระริกอย่างร่าเริงราวกับรับรู้ถึงตัวตนของผู้มาเยือน ทันทีที่รัญจวนก้าวผ่าน ดอกสีนวลตาก็พลันผลิบานออกเป็รูปกายดรุณีน้อยห้อยระย้าลงมาตามกิ่งก้าน ใบหน้าของมักรีผลเ่าั้ประดับด้วยรอยยิ้มพริ้มเพรา พวกนางต่างน้อมก้มศีรษะลงให้แก่องค์อสุรีผู้สูงศักดิ์อย่างพร้อมเพรียง บ้างก็โปรยปรายละอองเกสรกลิ่นหอมหวลชวนเคลิบเคลิ้มออกมาประดุจการแซ่ซ้องสรรเสริญที่นายเหนือหัวหวนกลับคืนสู่มาตุภูมิอีกครั้ง
รัญจวนรั้งบังเหียนม้าให้ช้าลง นางกวาดสายตามองไปรอบกายด้วยความรู้สึกสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ในโลกปี 2099 ที่นางจากมา ทุกตารางนิ้วคือความแห้งแล้งของคอนกรีตและโลหะ ชีวิตถูกจำกัดอยู่ภายใต้แสงไฟสังเคราะห์และระบบประมวลผลอันเ็า นางโตมากับความเชื่อที่ว่าทุกอย่างอธิบายได้ด้วยข้อมูลและสูตรทางเคมี
‘ตลอดชีวิตของข้า... ข้าคิดว่าโลกที่มีสีสันรื่นรมย์เช่นนี้เป็เพียงนิทานหลอกเด็ก หรือไม่ก็เป็เพียงรหัสคำสั่งในเครื่องจำลองภาพเสมือนจริงที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อปลอบประโลมตัวเองเท่านั้น...’
นางพึมพำในใจพลางยื่นมือที่สั่นเทาไปัักับละอองเกสรที่ลอยวนเวียนอยู่รอบกาย ััที่ได้รับมันช่างอุ่นวาบและหนักแน่นเสียจนหัวใจของนางเต้นรัวอย่างไม่เคยเป็มาก่อน พลังงานมหาศาลที่พวยพุ่งออกมาจากพฤกษาทุกต้นไม่ใช่สิ่งที่วิทยาการใดจะสร้างขึ้นได้ แต่นางกลับรู้สึกว่ามันคือกระแสพลังงานเดียวกับที่ไหลเวียนอยู่ในสายเือสุรีของนางที่กำลังตื่นรู้อย่างเต็มที่
เสียงนกการเวกที่ขับขานแว่วมาตามลม บัดนี้ฟังดูคล้ายเสียงดนตรีาที่แฝงไปด้วยความปิติสลับกับความอ่อนหวานที่สะกดิญญาผู้บุกรุก ทว่าสำหรับรัญจวน มันไม่ใช่เพียงเสียงเพลง แต่มันคือเสียงเรียกขานของบ้านที่นางไม่เคยคาดคิดว่าจะมีอยู่จริงบนโลกใบนี้ ร่างกายของนางผ่อนคลายลงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนในรอบหลายปี สัญชาตญาณของจารชนที่ต้องระแวดระวังภัยตลอดเวลาพลันเปลี่ยนเป็ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด
ที่นี่... คือที่ของข้าอย่างแท้จริง
"หยุดพักที่นี่"
รัญจวนออกคำสั่ง เสียงของนางดังกังวานผ่านหมอกหนา นางกระโจนลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว
ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดสองวันเริ่มสำแดงผล ความโหยหิวจู่โจมจนกระเพาะของนางบิดมวน รัญจวนกวาดสายตามองเหล่า 'เนตรอสูร' ทั้งสิบสองนางที่นั่งทรุดกายลงด้วยความอ่อนแรง ก่อนจะหันไปสบตากับดวงตานับร้อยคู่ของดรุณีมักรีผลที่เฝ้ามองนางอยู่จากเบื้องบน พวกนางดูหวาดหวั่นยามเห็นเหล่าอสูรพญาั์ที่ดูดุดัน
