“ขณะนี้มีผู้มาถึงกี่ท่านแล้ว?”
“มีปรมาจารย์มาถึงแล้วห้าสิบหกท่าน คาดว่าบางท่านจะมาถึงในเช้าวันพรุ่งนี้”
ภายในห้องลับที่ซ่อนอยู่ในหอเมฆาลี้ลับ ชายผู้สวมชุดสีเงินส่องประกาย ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากปริศนากำลังเอ่ยถามไถ่สถานการณ์ โดยมีเหล่ายอดฝีมือผู้ต้อนรับจากสมาคมการค้าสามสายมรรคากำลังรายงานต่อเขา
“บรรดาผู้ทรงอิทธิพลที่เราควรจับตามาถึงกี่ท่านแล้ว?”
“เหล่าจื๋อซิวต่างทยอยมาถึงแล้ว ทั้งเกาเจี้ยนหย่วนและเยี่ยซิงหานได้มาถึงแล้ว ส่วนหนิงเทียนนั้นติดตามเยี่ยซิงหานมาด้วย ปรมาจารย์ทั้งสองท่านจากสำนักกายายังมาไม่ถึง จอมปราชญ์หลงชางจากสำนัก์จะมาถึงในเช้าวันพรุ่งนี้”
“เทพธิดาเหยากวงจากวังดารามาถึงแล้ว แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าท่านเทพดาราจะมาร่วมงานหรือไม่ ส่วนเหล่าปรมาจารย์ที่ได้รับเชิญจากศาลาดารา์ สำนักดาราทมิฬ และตำหนักดาวเหนือต่างก็มาร่วมงานกันอย่างคึกคัก”
“ทางด้านจวนหยวนนั้นทางเราได้ส่งบัตรเชิญไปสี่ฉบับ แต่ยังไม่มีผู้ใดปรากฏตัว แต่เหล่าผู้ทรงเกียรติจากสี่แดนศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญของหยวนซิวกลับมาเกือบครบครัน ยังมีสำนักชั้นสองที่เหลือบางส่วนก็มาเช่นกัน”
ชายสวมหน้ากากสีเงินเอ่ยขึ้นว่า “งานประมูลครั้งนี้ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเกี่ยวพันถึงอนาคตของดินแดนหยวนซิง เราจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น”
“ท่านประมุขโปรดวางใจ เราได้เตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว”
ชายหนุ่มสวมหน้ากากสีเงินเอ่ยว่า “งานประมูลครั้งนี้ สิ่งสำคัญคือคนรุ่นใหม่ นอกจากเ้าหนุ่มหนิงเทียนแล้ว คนอื่นๆ ก็ควรจับตามองเช่นกัน”
“เราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ของคนรุ่นใหม่บนดินแดนหยวนซิงได้ครบถ้วนแล้ว”
“ดีแล้ว”
ไฟสว่างไสวระยิบระยับในยามค่ำคืนของเมืองเสวี่ยอวิ๋น
เดิมหนิงเทียนกับตี๋เยี่ยนจวินตั้งใจจะออกจากหอเมฆาลี้ลับเพื่อเที่ยวชมสักหน่อย แต่ถูกเยี่ยหลิงหลานห้ามไว้
“่นี้เป็่พิเศษ อย่าเพิ่งไปไหนมั่วซั่ว ก่อนหน้าการประมูลทุกครั้งมักจะมีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นอยู่เสมอ”
หนิงเทียนชะงักงัน
“ในเมืองเต็มไปด้วยปรมาจารย์ ใครกล้ามาสร้างความวุ่นวาย?”
“เ้าคิดว่าอย่างไร?”
หนิงเทียนกลอกตาไปมา เพียงชั่วพริบตาเขาก็เข้าใจ ทุกคนที่กล้าสร้างความวุ่นวายล้วนต้องเป็เหล่าปรมาจารย์เหนือเมฆาเท่านั้น
การปรากฏตัวของจอมดาบแขนเดียวทำให้เยี่ยหลิงหลานและชวีจงจื๋อต่างก็ระแวดระวัง ไม่้าให้เกิดปัญหาเพิ่มเติม ดังนั้นทั้งหนิงเทียนและตี๋เยี่ยนจวินจึงได้แต่ทำตัวเรียบร้อยอยู่ภายในหอเมฆาลี้ลับเท่านั้น
...
