หนิงอ้ายได้เล่าถึงเื่ราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านไท่หลุนเมื่อสิบปีก่อนอย่างละเอียด ทุกคนในสำนักศึกษาต่างตั้งใจฟังด้วยความสนใจและใไปกับเื่ราวที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเผ่าพันธุ์มารปีศาจได้วางแผนการชั่วร้ายเช่นนี้มานานหลายปีเช่นนี้ ยิ่งเมื่อหนิงอ้ายเล่าถึงแผนการลับของเผ่าพันธุ์มารปีศาจที่ได้ยินแม่ทัพมารเอ่ยถึงในครั้งนั้น บางเหตุการณ์ก็ตรงกับข้อมูลที่หน่วยสืบข่าวของสำนักศึกษาสืบค้นได้
เ้าสำนักและผู้าุโคนอื่นๆ ต่างก็กังวลใจเป็อย่างมาก พวกเขารู้ดีว่าหากเผ่าพันธุ์มารปีศาจประสบความสำเร็จในแผนการแล้ว โลกยุทธภพแห่งนี้คงจะต้องเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตามทุกคนต่างชื่นชมในความกล้าหาญและความเสียสละของชายหนุ่มตรงหน้า เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ส่งผลให้หนิงอ้ายกลายเป็วีรบุรุษและถูกเลื่อนระดับเป็ผู้าุโสายในของสำนักศึกษาด้วยความเห็นชอบจากเ้าสำนัก รองเ้าสำนัก เ้าตำหนักทั้งสี่รวมไปถึงบรรดาผู้าุโต่าง ๆ ล้วนเห็นด้วยทั้งสิ้น
จากนั้นหนิงอ้ายได้เล่าถึงเื่ราวการหวนคืนกลับมามีกายเนื้อนี้อีกครั้งให้ทุกคนได้รับรู้แต่ก็ปกปิดบางส่วนที่เขาคิดว่าสมควรเก็บไว้เสียดีกว่าด้วยเฉพาะ่ชีวิตที่ได้เติบโตในห้วงมิติพิสดารและความสามารถอื่น ๆ ที่ควรเก็บไว้เป็ไพ่ลับยามฉุกเฉิน อย่างไรหนิงอ้ายก็ไม่ได้ปิดบังว่ายามนี้เขาเป็ราชทินนามเทพยุทธ์ิญญาขั้นสูงและจิติญญาของนักปรุงโอสถระดับสูงเพียงแต่ว่าอาจต้องหาเวลาไปสอบเพื่อได้รับป้ายยืนยันอีกครั้งหลังจากนี้
“ข้าคิดว่าเป็เพียงนิทานเื่เล่าเพียงเท่านั้น ไม่น่าเชื่อว่าตระกูลหวังแห่งแคว้นเต่าดำจะสามารถฟื้นคืนชีวิตด้วยเศษเสี้ยวจิติญญาและร่างกายเนื้อเช่นนี้ได้...” หนึ่งในผู้าุโเอ่ยขึ้นด้วยความชื่นชม
“ทุกคนในที่นี้ล้วนเป็ผู้ฝึกตนที่มีสายเืพิเศษพิสดารทั้งสิ้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามข้านับถือความเพียรพยายามของท่านประมุขตระกูลหวังยิ่ง...” ผู้าุโสตรีที่นั่งข้างกันเอ่ยเสริมขึ้น นางเชื่อว่าสิ่งที่ชายหนุ่มได้เล่าไปเมื่อครู่เป็เพียงเศษเสี้ยวของเื่ราวทั้งหมด แต่อย่างไรทุกคนล้วนต่างมีความลับกันทั้งสิ้น ดังนั้นจึงสมควรรับรู้เท่าที่ควรรู้เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
“ราชทินนามเทพยุทธ์ิญญาขั้นสูงทั้งที่ยังอายุน้อยเพียงนี้ กล่าวว่าเขาเป็อัจฉริยะเหนืออัจฉริยะและเหนือชั้นกว่าบรรดาว่าที่เ้าสำนักศึกษาทั้งสี่ใน่วัยเดียวกันในมหาทวีปบูรพาคงไม่เกินจริงไปนัก การประลองระหว่างสำนักศึกษานี้ข้าอยากจะเร่งเวลาให้มาถึงโดยเร็วเสียจริง”
