การแข่งขันขี่ม้าตีคลีก็คือการเล่นบนหลังม้า ในแต่ละกลุ่มมีผู้เล่นห้าคน และมีตำแหน่ง ‘ผู้รักษาประตู’ กลุ่มละหนึ่งคน ผู้เล่นจะอยู่บนหลังม้า ในมือถือไม้เท้ายาวเลี้ยงลูกให้เข้าประตู กลุ่มไหนทำแต้มได้ห้าคะแนนก่อนก็จะเป็ฝ่ายชนะ และยังใช้กฎเดิมคือต้องชนะสองในสาม เพื่อเพิ่มเวลาการแข่งขันและเพิ่มความสนุกให้กับการแข่งขัน
เมื่อมีฮ่องเต้และเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเพิ่มมาในกลุ่ม สามารถบอกได้เลยว่ากลุ่มสีแดงไร้เทียมทาน ถึงอย่างไรในสนามแข่งขันก็คงไม่มีใครกล้าขวางม้าของฮ่องเต้ ยิ่งไม่มีใครกล้าขว้างลูกใส่ฮ่องเต้ นอกเสียจากจะเบื่อหน่ายชีวิตอยากไปเจอกับบรรพบุรุษ…
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วคิดมาตลอดว่าอยากแข่งขี่ม้าตีคลี แต่ตอนนี้ชักเริ่มไม่สนุกแล้ว เพราะตนและฮ่องเต้ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน ไม่มีใครกล้าเขวี้ยงลูกใส่ฮ่องเต้ อีกทั้งฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ยังเป็ผู้เล่นเดี่ยวที่เก่งที่สุด ใช้ประโยชน์จากตำแหน่งฮ่องเต้เพื่อให้ได้ชัยชนะ
พูดได้ว่าถ้ามีฮ่องเต้อยู่ในกลุ่ม ในอนาคตก็คงไม่ได้พัฒนาตัวเอง ไม่ว่าเ้าจะเป็ผู้เล่นสำรองหรือไม่ หากอยู่ในสนามนี้ก็กลายเป็ตัวสำรองโดยไม่รู้ตัว
ตอนนี้ในสนามใช้เวลายาวนานและเริ่มน่าเบื่อเพราะฮ่องเต้เด่นสุดในสนาม แต่สถานการณ์เช่นนี้ผู้ชมยังปรบมือ และผู้ที่นำปรบมือจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากฮองเฮาที่นั่งอยู่ใกล้ๆ
เสียงร้องสู้ๆ และเสียงปรบมือของฮองเฮาทำให้ผู้หญิงต่างพากันวี้ดว้าย เหมือนกับว่าฮ่องเต้สามารถจัดการปัญหาใหญ่ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ประหนึ่งว่าสามารถไปท้าดวลกับฉีต๋าเน่ย[1] ได้ แต่หารู้ไม่ว่าฮ่องเต้ใช้ประโยชน์จากตำแหน่ง เพราะไม่มีใครกล้ากระตุกหนวดเสือของพระองค์
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอาศัยจังหวะฮ่องเต้ไม่ได้สนใจตนเองอยู่นั้นแอบกลอกตาไปมา พอถึงเวลาสายตาก็หันไปมองเยวี่ยเจาหราน ขณะที่ทั้งสองคนก็มองหน้ากัน เยวี่ยเจาหรานก็กำลังปรบมือราวกับเป็เครื่องปรบมือ ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยังไม่หยุดปรบมือเพื่อมอบให้แด่ฮ่องเต้
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วรู้สึกงุนงงเป็อย่างมาก และเยวี่ยเจาหรานไม่มีวิธีอื่นจึงส่งสายตาเพื่อสื่อสารกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว
“ความสามารถแบบนี้เ้ายังปรบมืออีกหรือ เ้าไม่เคยดูขี่ม้าตีคลีมาก่อนใช่หรือไม่?”
“พี่ใหญ่ ฝ่าาทรงเป็ฮ่องเต้เชียวนะ แม้จะทรงเล่นแย่แค่ไหน เ้าก็ต้องปรบมือ”
“เ้ามีความคิดเป็ของตัวเองหน่อยสิพี่ชาย...”