เช้าวันต่อมา หนิงเทียนเพิ่งลืมตาตื่นก็ได้ยินข่าวครึกโครมว่าคืนนี้มีบางอย่างเกิดขึ้นในเมืองเสวี่ยอวิ๋น
ศิษย์สายตรงของปรมาจารย์สี่คนถูกสังหารอย่างลึกลับ โดยศีรษะถูกนำมาวางไว้หน้าประตูหอเมฆาลี้ลับ
เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต ซึ่งสร้างความอึดอัดใจให้กับหอเมฆาลี้ลับและสมาคมการค้าสามสายมรรคาเป็อย่างมาก
ศิษย์สายตรงของปรมาจารย์ถูกสังหาร นับเป็การยั่วยุอย่างโจ่งแจ้ง
“ในสี่คนนั้น สามคนเป็หยวนซิว หนึ่งคนเป็ซิงซิว ล้วนเป็ศิษย์จากสำนักชั้นสอง”
ข่าวลือแพร่กระจายไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว สมาคมการค้าสามสายมรรคาออกคำสั่งให้สืบหาตัวคนร้ายอย่างเข้มงวด ขณะที่เหล่าปรมาจารย์ทั้งสี่ต่างกราดเกรี้ยว โกรธแค้นจนแผดเสียงคำราม แต่จะมีประโยชน์อะไร?
หนิงเทียนรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก เดิมทีเขาคิดว่าอาจารย์เพียงพูดเล่น ไม่คิดว่าจะมีคนถูกฆ่าตายจริงๆ
“ผู้ตายล้วนเป็ผู้บำเพ็ญขอบเขตเปลี่ยนผ่าน เป็ไปไม่ได้ที่จะถูกสังหารโดยไร้ร่องรอย ไม่มีเบาะแสอะไรเลยหรือ?”
เยี่ยหลิงหลานตอบอย่างเรียบเฉยว่า “แม้จะมีเบาะแสก็ยากจะสืบหาตัวคนร้ายได้ ถึงจะสืบหาได้แล้วจะทำอย่างไรต่อได้เล่า?”
เมื่อหนิงเทียนได้ยินดังนั้น เขาก็เงียบไป
งานประมูลจะจัดขึ้นที่หอเมฆาลี้ลับ ใน่เช้ายามจื่อ[1]
หลังเข้ายามเฉิน[2]มาสามเค่อ เหล่ายอดฝีมือทยอยเดินทางมาถึง เมื่อเหล่าบุคคลพิเศษปรากฏตัว ย่อมดึงดูดเหล่าผู้คนให้จับจ้องมองด้วยความสนใจ
“เทพดาราเทียนโต้วจากวังดารามาถึงแล้ว!”
เสียงกังวานดังก้องไปทั่วเมือง สร้างความตกตะลึงให้กับผู้คน
เทพดาราเทียนโต้วเปรียบดั่งขุนเขาไท่ซานแห่งวังดารา นามระบือเลื่องลือในฐานะบุคคลสำคัญผู้ทรงอิทธิพลในดินแดนหยวนซิง
เทพดาราสวมอาภรณ์ปักลายดวงดาวระยิบระยับ ท่วงท่าสง่างามน่าเกรงขาม อายุราวห้าสิบปีเศษ ด้านหลังมีชายหนุ่มรูปงามร่วมติดตามมาด้วย ทั้งสองเดินผ่านผู้คนด้วยท่าทางโดดเด่นเป็พิเศษ ช่างดึงดูดสายตาเป็อย่างยิ่ง
ยอดฝีมือจากสมาคมการค้าสามสายมรรคาต่างออกมาต้อนรับด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เปี่ยมไปด้วยความนอบน้อม
เมื่อหนิงเทียนเห็นภาพเช่นนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “เทพดาราเทียนโต้วทรงพลังมากไหม?”