รัญจวนจึงเอ่ยเรียกอสุราขุนพลผู้ควบคุมธาตุดินด้วยสุรเสียงที่สุขุม
"พสุธา! จงไปหาอาหารมาให้เพียงพอสำหรับทุกคน แต่อย่าได้ล่าเพื่อความสนุกหรือทำลายชีวิตที่ยังไม่ถึงฆาต"
นางปรายตามองไปยังเหล่ามักรีผลอีกครั้ง
"ข้าไม่อยากให้กลิ่นอายแห่งการฆ่าฟันที่ไร้เหตุผลไปแปดเปื้อนความสงบของที่นี่ จงเลือกเฟ้นสัตว์ที่กำลังจะหมดอายุขัย หรือชีวิตที่เต็มใจอุทิศกายเพื่อเป็พลังให้แก่เรา รวมถึงผลไม้ที่สุกงอมตามฤดูกาลเท่านั้น"
พสุธานิ่งรับคำสั่ง เขาเข้าใจในเจตนาของนายหญิงทันที ขุนพลั์วางฝ่ามือหนาหนักลงบนพื้นดิน บังเกิดแรงสั่นะเืแผ่ออกไปกว้างไกล เพียงไม่นาน รากไม้ขนาดั์ก็ค่อย ๆ ผุดขึ้นจากดิน นำพามัลลิกาผลสุกงอมสีม่วงทองและรวงผึ้งป่ามหาศาลมาวางลงเบื้องหน้า พร้อมกับร่างของ กวางทองมรกตขนาดใหญ่ที่นอนสงบนิ่ง แววตาของมันไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความสงบของชีวิตที่เดินมาจนสุดเส้นทางแห่งวัยสังขาร มันหมอบกายลงเบื้องหน้าองค์อสุรีราวกับยินดีที่จะถวายปราณชีวิตสุดท้ายเพื่อเป็การต้อนรับนายหญิงของป่าแห่งนี้
"ขอบใจเ้ามาก..."
รัญจวนลูบศีรษะสัตว์ผู้เสียสละแ่เบา ขณะที่เหล่ามักรีผลเบื้องบนต่างพากันโปรยกลิ่นหอมชื่นใจลงมาเป็การขอบคุณในเมตตาจิตของนางทันทีที่เห็นร่างกวางทองมรกต สัญชาตญาณอสูรในกายที่โหยหิวกระหายเืเนื้อสด ๆ เริ่มประทุขึ้นตามธรรมชาติ กลิ่นคาวเืจาง ๆ ที่ซึมออกมาจากความชราของสัตว์ทำให้เขี้ยวของนางเริ่มสั่นระริก ทว่ารัญจวนกลับข่มมันไว้ลึกที่สุด ความทรงจำของวรัญณีเตือนให้นางรู้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมานางไม่เคยกินของดิบอีกเลย เพียงเพราะครั้งหนึ่งชัยเสนเคยแสดงสีหน้าขยะแขยงและตราหน้านางว่าเป็สัตว์ร้ายเมื่อเห็นนางเผลอใช้เขี้ยวฉีกเนื้อสดตามวิสัยั์ นางจึงฝึกตนให้กินอาหารอย่างมนุษย์จนกลายเป็นิสัย ประกอบกับจิติญญาจารชนจากอนาคตที่คุ้นเคยกับอาหารที่ปรุงสุกสะอาด ยิ่งทำให้นางเมินเฉยต่อการกินดิบอย่างอสุราทั่วไป
"เราจะย่างเนื้อมัน แต่เนื้อกวางป่าหิมพานต์เช่นนี้หากปรุงไม่ดีกลิ่นสาบสางจะแรงเกินกว่าที่พวกนางจะรับไหว"
ฉับพลันรัญจวนก็นึกได้ว่าหากว่าจะย่างเนื้อแล้วจะขาดเกลือได้อย่างไร นางมองไปรอบๆ พลางนึกได้ว่าแถวนี้มีสัตว์ป่าเยอะและแถวนี้น่าจะมีดินดานที่สามารถนำมาทำเกลือได้ นางกวาดตามองเหล่านางสิบสองที่นั่งสั่นเทิ้ม ก่อนส่ายหน้าพลางคิดว่าพวกนางทำงานไม่ได้ จากนั้นจึงหันไปหาขุนพลอสุรา