“ช่างเถอะ ี้เีคุยกับเ้า!”
สุดท้ายบทสนทนาก็สิ้นสุดลง เยวี่ยเจาหรานไม่ชอบที่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเมินเฉยกับสถานการณ์ตรงหน้าเพราะไม่รู้อะไรเลย เยวี่ยเจาหรานที่ยัง ‘ดื้อด้าน’ ปรบมือให้ฮ่องเต้ไม่หยุดและรีบทำตามคนข้างกายให้ทันพร้อมกัน ราวกับว่าสิ่งที่ตนกำลังทุ่มเทเป็สิ่งที่ขาวสะอาด
ในทางกลับกันในสนามแข่งขี่ม้าตีคลี ฮ่องเต้ก็เริ่มรู้สึกเบื่อ จึงโยนไม้ยาวในมือทิ้งไปด้านข้าง ทันใดนั้นทุกคนใ รีบลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว
“ฝ่าา โปรดสงบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ!” ทุกคนไม่รู้ว่าทำอะไรให้ฮ่องเต้ไม่พอใจจึงคุกเข่าลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังพูดเป็เสียงเดียวกันว่าได้โปรดสงบพระทัย แต่จริงๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าฮ่องเต้โกรธเื่อะไร
ดังคำว่าอยู่ใกล้ฮ่องเต้ก็เหมือนอยู่ใกล้เสือ คำนี้มีตรงไหนที่ไม่จริงบ้าง เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วซึ่งไม่เข้าใจเหตุการณ์ตรงหน้า จึงค่อยๆ ลงจากหลังม้าแล้วคุกเข่า พอคุกเข่าฮ่องเต้ก็รับสั่งว่า....
“เยี่ยนชิง! เ้าพูด!”
พูด ให้พูดอะไร? เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วทำหน้างุนงง กึ่งยืนกึ่งคุกเข่าอยู่ในสนาม ทำได้เพียงเอามือถูมุมเสื้อเงียบๆ และใช้ความเงียบแทนคำตอบ “กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ!”
“เ้าบอกมา ว่าเ้าสนุกกับการแข่งขี่ม้าตีคลีหรือไม่?” ฮ่องเต้ถามอย่างโกรธเคือง ทำให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่คาดคิดว่าจะถามสิ่งนี้
พูดตามตรง เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอยากจะถามกลับฮ่องเต้เหมือนกันว่าสนุกหรือไม่ ในใจพระองค์ไม่มีความรู้สึกอะไรเลยหรือ?
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วคิดซ้ำไปซ้ำมาอดไม่ได้ที่จะหันสายตาไปทางบิดา แม่ทัพเยี่ยนส่งสายตาน่ากลัวเป็คำตอบให้กับนาง แต่นางไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร และรู้สึกว่าคำตอบของบิดาไม่เป็ที่น่าพอใจเท่าไร
ใช่แล้ว ไม่ใช่ไม่สามารถทำให้ฮ่องเต้พอใจได้ แต่เป็ไม่สามารถทำให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพอใจได้
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วซึ่งไม่พอใจในตัวเองจึงหันสายตาไปทางเยวี่ยเจาหรานอีกครั้ง แน่นอนว่าเยวี่ยเจาหรานตอบคำถามทางสายตา เหมือนจะเป็คำตอบที่ไม่ต่างกับคำตอบของบิดานางเท่าไร…
เมื่อเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วได้รับแต่คำตอบที่ไม่น่าพอใจ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจึงเลือกคำตอบในใจตนเองอย่างชาญฉลาด “กลุ่มของฝ่าายิงได้สามแต้ม ก็ย่อมสนุกสิพ่ะย่ะค่ะ”
พูดก็พูดเถอะ คำตอบของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็ไม่ค่อยดีนัก พูดง่ายๆ ก็คือ นางเลือกคำตอบที่จะฆ่าตัวเองอยู่เสมอ ดูได้จากแม่ทัพเยี่ยนกับเยวี่ยเจาหรานที่อยู่ไม่ไกลกำลังค่อยๆ หลับตาลงอย่างช้าๆ ราวกับว่าพวกเขากำลังจะถูกใส่ตรวนและถูกส่งตัวไปลงโทษในอีกไม่ช้า
แต่อย่างน้อยพวกเขาก็พร้อมที่จะถูกส่งตัวไป นับว่าเป็ความโชคดีท่ามกลางความโชคร้ายแล้วกัน!