“เป็เื่ที่น่ายินดีของสำนักศึกษาเหมันต์พันตะศักดิ์สิทธิ์ของเราไม่น้อย ยามนี้ทางสำนักศึกษามีนักปรุงโอสถระดับสูงมากถึงสองคนรวมไปถึงศิษย์ในตำหนักศาสตร์แห่งการรักษาก็ล้วนเป็นักปรุงโอสถระดับสี่และระดับห้ากันทั้งสิ้น...” ผู้าุโซินหรูเอ่ยด้วยความยินดี สำนักศึกษาปรากฎนักปรุงโอสถระดับสูงถึงสองคนเช่นนี้ย่อมชักนำกองกำลังพันธมิตรมากฝีมือให้เข้าร่วมได้อย่างไม่ยากนัก
“จิติญญานักปรุงโอสถของเ้าช่างลึกล้ำยิ่งนัก แม้แต่อาจารย์ที่จิติญญาสมญานามอัครราจารย์ของนักปรุงโอสถระดับหกยังไม่อาจมองออกได้ หรือเ้าสมบัติวิเศษปกปิดตัวตนอย่างนั้นรึ?” เหวินหวู่ถามขึ้นพร้อมกับลูบศีรษะของหนิงอ้ายด้วยความเอ็นดู ไม่คิดว่าศิษย์ตัวน้อยในวันนั้นจะมีความสามารถที่พัฒนาก้าวะโได้เช่นนี้ แม้จะมีเื่ราวมากมายที่อยากสนทนาสอบถาม แต่เหวินหวู่เชื่อว่ายังมีเวลาพูดคุยกันอีกมากมายหลังจากนี้
“ขอรับท่านอาจารย์ ท่านตาจิ่งหลงได้มอบสมบัติวิเศษระดับครึ่งก้าวระดับตำนานให้แก่ข้า ด้วยความพิสดารของอักขระเวทย์โบราณสายนี้หากไม่ใช่นักปรุงโอสถระดับแปดหรือผู้ฝึกตนที่ิญญายุทธ์ตรวจสอบระดับสูงย่อมไม่อาจล่วงรู้ได้...” หนิงอ้ายตอบกลับไป
“แล้วเ้าจิติญญานักปรุงโอสถระดับใดอย่างนั้นรึ?”
“ตัวข้ายังอ่อนด้อยไร้ซึ่งพร์ ยามนี้จึงเพียงจิติญญาสมญานามปรมาจารย์โอสถระดับสูงเพียงเท่านั้นขอรับ” หนิงอ้ายตอบกลับไปด้วยท่าทีเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะแผ่ซ่านจิติญญานักปรุงโอสถระดับเจ็ดออกมาทั่วทั้งบริเวณ
ท่ามกลางสีหน้าตื่นตะลึงอีกครั้งด้วยเพราะเ้าตำหนักเหวินหวู่นั้นที่เป็นักปรุงโอสถระดับหกก็นับว่าเป็หนึ่งในตัวตนระดับสูงในทำเนียบของวิหารแห่งโอสถแล้ว บรรดาสำนักศึกษาที่เหลือทั้งสี่แม้จะจิติญญาสมญานามอัครราจารย์ของนักปรุงโอสถระดับหกแต่ก็เป็เพียงขั้นต้นเท่านั้น พวกเขาต่างไม่คิดว่าหนิงอ้ายที่ยังอายุอ่อนเยาว์เช่นนี้จะมีความก้าวหน้าเหนือล้ำอาจารย์ไปไม่รู้กี่เท่า
สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ตลอด่ชีวิตหลายสิบปีหรือเกือบหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาพวกเขาล้วนได้ประสบพบเจอกับสุดยอดอัจฉริยะมากความสามารถมาไม่น้อย แม้กระทั่งเ้าสำนักเจียงเฉิงก็นับเป็หนึ่งในสุดยอดผู้ฝึกตนที่ขึ้นทำเนียบหนึ่งในสิบผู้แข็งแกร่งในยุทธภพก็นับว่าเป็ที่นับถือและยกย่องยิ่งแล้ว ไม่คิดว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้จะมากไปด้วยพร์ที่โดดเด่นถึงเพียงนี้