"พสุธา... จงไปนำดินดานที่สัตว์ป่าชอบมาเลียกินเกลือมาให้ข้า และเก็บรวบรวมเครื่องเทศที่มีกลิ่นเผ็ดร้อน ทั้งข่าแก่ ตะไคร้หอมพันปี ใบมะกรูด กระเทียมป่า พริกไทยดำกัมปนาท ยี่หร่าหอมระเหย และยอดโรสแมรี่หิมพานต์มาด้วย ข้าจะปรุงรสชาติที่แท้จริงให้พวกนางเอง"
พสุธาหายไปชั่วอึดใจและกลับมาพร้อมก้อนดินนวลและสมุนไพรตามสั่ง รัญจวนใช้ภูมิความรู้ของจารชนจัดการสกัดเกลือในทันที นางนำดินดานมาละลายในน้ำทิพย์จากลำธาร ใช้ผ้าไหมชั้นดีที่ยึดมาเป็ตัวกรองสิ่งสกปรกออกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนได้น้ำใสบริสุทธิ์ที่มีแร่ธาตุเข้มข้น
"อัคนี... ใช้เพลิงสีนิลของเ้า ต้มน้ำนี้ให้เหือดแห้ง แต่อย่าให้ไหม้"
อัคนีขยับปลายนิ้ว เปลวไฟสีดำอมน้ำเงินลุกโชนขึ้นภายใต้ภาชนะทองคำซึ่งเป็หนึ่งในสมบัติที่ขนมาด้วย น้ำพลันเดือดปุด ๆ และระเหยออกไปอย่างรวดเร็วภายใต้การควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำประดุจเครื่องจักร เพียงไม่นาน ผลึกเกลือสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะที่ส่องประกายระยิบระยับก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
ภาพความมหัศจรรย์ตรงหน้าทำให้ขุนพลั์ทั้งสามถึงกับชะงักงัน กาฬทมิฬ อัคนี และพสุธา ต่างจ้องมองเกลือบริสุทธิ์กองนั้นด้วยแววตาที่สั่นไหวประดุจเห็นปาฏิหาริย์ ต้องทราบว่าในโลกใบนี้เกลือคือทรัพยากรที่ล้ำค่าที่สุดยิ่งกว่าทองคำ แคว้นน้อยใหญ่ต่างต้องทำาเข่นฆ่ากันเพื่อแย่งชิงแหล่งเกลือเพียงน้อยนิด หรือต้องยอมจ่ายส่วยมหาศาลเพื่อแลกกับเกลือเพียงหนึ่งหยิบมือที่มักจะปนเปื้อนด้วยกรวดทรายและสีหม่นคล้ำ
แต่สตรีตรงหน้า นางกลับเนรมิตทองคำขาวที่ขาวสะอาดบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเห็นมาในชีวิต เพียงแค่ใช้ดินและน้ำในเวลาไม่กี่อึดใจ!
"นี่มัน... เกลือจริง ๆ หรือนายหญิง"
อัคนีเอ่ยพึมพำ น้ำเสียงที่เคยเยือกเย็นกลับสั่นพร่าด้วยความตระหนก
"แม้แต่ในคลังหลวงของชัยเสน เกลือที่ว่าดีที่สุดยังไม่อาจขาวสะอาดได้เพียงครึ่งของสิ่งนี้"
"สิ่งที่กษัตริย์ทั้งใต้หล้าต่างปรารถนา แต่นายหญิงกลับทำมันได้ประดุจการเสกเป่า"
กาฬทมิฬกล่าวพลางคุกเข่าลงอย่างศรัทธา แววตาของขุนพลทั้งสามบัดนี้เปลี่ยนจากความจงรักภักดีธรรมดา กลายเป็การเคารพบูชาในสติปัญญาที่เหนือชั้นเกินกว่าจะคาดเดา
รัญจวนเพียงกระตุกยิ้มบาง ๆ