เยี่ยหลิงหลานตอบว่า “เขาเป็ยอดฝีมือสิบอันดับแรกในดินแดนหยวนซิง”
หนิงเทียนถึงกับตกตะลึง ติดหนึ่งในสิบอันดับแรกของดินแดนหยวนซิง นั่นหมายความว่าเขาคือหนึ่งในสิบยอดฝีมือแห่งยุคสมัยนี้
“แล้วชายหนุ่มผู้ยืนอยู่เื้ัเขาคือใคร? เป็ศิษย์ของเขาหรือ?”
เยี่ยหลิงหลานกล่าวว่า “นั่นคือเป่ยหวาเทียนอวิ๋น ยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งวังดารา ผู้เลื่องชื่อเทียบชั้นได้กับอวิ๋นชางเหยี่ย อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งจวนหยวน”
หนิงเทียนรู้จักอวิ๋นชางเหยี่ย เขาเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งของหยวนซิวซึ่งมีพลังกายาแสนจิน นามกระเดื่องระบือบนอนุสาวรีย์เสียวอู่เคียงข้างนามของตน
เหล่าปรมาจารย์ผู้ทรงอิทธิพลในยุทธภพต่างพากันออกมาต้อนรับเทพดาราเทียนโต้วผู้ยิ่งใหญ่ในดินแดนหยวนซิง
ก่อนการประมูลอันยิ่งใหญ่จะเริ่ม เหล่าปรมาจารย์ผู้ทรงเกียรติมักพาศิษย์รักมารอชมอยู่หน้าประตู เพื่อเปิดโลกทัศน์และสั่งสมประสบการณ์ให้แก่ศิษย์
เหตุที่เยี่ยหลิงหลานพาหนิงเทียนมาที่นี่ เป้าหมายมิใช่สิ่งใดนอกจาก้าให้เขาได้พบปะและแลกเปลี่ยนความรู้กับเหล่าผู้มากฝีมือจากสำนักต่างๆ
หากปราศจากการเปรียบเทียบย่อมไม่มีแรงกดดัน ปราศจากแรงกดดันย่อมไม่มีวันรู้ถึงช่องว่างระหว่างตนกับผู้อื่น
แม้หนิงเทียนจะมีพร์ล้ำเลิศ แต่ระยะเวลาที่ฝึกฝนยังไม่ถึงหนึ่งปี ย่อมด้อยประสบการณ์ ความรู้ และทักษะการเข้าสังคมเมื่อเทียบกับบุคคลอื่น
“เทพ์เทียนหวาแห่งจวนหยวนมาถึงแล้ว”
ต่อจากเทพดาราเทียนโต้ว บุคคลสำคัญอีกท่านก็ปรากฏตัวขึ้น
เขาเป็ชายชราผู้สวมอาภรณ์แวววับดั่งดวงดาว สองข้างขมับประดับด้วยเส้นผมสีขาวดั่งหิมะ แต่ใบหน้ากลับเปล่งปลั่งด้วยสีเื ท่าทางสง่างามประหนึ่งเซียนผู้ทรงภูมิลงมาประทับบนโลกมนุษย์ แค่ก้าวเดินผ่านพื้นที่ว่างเปล่ารอบข้างก็บิดเบี้ยว พลังอันไร้รูปร่างกดทับให้ทุกคนต้องก้มหน้าลงด้วยความเกรงขาม
เทพ์เทียนหวาย่างเยื้องกรายอย่างสง่างาม เื้ัติดตามด้วยชายหนุ่มรูปงามดั่งเทพบุตร ผู้มีใบหน้างดงามไร้ที่ติ
เขามีรอยยิ้มประดับบนริมฝีปาก แสดงถึงความองอาจผ่าเผย ชายผู้นี้สวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ไร้รอยด่างพร้อย ให้ความรู้สึกสุภาพอ่อนโยน แต่แววตาของเขากลับฉายแววความเฉลียวฉลาด