การกลับมาของหวังหนิงอ้ายในวัยเพียงยี่สิบปีแต่กลับเป็ถึงราชทินนามเทพยุทธ์ิญญาขั้นสูงและจิติญญาของนักปรุงโอสถระดับเจ็ดเช่นนี้ ทอดสายตาไปทั่วทั้งมหาทวีปย่อมไม่มีตัวตนเช่นนี้ปรากฎขึ้น แน่นอนว่าเื้ัความสำเร็จเหล่านี้หนิงอ้ายย่อมได้ฝึกฝนอย่างหนักหน่วงและพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้งจนกระทั่งกลายเป็ผู้แข็งแกร่งอย่างที่เห็นในปัจจุบันพวกเขาต่างรู้ดีว่าด้วยความสามารถของหนิงอ้ายแล้ว เขาจะต้องเป็หนึ่งในสุดยอดผู้แกร่งกล้าที่สามารถนำพาสำนักศึกษาไปสู่ความรุ่งเรืองและความยิ่งใหญ่ในอนาคตอย่างแน่นอน…
“ผู้าุโโจวห่าวข้ามีบางสิ่งอยากจะเสนอเล็กน้อย จากการปรากฎตัวของเผ่าพันธ์มารปีศาจ ข้ามีความคิดเห็นว่าหลังจากนี้พวกเราจำเป็ต้องเร่งบ่มเพาะศิษย์ในสำนักศึกษาให้ได้มากที่สุด...จากเดิมที่พวกเขาควรจะต้องเลือกศิษย์สายนอกปีสองเพื่อประลองฝีมือ ข้าเห็นควรว่าครั้งนี้ควรเป็บรรดาศิษย์สืบทอดของตำหนักทั้งสี่ ศิษย์หลักของแต่ละตำหนักให้พวกศิษย์ใหม่ตัดสินใจว่าเขาจะเข้ารับการทดสอบกับผู้ใด”
“และข้าเห็นสมควรว่าหลังจากเสร็จสิ้นการทดสอบศิษย์ใหม่ในปีนี้แล้ว ก่อนที่งานประลองระหว่างสำนักจะเริ่มขึ้นควรจัดตั้งการสอบเลื่อนระดับของศิษย์สายนอกขึ้นเป็ศิษย์สายในรวมไปถึงจัดตั้งคณะกรรมการประชุมเลื่อนระดับผู้าุโฝ่ายนอกขึ้นเป็ฝ่ายในเช่นกันรายละเอียดค่อยพูดคุยกันหลังจากนี้” เจียงเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง อย่างไรสิ่งเหล่านี้ทางสำนักล้วนได้ปฏิบัติเป็ธรรมเนียมอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าด้วยสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากนี้สมควรที่จะเตรียมความพร้อมของกำลังพลให้ได้มากที่สุด
“ในฐานะของผู้าุโฝ่ายในแสดงว่าหนิงอ้ายสามารถเป็หนึ่งในผู้าุโควบคุมทดสอบบรรดาศิษย์สายนอกประจำปีการศึกษานี้ได้ใช่หรือไม่ท่านเ้าสำนัก” ผู้าุโโจวห่าวที่เป็ผู้รับผิดชอบการทดสอบครั้งนี้เอ่ยถามขึ้น หากว่าบรรดาศิษย์ใหม่ได้รับรู้ถึงตัวตนและความสามารถของชายหนุ่มตรงหน้าย่อมเกิดเป็แรงบันดาลใจในเส้นทางฝึกตนอย่างมากเป็แน่
“ข้ายินดีช่วยเหลือสำนักขอรับ...” หนิงอ้ายตอบกลับไปด้วยความยินดีด้วยเพราะนับเป็หนึ่งในหน้าที่ที่เขาพึงกระทำเช่นกัน บรรดาศิษย์พี่ผู้สืบทอดและสหายทุกคนที่เป็ศิษย์หลักในที่นี้ต่างเป็ส่วนหนึ่งในการทดสอบศิษย์ใหม่ครั้งนี้ อย่างไรเขาก็สมควรช่วยเหลือเช่นกัน