"มันก็แค่ความลับของธรรมชาติ และข้าจะใช้มันสร้างอาณาจักรที่พวกเ้าไม่เคยฝันถึง"
รัญจวนลงมือแล่เนื้อกวางทองมรกตด้วยมีดสั้นอาคมที่รวดเร็วเสียจนมองไม่ทัน นางไม่ได้หยุดเพียงแค่เกลือ แต่เริ่มใช้เครื่องหอมที่สั่งมา ข่าและตะไคร้ป่าถูกทุบจนแตกส่งกลิ่นหอมเย็นสดชื่น กระเทียมป่าถูกสับละเอียดผสมกับพริกไทยดำกัมปนาทและยี่หร่าหอมระเหยที่ส่งกลิ่นลึกซึ้งเป็เอกลักษณ์ ยอดโรสแมรี่หิมพานต์ถูกขยี้เบา ๆ จนน้ำมันหอมระเหยกลิ่นไม้สนอ่อน ๆ พวยพุ่งออกมา ผสานกับใบมะกรูดอสุราฉีกที่ช่วยชูรสจนกลิ่นคาวมลายหายไปสิ้น
เมื่อเนื้อหมักเครื่องเทศเข้มข้นถูกวางลงบนเตาย่างที่อัคนีเตรียมไว้ เสียงฉ่าของมันที่ปะทะกับความร้อนและกลิ่นหอมของสมุนไพรป่าที่ลุกโชนขึ้นพร้อมกับไขมันเนื้อชั้นเลิศก็อบอวลไปทั่วค่ายพัก กลิ่นยี่หร่าและโรสแมรี่ที่ถูกความร้อนแผดเผาส่งกลิ่นหอมหรูหราประดุจสเต็กชั้นเลิศในห้องอาหารหรูที่รัญจวนเคยััในโลกอนาคต เนื้อกวางที่สุกพอดีแบบ 'มิเดียมแรร์' ขอบนอกเกรียมเกิดน้ำตาลไหม้แต่ด้านในยังเป็สีชมพูระเรื่อชุ่มฉ่ำและอาบไปด้วยน้ำมันจากเครื่องเทศที่ส่องประกายดุจทองคำ
รัญจวนส่งเนื้อที่ย่างเสร็จแล้วให้เหล่าเนตรอสูรทีละนาง
"กินซะ... นี่คืออาหารมื้อแรกในชีวิตใหม่ของพวกเ้า"
ในยุคที่อาหารของมนุษย์ส่วนใหญ่มีเพียงข้าวต้มจืดชืดหรือเนื้อสัตว์ต้มพอยาไส้ที่ไร้สีสันและรสชาติ บรรดาอดีตพระสนมที่เคยคุ้นชินแต่กับอาหารชาววังที่เน้นเพียงรูปลักษณ์แต่รสชาติจืดชืดประดุจน้ำล้างจาน ทันทีที่คำแรกปะทะกับยอดประสาทรับรส...
โลกทั้งใบของพวกนางก็พลันะเิออก! รสเค็มกลมกล่อม ความเผ็ดร้อนฉ่าที่วิ่งพล่านในลำคอ และกลิ่นหอมล้ำลึกที่เปิดธาตุไฟในกาย ทำให้พวกนางกินอย่างมูมมามทว่าเปี่ยมไปด้วยความสุขจนน้ำตาไหล พวกนางกลายเป็สาวกอาหารรสเลิศของนายหญิงไปทันที
ไม่เว้นแม้แต่อสุราขุนพลทั้งสาม! กาฬทมิฬ, อัคนี และ พสุธา ผู้ซึ่งตลอดชีวิตรู้จักเพียงการฉีกกระชากเนื้อสดๆ เมื่อได้ลองลิ้มสเต็กเนื้อกวางย่างสุกพอดีที่ชุ่มโชกด้วยเครื่องเทศและเกลือทิพย์ ทั้งสามถึงกับตัวสั่นเทิ้ม
"รสชาตินี้มัน... รสมือจาก์ชัดๆ"
อัคนีพึมพำพลางเคี้ยวเนื้ออย่างเคลิบเคลิ้มลืมมาดขุนพล
ท่ามกลางภาพความชุลมุนที่แฝงไปด้วยความปิตินั้น รัญจวนเพียงนั่งลงบนโคนไม้ใหญ่ด้วยท่วงท่าที่สง่างาม นางวางเนื้อกวางส่วนสันนอกที่บรรจงคัดมาบนใบตองทอง แทนที่จะกินอย่างหิวกระหาย รัญจวนกลับถือมีดสั้นที่คมกริบไว้ในมือขวา บรรจงกรีดตัดเนื้อออกเป็ชิ้นเล็ก ๆ อย่างแม่นยำทีละคำ ศาสตร์การกินของจารชนสาวชั้นสูงถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเป็ธรรมชาติ นางใช้ปลายมีดจิ้มชิ้นเนื้อที่ด้านในยังแดงเรื่อเข้าปากช้า ๆ ััความนุ่มนวลและรสชาติที่ซับซ้อนของเกลือป่าผสมกลิ่นไม้โรสแมรี่หอมรัญจวน