“โอ้์! เป็อวิ๋นชางเหยี่ย ยอดอัจฉริยะแห่งหยวนซิว ไม่คิดว่าเขาจะมาด้วย”
เสียงหนึ่งดังขึ้นเผยชื่อเสียงของเด็กหนุ่มผู้นี้ เขาคืออัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่แห่งหยวนซิว หนุ่มน้อยผู้ครองอันดับหนึ่งบนอนุสาวรีย์เสียวอู่
เมื่อหนิงเทียนเห็นอวิ๋นชางเหยี่ย หัวใจของเขาก็สั่นระริก รับรู้ถึงภัยคุกคามอันน่าสะพรึงกลัว ชายผู้นี้มีพลังปราณมหาศาล ราวกับมีสัตว์ร้ายโบราณซ่อนอยู่ภายในร่างกาย ลมหายใจของเขานั้นช่างน่าหวาดหวั่น
อวิ๋นชางเหยี่ยและเป่ยหวาเทียนอวิ๋นต่างโด่งดังไปทั่วทั้งยุทธภพ แต่หากเปรียบเทียบอิทธิพลและอำนาจบารมีแล้ว อวิ๋นชางเหยี่ยกลับเหนือกว่าเป่ยหวาเทียนอวิ๋นอยู่หลายส่วน เหตุเพราะเหล่าผู้บำเพ็ญหยวนซิวนั้นมีจำนวนมากกว่าซิงซิวหลายเท่าตัว ประกอบกับศาสตร์วิชาของหยวนซิวยังครอบคลุมแขนงต่างๆ มากมาย
ณ ลานหน้าประตูหอเมฆาลี้ลับ เหล่าปรมาจารย์หลายคนจากสำนักหยวนซิวต่างทยอยออกมาแสดงความเคารพต่อเทพ์เทียนหวาผู้สูงส่ง
ฉากนี้ยิ่งใหญ่กว่าเมื่อครั้งเทพดาราเทียนโต้วปรากฏตัวเสียอีก กล่าวได้ว่าเป็บุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังและมีบารมีสูงสุดในบรรดาปรมาจารย์ที่มาร่วมงาน
ซูอวิ๋นซึ่งยืนอยู่เื้ัปรมาจารย์หานอวี้ สายตาของนางก็พลันจับจ้องไปที่อวิ๋นชางเหยี่ย เพียงแรกเห็นหัวใจของนางก็เต้นรัวราวกับถูกมนต์สะกด รู้สึกราวกับได้พบเนื้อคู่ในฝัน
หลิ่วิเยวี่ยติดตามเทพธิดาเหยากวงเข้ามาในหอเมฆาลี้ลับและบังเอิญพลาดโอกาสพบกับหนิงเทียนและซูอวิ๋นในขณะนี้ นางจึงใช้เวลานี้สำรวจอวิ๋นชางเหยี่ย
อวิ๋นชางเหยี่ยขึ้นชื่อว่าเป็อัจฉริยะที่เก่งกาจที่สุดของจวนหยวน ชื่อเสียงของเขาดังกระฉ่อนไปทั่วใต้หล้า คู่แข่งที่พอจะเทียบเทียมได้ก็มีเพียงเป่ยหวาเทียนอวิ๋นจากวังดาราเท่านั้น
ส่วนหนิงเทียนแม้จะมีความสามารถพิเศษ แต่ด้วยระดับพลังที่ยังต่ำ เขาจึงเป็ที่รู้จักเพียงในหมู่ผู้บำเพ็ญสายจื๋อซิวเท่านั้น ยังไม่เป็ที่รู้จักในวังดาราและจวนหยวน
หลังจากเทพ์เทียนหวา เหล่าปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่มากมายก็เริ่มปรากฏตัว หนึ่งในนั้นคือจอมปราชญ์หลงชางแห่งสำนัก์ อีกทั้งปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่จากสำนักกายาอีกสองท่าน