หลังจากที่ได้พูดคุยและแสดงความยินดีกันอย่างเต็มที่แล้ว ทุกคนก็ได้หันมาพูดคุยกันถึงรายละเอียดข้อปฏิบัติในการทดสอบบรรดาศิษย์สายนอกใหม่ประจำปีการศึกษานี้ เนื่องจากเวลาที่เหลืออยู่ก็มีเพียงแค่หนึ่งชั่วยามเท่านั้น ผู้าุโโจวห่าวได้อธิบายถึงกฎกติกาและข้อควรปฏิบัติต่างๆ ให้กับหนิงอ้ายฟังอย่างละเอียดซึ่งเขาก็ได้รับฟังอย่างตั้งใจและสอบถามข้อสงสัยต่างๆ จนเข้าใจอย่างถ่องแท้
เ้าสำนักก็ได้มอบหมายให้หนิงอ้ายเป็ผู้ช่วยผู้าุโโจวห่าวเพื่อดูแลการทดสอบ เนื่องจากหนิงอ้ายมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่มากพอที่จะรับผิดชอบงานสำคัญเช่นนี้ได้ หนิงอ้ายรับหน้าที่ด้วยความเต็มใจและมุ่งมั่นที่จะทำให้ดีที่สุด จากนั้นทุกคนต่างก็เตรียมตัวสำหรับการทดสอบที่จะมาถึงในอีกไม่นานนี้ พวกเขารู้ดีว่าการทดสอบครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมากสำหรับบรรดาศิษย์สายนอกใหม่ที่จะได้เข้ามาเป็ส่วนหนึ่งของสำนักศึกษา
เมื่อใกล้ถึงตามกำหนดเวลาแล้วบรรดารุ่นเยาว์ชายหญิงที่ได้กระจัดกระจายอยู่โดยรอบต่างได้มารวมตัวตรงบริเวณลานกว้างนี้เพื่อรอคอยรับการทดสอบครั้งสำคัญที่จะชี้วัดติดสินว่าพวกเขานั้นจะเข้าอยู่สังกัดในตำหนักใด บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความกังวลใจที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าโดยไม่อาจปกปิดได้เพียงนิด บรนรดารุ่นเยาว์เหล่านี้ล้วนต่างก็เตรียมตัวกันมาอย่างเต็มที่ บางคนก็ทบทวนวิชาความรู้ที่ได้เล่าเรียนมา บางคนก็ใช้เวลาก่อนหน้าเพื่อฝึกฝนท่าร่ายรำกระบี่และท่วงท่าการต่อสู้ดุเดือดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
เ้าสำนักเจียงเฉิง รองเ้าสำนักรุ่ยเหอ เ้าตำหนักทั้งสี่พร้อมด้วยผู้าุโคนอื่น ๆ ต่างเฝ้ารอเพื่อรับชมการทดสอบที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ สายตาคมกล้าที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตได้กวาดสายตามองรุ่นเยาว์ชายหญิงเหล่านี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นในการทดสอบแรก โดยพวกเขาต่างหวังว่าการทดสอบครั้งนี้พวกเขาเ่าั้จะแสดงศักยภาพและความสามารถที่อยู่ว่าจะเหมาะสมกับตำหนักที่พวกเขา้าเข้าสังกัดมากน้อยเพียงใด
“ขอแสดงความยินดีกับบรรดาสุดยอดรุ่นเยาว์ชายหญิงทุกคนที่ผ่านการทดสอบแรกของสำนักได้อย่างงดงาม ยามนี้พวกเ้าทุกคนถือเป็ศิษย์สายนอกของสำนักศึกษาเหมันต์พันตะศักดิ์สิทธิ์อย่างเป็ทางการแล้ว...” ผู้าุโโจวห่าวกล่าวด้วยน้ำเสียงดังกึกก้องสะท้อนไปทั่ว ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีจากบรรดาผู้ผ่านการทดสอบที่มีรายชื่อเป็ศิษย์สายนอกของสำนักศึกษา ความสำเร็จเพียงเท่านี้กล่าวว่าสามารถเป้นที่เชิดชูของวงศ์ตระกูลได้อย่างมากมายแล้ว
“แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต้องบอกกล่าวให้ได้รับรู้ เงื่อนไขเดิมของการคัดเลือกเข้าตำหนักทั้งสี่อันประกอบไปด้วยตำหนักศาสตร์แห่งการต่อสู้ ตำหนักศาสตร์แห่งศาสตราวุธ ตำหนักศาสตร์แห่งค่ายกลและศาสตร์แห่งการรักษา พวกเ้าจะต้องเลือกประลองกับศิษย์สายนอกปีสองเพื่อเป็การทดสอบวัดความสามารถว่าพวกเ้าคู่ควรจะเข้าสังกัดในตำหนักใด ทว่าการทดสอบในปีนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย...”
“การทดสอบที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ข้าจะยังคงประกาศซุ่มหมายเลขขึ้นมาทดสอบครั้งละห้าคนเช่นเดิม เพียงแต่ว่าศิษย์รุ่นพี่ที่พวกเ้าจะต้องเลือกเพื่อร่วมลงประลองนั้นจะประกอบไปด้วยศิษย์ผู้สืบทอดของทั้งสี่ตำหนักรวมไปถึงศิษย์หลักของตำหนักทั้งสี่ โดยให้เวลาประลองเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น ไม่ว่าผลแพ้ชนะเป็อย่างไรหรือพวกเ้าจะได้ถูกคัดเลือกเข้าสังกัดตำหนักที่้าหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกันระหว่างศิษย์พี่ที่เป็คู่ประลองกับบรรดาเ้าตำหนักทั้งสี่จะเป็ผู้ตัดสินใจทั้งสิ้น!!!” สิ้นเสียงประกาศกฎเกณฑ์การทดสอบเข้าสังกัดตำหนักในครั้งนี้ ได้เกิดเสียงพูดคุยกันอย่างแตกตื่นไม่น้อย
เหล่ารุ่นเยาว์หลายคนที่อยู่ในที่นี้ต่างก็ไม่ได้เตรียมใจมาก่อนว่าในการทดสอบครั้งนี้จะต้องลงประลองกับบรรดาศิษย์ผู้สืบทอดหรือเหล่าศิษย์หลักของตำหนักทั้งสี่เช่นนี้ บางคนก็รู้สึกตื่นเต้นท้าทายอยู่ในใจ ขณะที่บางคนก็รู้สึกกังวลและหวาดกลัวปะปนกันไป พวกเขาต่างรู้ดีว่าการประลองกับศิษย์ผู้สืบทอดหรือศิษย์หลักนั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลยสักนิด ตัวตนของบรรดาศิษย์พี่เหล่านี้ล้วนแต่เป็ผู้ที่มีความสามารถและประสบการณ์ที่สูงกว่าพวกเขามาก
เ้าสำนักเจียงเฉิงที่สังเกตเห็นความกังวลใจของเหล่าบรรดารุ่นเยาว์ชายหญิงที่เป็ศิษย์สายนอกของสำนักศึกษาประจำปีนี้จึงกล่าวขึ้นเพื่อเสริมสร้างกำลังใจว่า
"ข้าเข้าใจในความกังวลเหล่านี้ แต่อยากให้พวกเ้ารู้ว่าการทดสอบเลือกเข้าสังกัดตำหนักในครั้งนี้ไม่ได้วัดเพียงแค่ความสามารถเท่านั้น แต่ยังวัดถึงความกล้าหาญและความมุ่งมั่นของพวกเ้าด้วย...จงอย่ากลัวที่จะท้าทายขีดจำกัดของตนเอง จงแสดงให้เห็นว่าพวกเ้ามีความคู่ควรที่จะเป็ส่วนหนึ่งของสำนักศึกษาแห่งนี้มากเพียงใด!!!"