แต่ที่แปลกคือสิ่งที่เกิดขึ้น ฮ่องเต้ไม่ได้นำตัวพวกเขาไปในทันที กลับกันฮ่องเต้ก็ปรบมือไปทางเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว และตรัสว่า “ไม่เลว ข้ายิงเข้าได้สามแต้มดูแล้วก็น่าจะสนุกอย่างที่เ้าว่า แต่ข้ากลับรู้สึกไม่สนุกเลยสักนิด!”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่ได้พูดอะไร ทำได้เพียงถอนหายใจ ในใจคิดว่า ฮ่องเต้ก็ยังนับว่ามีมโนธรรมเล็กน้อย เพราะนางไม่ได้ถูกลากออกไปฆ่าทิ้งเพราะคำพูดนั้นของตน
“เหตุผลที่ข้าอยากเข้าร่วมการแข่งขันขี่ม้าตีคลีครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะให้พวกเ้าแพ้ให้ข้า แต่ข้าทำเพื่อให้ข้ามีความสุข เข้าใจหรือไม่?”
ฮ่องเต้ดูเหมือนจะพูดอย่างชอบธรรม แต่แน่นอนพระองค์ก็คงไม่อยากแพ้ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเม้มริมฝีปากกลั้นยิ้มและคิดในใจ บางทีฮ่องเต้อาจจะจริงจังเื่ที่ฝ่ายตรงข้ามปล่อยให้เข้าประตูง่ายเกินไปโดยที่ไม่ได้ใช้ความสามารถอะไรเลย ดังนั้นฝ่าาจึงรู้สึกเสียหน้า?
แต่ให้ตายยังไงเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็ไม่พูดคำนี้ออกมาเด็ดขาด หากพูดออกมาละก็ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอาจจะโดนลากออกไปฆ่าทิ้ง
ทุกคนไม่มีใครกล้าพูดอะไร ได้แต่คิดในใจว่าจะทำอย่างไรดี และในขณะเดียวกันเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพูดออกมาว่า “ฝ่าาทรงเก่งกาจ ไม่ใช่ว่าไม่กล้าขวาง แต่ขวางฝ่าาไม่ได้จริงๆ พ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเป็คนเริ่มพูดขึ้นมา คนอื่นๆ ก็เริ่มพูดชมฮ่องเต้ตามเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว และพูดเสียงเซ็งแซ่ว่า “พ่ะย่ะค่ะฝ่าา… ฝ่าาทรงเก่งกาจมาก...”
มีเสียงสรรเสริญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้ฮ่องเต้ไม่สามารถเอ่ยต่อได้ ทำได้เพียงโบกมือแล้วตรัสว่า “ช่างเถอะ ช่างเถอะ ครั้งนี้ไม่นับ ต่อไปจงแสดงความสามารถจริงๆ ของพวกเ้าออกมาให้ข้าดู แข่งกับข้าอย่างจริงจัง ถ้าใครปล่อยให้ลูกเข้าได้ง่ายๆ อีก พวกเ้าจะได้เห็นดีกัน!”
“พ่ะย่ะค่ะ”
กระทั่งฮ่องเต้หยุดพูดไป เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วแอบชำเลืองมองไปทางเยวี่ยเจาหรานอีกครั้งก็เห็นว่าเยวี่ยเจาหรานมองนางเช่นกัน เขาพยักหน้าให้นาง เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจึงรับรู้ว่า : ครั้งนี้ตนไม่ได้ทำอะไรพลาดไป
เชิงอรรถ
[1] 齐达内 ฉีต๋าเน่ย หมายถึง อดีตนักฟุตบอลชื่อ ซีเนดีน ซีดาน