เมื่อถึงยามจื่อ เสียงฆ้องดังกังวานพร้อมเสียงประกาศเริ่มการประมูลอันยิ่งใหญ่
จอมปราชญ์อวิ๋นจิ้งผู้เป็ประมุขสมาคมการค้าสามสายมรรคาก้าวขึ้นสู่ลานประมูล และเริ่มต้นด้วยการแจ้งจำนวนแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมประมูลในครั้งนี้
“วันนี้มีปรมาจารย์จากสำนักต่างๆ ทั้งสิ้นแปดสิบเอ็ดท่าน”
เสียงประกาศสร้างความประหลาดใจให้กับหลายๆ คน จำนวนผู้มาร่วมงานนั้นน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ด้วยคราวนี้ปรมาจารย์เกือบสองในสามของผู้ได้รับเชิญเลือกที่จะไม่มา
“ข้าขอประกาศเริ่มการประมูลอย่างเป็ทางการ ตามธรรมเนียม ข้าจะขอกล่าวถึงกฎกติกาก่อน”
จอมปราชญ์อวิ๋นจิ้งผมขาวโพลน ความแข็งแกร่งในขอบเขตเหนือ์ นามของเขานั้นเลื่องลือโด่งดังในดินแดนหยวนซิงจากจิติญญาเนตรเพลิงซึ่งเป็ที่รู้จักของทุกคน
“สินค้าประมูลที่นำมาในคราวนี้ หลักการประมูลยังคงเป็เช่นเดิม ผู้มีวาสนาเท่านั้นจึงจะสามารถร่วมประมูลได้”
เหล่าปรมาจารย์ไม่มีใครคัดค้าน แต่หนิงเทียนกลับรู้สึกงุนงง
“มีวาสนาเท่านั้นจึงจะร่วมประมูลได้หมายความว่าอย่างไร? ไม่ใช่การประมูลทั่วไปหรือ?”
ปรมาจารย์แต่ละคนมีผู้ติดตามอยู่เคียงข้าง ทุกคนล้วนนั่งแยกตัวออกจากกัน
เยี่ยหลิงหลานมองหนิงเทียนแล้วอธิบายว่า “สินค้าในงานประมูลล้วนวิเศษล้ำค่า ผู้ประมูลต้องััได้ถึงพลังของมันจึงจะมีสิทธิ์ร่วมประมูล นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่ามีวาสนาจึงได้ร่วม”
หนิงเทียนพึมพำกับตนเองว่า “หากมีเพียงคนเดียวที่ััได้ มิใช่ว่าได้มาโดยเปล่าหรือ?”
“ได้มาโดยเปล่าก็ย่อมมีราคาของมัน เ้าคิดว่าคนอื่นนั้นโง่หรือไร?”
จอมปราชญ์อวิ๋นจิ้งบนลานประมูลกำลังนำเสนอของประมูลชิ้นแรก
“เชิญทุกท่านทัศนา นี่คือโลงศพทมิฬ ยาวสามชุ่น สูงหนึ่งชุ่น ตัวโลงสลักลวดลายอักษรโบราณ ค้นพบจากแดนลับในเทือกเขาหมื่นเงา”
หญิงรับใช้รูปงามนางหนึ่งประคองโลงศพทมิฬบนพานหยก เดินวนรอบลานประมูลอย่างช้าๆ เพื่อให้ทุกคนได้เห็นอย่างถนัด
จอมปราชญ์อวิ๋นจิ้งมองไปรอบๆ แล้วประกาศเสียงดังว่า “ในอีกหนึ่งก้านธูป ข้าขอเชิญผู้มีวาสนาทุกท่านขึ้นลานประมูลแสดงฝีมือและความสามารถของตนเพื่อประมูลของล้ำค่า”
ประมูลของล้ำค่า?
หนิงเทียนรู้สึกประหลาดใจ เอ่ยถามเสียงเบา “ผู้ติดตามเช่นข้าก็สามารถขึ้นไปร่วมประมูลได้หรือ?”