คำพูดของเ้าสำนักเจียงเฉิงได้ช่วยปลอบประโลมให้เหล่ารุ่นเยาว์รู้สึกมั่นใจขึ้น พวกเขารู้ว่าชายวัยกลางคนตรงหน้าที่เป็ถึงเ้าสำนักศึกษาคนปัจจุบันนั้นเป็ผู้ที่แข็งแกร่งและมีประสบการณ์มากมายเพียงใด อีกฝ่ายคงไม่พูดเช่นนี้หากไม่เชื่อมั่นในตัวพวกเขา ดังนั้นเหล่ารุ่นเยาว์เหล่านี้จึงตั้งใจฟังและมีความมุ่งมั่นไม่หวั่นไหวต่อการทดสอบที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เมื่อผู้าุโโจวห่าวได้ให้สัญญาณเริ่มการทดสอบ พวกเขาต่างตั้งใจว่าจะต้องแสดงความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่อย่างถึงที่สุด
"เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ข้าจะสุ่มเรียกชื่อศิษย์สายนอกใหม่ขึ้นมาในลานประลองครั้งละห้าคนเพื่อทำการทดสอบคัดเลือกเข้าตำหนัก
คนแรกป้ายศิษย์ใหม่ลำดับที่สิบเอ็ด!!!
คนที่สองป้ายศิษย์ใหม่ลำดับที่ยี่สิบสาม!!!
คนที่สามป้ายศิษย์ใหม่ลำดับที่ห้า!!!
คนที่สี่ป้ายศิษย์ใหม่ลำดับที่สามสิบ!!!
และคนที่ห้าป้ายศิษย์ใหม่ลำดับที่สี่สิบสอง!!!
พวกเ้าที่ป้ายหยกหมายเลขเหล่านี้จงแสดงป้ายศิษย์ใหม่ชั่วคราวของตนให้ผู้าุโข้างสนามประลองตรวจสอบก่อนทำการประลอง ส่วนพวกเ้าศิษย์ใหม่ที่ยังไม่ถูกเรียกชื่อเตรียมตัวให้พร้อม..." สิ้นเสียงของผู้าุโโจวห่าว เสียงร้องยินดีจากบรรดาศิษย์รุ่นพี่สายนอก ศิษย์รุ่นพี่ใน รวมไปถึงผู้าุโสังกัดตำหนักทั้งสี่ต่างส่งเสียงให้กำลังใจออกมาเสียงดัง
กฎเกณฑ์การทดสอบศิษย์ใหม่ในปีนี้พวกเขาพึ่งได้รับรู้ไปพร้อมกันเมื่อครู่เช่นกัน แม้ว่าจะมีศิษย์รุ่นพี่สายนอกที่เสียดายโอกาสที่จะได้แสดงถึงความก้าวหน้าของตนในตลอด่หลายปีมานี้ ทว่าอย่างไรแล้วเงื่อนไขกฎเกณฑ์การทดสอบที่เปลี่ยนแปลงไปครั้งนี้นับเป็สิ่งที่น่าตื่นเต้นไม่น้อยเช่นกัน ไม่รู้ว่าการทดสอบระหว่างศิษย์ใหม่และศิษย์ผู้สืบทอดหรือศิษย์หลักของตำหนักทั้งสี่นั้นผลลัพธ์จะออกมายอดเยี่ยมมากเพียงใด...