แม้กวางทองมรกตตัวนี้จะอยู่ในวัยชราจนใกล้หมดอายุขัย ทว่าเนื้อของสัตว์เทพแห่งป่าหิมพานต์นั้นหาได้หยาบกระด้างเหมือนสัตว์ในโลกมนุษย์ไม่ ทันทีที่รัญจวนส่งชิ้นเนื้อเข้าปาก ััที่ได้รับคือความอ่อนนุ่มละมุนละไมอย่างเหลือเชื่อ มันแทบจะละลายหายไปบนลิ้นโดยไม่ต้องออกแรงเคี้ยว ทิ้งไว้เพียงรสชาติที่เข้มข้นและความชุ่มฉ่ำของหยาดปราณที่ซึมซาบเข้าสู่ทุกอณูประสาท พลานุภาพของสัตว์เทพที่ถูกปลุกด้วยเครื่องเทศวิเศษพลันสำแดงเดช! รัญจวนััได้ถึงมวลความร้อนมหาศาลที่ะเิออกในกระเพาะอาหาร ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็กระแสปราณอุ่นวาบที่ไหลเวียนไปตามเส้นเือย่างรวดเร็ว าแพกช้ำจากการต่อสู้เริ่มจางหาย ความเหนื่อยล้าที่เกาะกินกระดูกมลายไปสิ้น สายเือสุรีในกายของนางเริ่มเต้นตุบๆ ตอบรับกับพลังงานสีทองมรกตที่พวยพุ่งออกมาจากเนื้อกวาง
ในขณะเดียวกัน เหล่าเนตรอสูรทั้งสิบสองต่างพากันนิ่งงัน ร่างกายของพวกนางเริ่มเปล่งแสงสีม่วงอ่อนจางๆ าแที่เบ้าตาซึ่งเคยอักเสบแดงกลับสมานตัวและถูกเติมเต็มด้วยเซลล์ใหม่ที่แข็งแรงขึ้นกว่าเดิมภายใต้ฤทธิ์โอสถทิพย์เนตรที่เพิ่งได้รับไปก่อนหน้า พลังจากเนื้อกวางทองมรกตเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงชั้นดีที่ช่วยผลักดันให้ดวงตาปีศาจของพวกนางตื่นรู้และมั่นคงขึ้นในพริบตา
‘รสชาติดี...’ นางประเมินในใจขณะััถึงความสว่างไสวของพลังปราณที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง
‘แต่หากมีไวน์แดงรสเลิศที่บ่มไว้สักสิบปีสักแก้วมาจิบ อาหารมื้อนี้คงจะเรียกได้ว่า เพอร์เฟกต์ อย่างแท้จริง’
เมื่อความหิวโหยถูกบรรเทาลงด้วยอาหารที่ปลุกิญญา ทุกอย่างในค่ายพักจึงเข้าสู่ความสงบที่แสนวิเศษ รัญจวนเอนกายพักผ่อนใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้และการรีดเร้นพลังอสูรมาตลอดทั้งวันทำให้นางเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว
...และในความมืดมิดนั้นเอง ประตูแห่งความทรงจำที่ถูกปิดตายมาเนิ่นนานพลันเปิดออก...
****ก็นะ นางมาจากยุคที่การกินอาหารนั้นต้องสุนทรีย์ แม้ในป่าก็อยากจะดื่มไวน์ดีๆสักจิบ****
**** คุณรีดที่รัก อย่าลืมกดหัวใจ เพิ่มเข้าชั้นและคอมเมนท์มาเป็กำลังใจในการปั่นนิยายของไรท์ด้วยนะเ้าคะ *****