เยี่ยหลิงหลานยิ้มตอบ “นั่นคือเหตุผลว่าทำไมปรมาจารย์ทุกคนถึงได้พาคนติดตามมาด้วย”
โลงศพทมิฬวางนิ่งอยู่บนแท่น ปรมาจารย์แปดสิบเอ็ดคนและผู้ติดตามต่างยืนมอง บางคนที่สนใจก็เริ่มลงมือลอง
การประมูลมีกฎอยู่สองข้อ ข้อแรกคือต้องสมัครใจ และข้อที่สองคือต้องมีวาสนา หากขาดข้อใดข้อหนึ่งไปก็ไม่สามารถร่วมประมูลได้
บางคนสามารถรู้สึกถึงพลังบางอย่างจากสินค้าประมูล แต่ไม่้าประมูลก็ถือว่าสละสิทธิ์
บางคนใฝ่ฝันอยากััแต่ไร้ซึ่งวาสนา ช่างน่าหดหู่ยิ่งนัก
โลงศพทมิฬบนลานประมูลเปล่งประกายแสงสว่างจ้า ทันใดนั้นชายหนุ่มผู้เลื่องชื่อในนามเป่ยหวาเทียนอวิ๋น บุรุษผู้เปี่ยมไปด้วยพร์อันดับหนึ่งแห่งวังดาราก็ทะยานขึ้นสู่ลานประมูล กลายเป็ผู้มีวาสนาคนแรก
เสียงอุทานดังระงมไปทั่ว บ่งบอกถึงความฮือฮาต่อสถานะอันลึกลับของเป่ยหวาเทียนอวิ๋น
นี่คือผู้บำเพ็ญซิงซิวอันดับหนึ่งแห่งดินแดนหยวนซิง ช่างสมคำร่ำลือเสียจริงๆ
เมื่อผู้มีวาสนาคนแรกปรากฏตัวแล้ว บุคคลต่อไปจะเป็ใครกัน?
โลงศพทมิฬนี้ช่างลึกลับยิ่งนัก จอมปราชญ์อวิ๋นจิ้งมิได้ตั้งราคาหรือบอกเล่าที่มาที่ไปของมันล่วงหน้า แต่กลับให้ทุกคนลองใช้ความสามารถของตนดู
หนิงเทียนใช้ทักษะดวงเนตรและกระตุ้นเส้นทางิญญาในร่างกายให้ัั ทันใดนั้นโลงศพทมิฬบนแท่นก็พลันสว่างไสวขึ้น
“ฮ่าๆ ข้าััได้แล้ว!”
หนิงเทียนรู้สึกตื่นเต้นสุดขีด จนหันไปยิ้มให้เยี่ยหลิงหลาน ทว่ากลับถูกอาจารย์ของตนโยนออกไป
ร่างของเขาหมุนคว้างกลางอากาศ ก่อนหนิงเทียนจะร่อนลงบนลานประมูล กลายเป็คนที่สองที่มีวาสนา
ในขณะนั้นหลิ่วิเยวี่ยและซูอวิ๋นต่างก็รู้สึกสั่นสะท้าน คนหนึ่งมีแววตาตื่นเต้น อีกคนกลับมีไฟแห่งความเกลียดชังโหมกระหน่ำ ทั้งสองไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าหนิงเทียนจะปรากฏตัวที่นี่
“เป็เขา! ช่างน่าสนใจเสียจริง”
บางคนซึ่งพอจะรู้จักหนิงเทียนอยู่บ้างพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่าเขาจะมีวาสนาเกี่ยวพันกับโลงศพทมิฬนี้
“เ้าหมอนี่ช่างกล้าหาญเสียจริง”
ตี๋เยี่ยนจวินค่อนข้างตื่นเต้น เขาไม่คาดคิดว่าหนิงเทียนจะเป็ผู้มีวาสนาต่อจากเป่ยหวาเทียนอวิ๋น นับเป็การเชิดชูชื่อเสียงให้กับสำนักจื๋อซิวอย่างแท้จริง
เป่ยหวาเทียนอวิ๋นเหลือบมองหนิงเทียนสองครั้งด้วยความประหลาดใจ ศิษย์ของจื๋อซิว เหตุใดจึงมีความเกี่ยวพันกับโลงศพทมิฬอันลึกลับนี้ได้?
หนิงเทียนยิ้มให้เป่ยหวาเทียนอวิ๋นและกำลังเตรียมทักทาย แต่กลับพบว่าเป่ยหวาเทียนอวิ๋นได้เบือนสายตากลับไปทางอื่น และเพิกเฉยต่อการมีอยู่ของหนิงเทียนเสียแล้ว
---------------------------------------
[1] ยามจื่อ (巳时) เป็คำบอกเวลา ประมาณ 9.00-11.00 น.
[2] ยามเฉิน (辰时) เป็คำบอกเวลา ประมาณ 7.00-9.00 น.
